ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 88 ร่วมเป็นร่วมตาย
ขณะที่ทั้งสองก าลังพูดคุยกัน เสียงฝีเท้าและเสียงร้องไห้ก็ดังใกล้
เข้ามาเรื่อย ๆ ชาวบ้านซึ่งเห็นแสงไฟมาจากช่องเขาฝั่งนี้ ต่างก็พา
กันมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
ไม่นานนัก ท่ามกลางทัศนวิสัยที่เต็มไปด้วยความมืดและสายฝน
ก็ปรากฏเงาร่างของผู้คนกลุ่มหนึ่งขึ้น เมื่อสังเกตอย่างชัดเจนก็พบว่า
ผู้ที่น ากลุ่มคนเหล่านั้นมาคือผู้ใหญ่บ้านหลิว
เผิงวั่งตะโกนถามว่า “หลิวหลี่ ข้างล่างนั่นเป็นอย่างไรบ้าง”
ทันทีที่ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย ผู้ใหญ่บ้านหลิวก็รีบเร่งฝีเท้าขึ้น ยัง
ไม่ทันจะยืนให้ดีเขาก็พูดด้วยน ้าเสียงสั่นเครือว่า
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้าไม่ฟังค าเตือนของท่าน ตอนนี้หมู่บ้านถูก
น ้าท่วมไปจนหมดแล้ว ผู้คนที่หนีรอดออกมาได้มีไม่ถึงสามส่วน”
ผู้ใหญ่บ้านหลิวถึงกับร้องไห้ออกมา ท่าทางของเขาน่าเวทนายิ่ง
นัก
ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังก็ร้องไห้เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาต่างก็พากันมารวมตัวกันที่หน้าถ ้า เมื่อประมาณดูน่าจะ
มีสี่สิบห้าสิบคน
และส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว มีเพียงเด็ก สตรีและคนชราอยู่อีก
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่ต้องคิดมากก็รู้ว่า คนที่ไม่ได้ขึ้นเขามาด้วย คงประสบเคราะห์
ร้าย
เผิงวั่งและโม่จิ่วเยี่ยนึกถึงคนจ านวนมากที่ต้องมาตายใน
เหตุการณ์น ้าท่วม ก็พากันทอดถอนหายใจ
คงจะเป็นอย่างค าโบราณกล่าวเอาไว้ว่าภัยธรรมชาติไม่มีความ
ปรานี
แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาโศกเศร้า เผิงวั่งกวาดตามองไปรอบ
ๆ แล้วตัดสินใจทันที่
“ให้พวกผู้หญิงทั้งหมดไปที่ถ ้าของสกุลโม่ ส่วนข้าจะพา
เจ้าหน้าที่และนักโทษชายไปอยู่ที่ถ ้าใหญ่ ยกถ ้าที่พวกเราใช้หลบฝน
อยู่ตอนนี้ให้พวกชาวบ้านไป”
หากท าแบบนี้แม้ว่าจะแออัดไปสักหน่อย แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้
ชาวบ้านไม่มีที่อยู่
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านก็
ช่วยกันน าถ่านไม้ไปให้ชาวบ้าน เพื่อให้พวกเขาได้ผิงไฟอบอุ่น
ร่างกาย
ส่วนเรื่องอาหาร ในตอนนี้พวกเขายังหาทางแก้ไขไม่ได้
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเพิ่งจะมอบถ่านให้กับผู้ใหญ่บ้านหลิว
ไป กลับได้ยินเสียงชาวบ้านคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความตกใจ
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน! หลี่เถี่ยจู้บ้านข้าเป็นลมไปแล้ว ท าอย่างไรดี
หมอประจ าหมู่บ้านของพวกเราก็ถูกน ้าพัดไปแล้ว ใครจะรักษา
อาการป่วยให้เถี่ยจู้บ้านข้าได้อีก”
ได้ยินดังนั้น เฮ่อจือหร่านจึงรีบเสนอตัวทันที่
“ข้าพอจะมีความรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ให้ข้าช่วยดูอาการเขา
หน่อยเถอะ”
เมื่อเห็นว่าผู้ที่อาสาเป็นหญิงสาวอ่อนเยาว์ ผู้ใหญ่บ้านหลิวก็อด
สงสัยไม่ได้
เขาไม่อยากเชื่อนักว่าสตรีอายุน้อยเช่นนี้จะมีความรู้ด้านวิชา
แพทย์
เผิงวั่งเห็นท่าทีลังเลของเขา จึงเอ่ยขึ้นว่า
“หลิวหลี่ สตรีจากสกุลโม่คนนี้ไม่ใช่หมอธรรมดา หากจะบอกว่า
นางเป็นหมอเทวดาก็ไม่ผิดนัก”
พอได้ยินเผิงวั่งกล่าวยกย่องตนเองถึงเพียงนั้น เฮ่อจือหร่านก็ยิ่ง
บอกให้อีกฝ่ายมั่นใจ
นางเอ่ยเร่งเร้าผู้ใหญ่บ้าน “สถานการณ์ตอนนี้เร่งด่วนมาก ท่าน
อย่ามัวเสียเวลาเลย” ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอาการของคนไข้เป็นอย่างไร
หากมัวแต่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อาจต้องแลกมาด้วยชีวิต
คนก็เป็นได้
หลิวหลี่ค่อนข้างเชื่อถือค าพูดของเผิงวั่ง เขาจึงรีบเรียกให้ทุกคน
หลีกทางเพื่อให้เฮ่อจือหร่านสามารถตรวจอาการของหลี่เถี่ยจู้ได้
สะดวก
เฮ่อจือหร่านอาศัยแสงไฟกองเล็ก ๆ ตรวจดูคนไข้ ไม่นานนัก ลม
หายใจของนางพลันต้องสะดุดลงด้วยความตกใจ
ต่อมน ้าเหลืองใต้คางของหลี่เถี่ยจู้บวมขึ้นแล้ว
สิ่งแรกที่ท าให้เธอนึกถึงคือกาฬโรค
เฮ่อจือหร่านหันไปถามชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่า “ที่นี่มีญาติ
ของเขาอยู่หรือไม่”
“ข้า ข้าเป็นภรรยาของหลี่เถี่ยจู้” นางคือสตรีคนที่พบว่าหลี่เถี่ยจู้
หมดสติไปและร้องขอความช่วยเหลือ
เมื่อเห็นหญิงสาวมีท่าทางกังวล เฮ่อจือหร่านจึงกล่าวด้วยสีหน้า
จริงจังว่า “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ตอบค าถามของข้ามาตามตรง”
“ได้”
“ก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขามีอาการหนาวสั่น มีไข้สูง ปวด
ศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน และหายใจล าบากหรือไม่”
ภรรยาของหลี่เถี่ยจู้พยักหน้าตอบรับ เมื่อได้ยินอาการที่เฮ่อจือห
ร่านถาม
“ทุกอย่างที่ท่านพูดมาล้วนถูกต้อง ช่วงสองวันมานี้สามีของข้ามี
อาการเช่นนี้จริง ๆ”
ระหว่างที่พูด ภรรยาของหลี่เถี่ยจู้ก็คว้าชายแขนเสื้อของเฮ่อจือห
ร่านไว้พลางเอ่ยด้วยสีหน้ากังวลว่า “ท่านหมอ ท่านช่วยดูอาการสามี
ของข้าทีเถอะ เขาก าลังป่วยหนักหรือไม่”
อาการป่วยของหลี่เถี่ยจู้ดูแล้วคล้ายกับโรคกาฬโรคมาก
เพื่อความแน่ใจ เฮ่อจือหร่านจึงหันไปหาหลิวหลี่ และเรียกเขามา
พูดคุย
“ผู้ใหญ่บ้านหลิว ช่วงนี้ในหมู่บ้านมีหนูเยอะหรือไม่”
ผู้ใหญ่บ้านหลิวถอนหายใจยาวเมื่อได้ยินค าถามเรื่องหนู
“อย่าพูดถึงมันเลย ถึงแม้ปีก่อน ๆ ในหมู่บ้านจะมีหนูอยู่บ้าง แต่ก็
ไม่ได้มีมากมายอะไร ทว่าช่วงนี้ไม่รู้เป็นเพราะอะไร จ านวนหนูจึง
เพิ่มขึ้นมาก ซ ้ายังตัวก็ใหญ่ขึ้นด้วย เมื่อวานข้ายังเห็นหนูตายไป
หลายตัวอยู่ในยุ้งฉางที่บ้านเลย”
สีหน้าของเฮ่อจือหร่านเคร่งเครียดขึ้นเมื่อได้ยินค าตอบของเขา
“ผู้ใหญ่บ้านหลิว ข้าคิดว่าหลี่เถี่ยจู้อาจจะเป็นกาฬโรค”
“กาฬโรค?” หลิวหลี่ตกใจมาก
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเขาเคยได้ยินเรื่องราวของโรคนี้ มันเกิดขึ้นที่
เมืองแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
ตอนแรกราชส านักได้ส่งหมอหลวงไปรักษาผู้คนมากมาย แต่
สุดท้ายแม้แต่หมอหลวงเองก็ยังติดโรคระบาดนี้ไปด้วย ต่อมา เพื่อ
ไม่ให้โรคระบาดแพร่กระจายออกไปอีก ราชส านักจึงท าได้เพียงสั่งให้
คนไปปิดเมืองนั้น
น่าสงสารชาวเมืองที่นั่น หากพวกเขาไม่ตายเพราะโรคร้ายก็ต้อง
อดตาย สรุปแล้วล้วนไม่มีใครรอดชีวิต
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ แข้งขาของผู้ใหญ่บ้านหลิวก็อ่อนแรงลง
“ท่านหมอ ไม่สิ ท่านหมอเทพธิดา ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!”
ระหว่างที่พูด หลิวหลี่ก็คุกเข่าลงต่อหน้าเฮ่อจือหร่านและค านับ
ไม่หยุด
โม่จิ่วเยี่ยยืนอยู่ที่ปากถ ้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งเข้ามา
ตอนนั้นเองเฮ่อจือหร่านก็ช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น?” โม่จิ่วเยี่ยถามด้วยน ้าเสียงทุ้มต ่า
เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว เฮ่อจือหร่านจึงพูดกับโม่
จิ่วเยี่ยด้วยเสียงที่เบาที่สุด “โรคกาฬโรค”
พอได้ยินสองค านี้ กระทั่งโม่จิ่วเยี่ยที่เผชิญโลกมามากมายก็ยัง
อดตกใจไม่ได้
“เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร” เขาพึมพ ากับตัวเอง ขณะเดียวกันก็
ขยับเข้าใกล้เฮ่อจือหร่าน
ทว่านางรีบห้ามเขา “ท่านอย่าเข้ามา”
แน่นอนว่าโม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่านางคิดอะไร นางคงเป็นห่วงว่าเขาจะมา
อยู่ใกล้ชาวบ้านมากเกินไปจนติดโรคเข้า
แต่เขาที่เป็นชายอกสามศอก จะปล่อยให้เฮ่อจือหร่านเผชิญหน้า
กับความเป็นความตายเพียงล าพังได้อย่างไร
แม้จะรู้ดีว่าตัวเองคงหนีไม่พ้นติดโรคได้ แต่เขาก็ยังยืนหยัดที่จะ
เผชิญหน้าต่อ
ความจริงแล้วเฮ่อจือหร่านไม่ได้หวาดกลัวโรคกาฬโรคเลย
ชาติที่แล้ว นางได้คิดค้นยาสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์ในการต่อต้าน
โรคนี้ได้ส าเร็จ ตราบใดที่อาการของผู้ติดเชื้อยังไม่ทรุดหนักจน
อวัยวะภายในเสียหาย นางก็สามารถรักษาให้หายขาดได้
น่าเสียดายที่นางยังไม่ได้ประกาศข่าวดีนี้ไปก็ทะลุมิติเข้ามา
เสียก่อน
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ ไม่นานหลังจากที่นางข้ามมิติเข้ามา ยา
สูตรพิเศษที่รักษาโรคก็ได้ถูกน ามาใช้ประโยชน์
แม้ว่าในพื้นที่มิติของนางจะไม่มีสมุนไพรรักษากาฬโรคเก็บไว้
แต่ในเถาเป่าก็สามารถซื้อได้ทุกอย่าง จึงไม่จ าเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้
นัก เพียงแต่มีปัญหาว่านางจะน าสมุนไพรเหล่านั้นออกมาใช้ในถ ้า
แห่งนี้ได้อย่างไร
เมื่อดึงสติกลับมาอีกครั้ง โม่จิ่วเยี่ยก็มาอยู่ข้างกายนางแล้ว เขา
จับมือของนางไว้เงียบ ๆ
แววตาของโม่จิ่วเยี่ยเต็มไปด้วยความจริงใจ
“พวกเราจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน”
เฮ่อจือหร่านเห็นว่าค าพูดของตนไม่สามารถหยุดยั้งโม่จิ่วเยี่ยได้
จึงยอมรับการอยู่เป็นเพื่อนของเขาอย่างเต็มใจ
ในขณะเดียวกัน นางก็กุมมือของโม่จิ่วเยี่ยกลับเพื่อให้เขาสบาย
ใจ