นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #1 : บทนำ
คลิก คลิก
เสียงกดแป้นคีย์บอร์ดดังกึกก้องเป็นจังหวะในออฟฟิศเงียบสงัด
ภายในห้องมืดสลัว แสงไฟจากเพดานกะพริบไปมาทอดเงาจาง ๆ สะท้อนกับผนัง
ตึก ตึก ตึก ตึก—
เสียงฝีเท้าอันคุ้นหูตัดผ่านความเงียบงัน— เฉียบคม เร่งเร้า ไม่เป็นจังหวะ!
มันดังมาจากทางด้านหลัง รวดเร็วและหนักหน่วง เสมือนว่ามีใครบางคนกำลังวิ่งเต็มฝีเท้าอยู่นอกระยะสายตา เสียงลัดเลาะไปทางขวา จากนั้นก็มาทางซ้ายอย่างบ้าคลั่ง— ราวกับเจ้าของเสียงนั้นกำลังเวียนวน… เพื่อล่าเหยื่อ
แล้วทันใดนั้นเอง มันก็หยุดลง
ความเงียบเข้าปกคลุม
น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
[คุณต้องการออกจากเกมหรือไม่?]
[▶ ใช่] [▷ ไม่]
ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อย
กด ‘ใช่’ แล้วปิดเกมทันที
“เฮ้อ…”
ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ฝ่ามือกุมท้องของตัวเองไว้
เกือบไปแล้ว ตอนนี้ผมเริ่มชินชากับอาการคลื่นไส้แบบนี้แล้วล่ะ มันมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมเล่นเกมสยองขวัญ
ผมไม่ถูกกับของน่ากลัว แบบไม่เลยสักครั้ง เส้นความอดทนต่อเรื่องสยองของผมนี่ยิ่งกว่าบางเฉียบ และเมื่อไหร่ที่มันถึงขีดจำกัด สิ่งที่พุ่งเข้ามาจะไม่ใช่แค่ความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว— แต่ความรู้สึกอยากอาเจียนก็จะมาร่วมวงด้วย
แล้วทำไมผมถึงมาเล่นเกมแนวนี้?
คำตอบนั้นเรียบง่ายมาก: เพราะผมไม่มีทางเลือกยังไงล่ะ อุตสาหกรรมเกมมันมาถึงจุดที่ล้นตลาดแล้ว มีคนเก่ง ๆ มากเกินไป สมัยนี้ไม่ค่อยมีบริษัทไหนรับคนเข้าทำงานหรอก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเชี่ยวชาญอะไรที่มันเฉพาะทางเอามาก ๆ อย่างเช่นเกมสยองขวัญ และนี่ไง ผมก็นั่งหัวโด่อยู่ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยคนประเภทนั้น
ความรู้สึกขมขื่นตีตื้นขึ้นมา ความย้อนแย้งนี้มันชัดเจนเกินไป งานที่ผมจำเป็นต้องทำดันเป็นงานที่ตัวเองเกลียดที่สุด
ผมโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วเปิดลิ้นชัก คว้าขวดยาขนาดเล็กออกมา
: [เมนไซลานิส (Menxylanis)][1]
แนะนำให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หรือตามคำสั่งของผู้จัดยา ควรรับประทานพร้อมน้ำหลังอาหารเพื่อลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ห้ามบดหรือเคี้ยวเม็ดยา เนื่องจากตัวยาถูกออกแบบมาให้ค่อย ๆ ออกฤทธิ์
ตัวอักษรดูเลือนรางในตอนที่ผมกำลังอ่านมันอยู่
ผมถอนหายใจแล้วฝืนกลืนยาลงในลำคอแห้งผาก ก่อนจะกระดกน้ำดื่มตามไปอีกอึก
“ฮ-ฮ่า…” เสียงครางดังออกมา ร่างกายสั่นเทาจนต้องรีบเอามือคว้าแขนตัวเองไว้เพื่อหยุดอาการสั่นนั้น
ยาเม็ดเล็กจิ๋วนี่ราคาแพงกว่าเงินที่ผมหาได้ทั้งสัปดาห์อีก มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผม เป็นสายป่านต่อชีวิตจากโรคอะไรก็ไม่รู้ที่ผมเป็นอยู่ ผมไปพบหมอมาก็ตั้งหลายคน แต่จนป่านนี้แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าโรคประหลาดนี้มันคือโรคอะไร
ทั้งหมดที่รู้มีแค่ว่ามันเป็นโรคทางระบบประสาทที่แปลกประหลาด ซึ่งกำลังกัดกินสมองของผมไปทีละน้อย
ผม… ไม่มีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากต้องพึ่งยาพวกนี้เพื่อมีชีวิตอยู่
ถึงจะไม่อยากตาย แต่ก็ทำได้เพียงยื้อจุดจบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผมเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
ผมสะบัดหัวไปมา ก่อนจะเหลือบมองไปยังนาฬิกาบนข้อมือ
1:30 น.
คนอื่น ๆ กลับบ้านกันไปหมดหลายชั่วโมงแล้ว เหลือเพียงผมคนสุดท้าย หนึ่งเดียวในออฟฟิศที่ต้องมาจมปรักอยู่กับไฟล์บันทึกข้อมูลเกมและคำวิจารณ์หลังจากที่ แว่วเสียงกระซิบ (Gentle Whispers) เปิดตัว
แล้วคำวิจารณ์เป็นยังไงน่ะเหรอ? มันก็ช่วยอะไรผมไม่ได้เหมือนกัน
[บทวิจารณ์ล่าสุด] (แง่ลบเป็นส่วนใหญ่) 27 รีวิว
เกมนี้มันห่วยแตก ฉันซื้อมาหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ แต่นี่ดันมีแต่ฉากจัมป์สแกร์[2]กาก ๆ ไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด เล่นไปได้แค่ชั่วโมงเดียวก็ขอคืนเงินแล้ว โคตรจะเสียเวลา โคตรจะน่าเบื่อ ผลงานล้มเหลวอีกชิ้นจากสตูดิโอไนท์แมร์ฟอร์จ (Nightmare Forge) หมดยุคของพวกเขาแล้วล่ะ
ผมเลื่อนอ่านไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกทยอยเพิ่มขึ้นตามจำนวนข้อความ หัวข้อ [แง่ลบเป็นส่วนใหญ่] เริ่มให้ความรู้สึกเหมือนกับจับเวลานับถอยหลังประหารชีวิต ยอดขายแทบไม่กระเตื้อง แถมบทวิจารณ์เหล่านี้ก็ตอกฝาโลงให้ตัวเกมแบบเสร็จสรรพ
“แย่แล้วสิ…”
ผมเอนหลังพิงเก้าอี้ เหม่อมองเพดานด้วยความว่างเปล่า
ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป สตูดิโอคงหนีไม่พ้นคำว่าล้มละลายแน่ และถ้ามันล้มจริงล่ะ? ผมนี่แหละที่จะโดนเตะออกเป็นคนแรก ๆ ไม่มีใครมามัวสนใจชีวิตโปรแกรมเมอร์ในเวลาที่เงินตัวเองหมดหรอก ส่วนการหางานใหม่ในสมัยนี้น่ะเหรอ? นรกบนดินชัด ๆ
ผมกลืนน้ำลาย พยายามสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่พุ่งพล่านขึ้นมา
‘ไม่ดิ อย่าไปคิดอย่างงั้น’
เกมมันเพิ่งเปิดตัว ทุกอย่างอาจจะดีขึ้นก็ได้ เดี๋ยวคนก็คงเริ่มเขียนรีวิวดี ๆ เองแหละ
ผมพยายามกล่อมตัวเอง
จากนั้นก็กดรีเฟรชหน้าเว็บ
[บทวิจารณ์ล่าสุด] (แง่ลบ) 41 รีวิว
“…เออ เวรเอ้ย”
ยิ่งผมกดรีเฟรชเท่าไหร่ มันก็ยิ่งย่ำแย่ลงเท่านั้น ความเห็นถาโถมเข้ามาอย่างไร้ความปรานี คำวิจารณ์เชิงลบพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับทั้งจักรวาลกำลังสุมหัวกันกลั่นแกล้งผม
ผมนั่งจ้องหน้าจออย่างเหม่อลอย
กว่าจะดึงสติกลับมาได้ จำนวนคำวิจารณ์แง่ลบก็พุ่งสูงเสียจนทนเลื่อนดูต่อไปไม่ไหว ผมปิดหน้าเว็บนั้นแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ ถอนหายใจออกมายาว ๆ
“เจ๊งหมดแล้ว เกมนี้เจ๊งแบบยับเยิน”
คำพูดนั้นลอยวนเวียนอยู่ในอากาศท่ามกลางความเงียบสงัด ผมสัมผัสได้ถึงซองขาวที่ใกล้เข้ามาเยือน
‘ดูเหมือนว่าฉันกำลังจะตกงานแล้วสินะ’
ผมไม่ต้องเป็นคนคอยคุมเส้นเรื่องของเกมที่ไม่รู้ว่าอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้มาได้ยังไง เราทุกคนจะโดนกวาดเรียบ— ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพัฒนา ฝ่ายออกแบบ หรือฝ่ายไหนก็ตาม ไม่น่ามีใครรอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ได้
“หวังว่าเงินชดเชยจะพอประทังชีวิตนะ” ผมพึมพำพลางขยี้ตาตัวเอง
เหมือนเห็นเค้าลางความวุ่นวายของพรุ่งนี้มาแต่ไกล
ตั้งแต่ความเดือดดาลของผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงการตวาดด่ากราด และปิดท้ายด้วยคำว่า “แกโดนไล่ออก” ก่อนที่ผมจะต้องเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไป
“…”
ผมฟุบตัวลง ฝ่ามือปิดใบหน้า ความขมขื่นม้วนตัวอยู่ภายในใจ เจ็บแสบราวกับบาดแผลที่ไม่มีวันจางหาย
ทำไมต้องเป็นผมตลอดเลยล่ะ? ทำไมผมถึงต้องมาอยู่ในจุดที่ทุกทางเลือกมันดูผิดไปหมดแบบนี้?
“ฉันล่ะอยากจะ—”
ติ๊ง—!
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นกะทันหันจนผมสะดุ้งหลุดออกจากความคิด ร่างกายหยุดชะงัก นัยน์ตาเบิกกว้างจับจ้องที่หน้าจอ
[คุณได้รับอีเมล]
เมลเหรอ?
“นี่มันไม่ใช่คอมส่วนตัวฉันด้วยซ้ำนะ…”
ไวรัสหรือเปล่า? หรือเป็นพวกต้มตุ๋น? ผมเองก็เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาบ้าง
ผมเอื้อมมือไปจะกดปิดการแจ้งเตือนโดยไม่คิดอะไร แต่ขณะที่มือค้างอยู่เหนือเมาส์ หน้าจอก็กะพริบวูบ
ติ๊ง—!
[ระบบนักพัฒนาเกมสยองขวัญ]
ต้องการเปิดใช้งานหรือไม่?
▶ [ใช่]
▷ [ไม่]
คิ้วของผมเริ่มขมวด นี่มันอะไรกัน? มุกตลกงั้นเหรอ?
ผมกัดฟันกรอด ลำพังแค่เรื่องรีวิวก็น่าหงุดหงิดพอแล้ว ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก?
ก่อนที่ผมจะได้คลิกเลือก หน้าจอก็กะพริบอีกครั้ง แสดงข้อความใหม่ขึ้นมา
[ช่วงทดลองการใช้งานกำลังจะเริ่มขึ้น]
คลิก!
“เดี๋ยว อะไรน่ะ?”
ผมไปกด ใช่ ตอนไหน? ผมก้มลงมองเมาส์ เสียงคลิกยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ แต่ผมยังไม่ทันได้แตะมันเลยสักนิด เป็นไปได้ยังไง…?
หน้าจอกะพริบอีกครั้ง
[ทางเราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับคุณ, ผู้พัฒนา เซธ ธอร์น (Seth Thorne)]
ผมตัวแข็งทื่อ
มันรู้ชื่อของผมได้ยังไง?
ขนผิวหนังตั้งชูชัน มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ผมขยับมือไปจับเมาส์ตามสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสมัน ผมก็ชักมือกลับทันที
เย็นเฉียบ…
ความเย็นเยียบแล่นเข้าสู่ร่างกายเสมือนโดนไฟฟ้าช็อต มันไม่ได้มาจากห้อง— แต่มาจากตัวเมาส์ ผมจ้องมือตัวเองสลับกับหน้าจอ เรื่องแบบนี้มัน… เป็นไปไม่ได้
และแล้ว—
ติ๊ง—!
[คุณพร้อมหรือยัง?]
อิโมจิหน้ายิ้มปรากฏขึ้นบนจอ ดวงตาของมันเบิกกว้างไม่กะพริบ
ผมกะพริบตา แล้วอิโมจินั้นก็กระตุก
รอยยิ้มฉีกกว้างขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ
มันยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น
กึก
สีของอิโมจิเริ่มจางหายไป กลายเป็นสีแดงฉาน
กึก
ดวงตาของมันถูกแทนที่ด้วยเครื่องหมายกากบาทสองอัน
กึก
ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกเวียนศีรษะอย่างรุนแรงก็พุ่งเข้าจู่โจม ภาพตรงหน้าพร่ามัว ร่างกายเริ่มหนักอึ้ง
ลมหายใจเย็นยะเยือกเป่ารดที่ใบหู
ร่างกายของผมแข็งทื่อ ความเสียวสันหลังวาบวิ่งผ่านทั่วทั้งร่าง
มันอยู่ข้าง ๆ ผม…
ผิวหนังลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง ใกล้มาก กระซิบอยู่ข้างหู
“โชคดีนะ~”
โลกทั้งใบดับมืดสนิท