นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #101 : ชายบิดเบี้ยว [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #101 : ชายบิดเบี้ยว [1]
“…..”
ผมรู้สึกคลื่นไส้เมื่อได้มองเข้าไปในดวงตาของมัน
จะให้ผมบรรยายรูปลักษณ์ของมันยังไงดีล่ะ?
มันก็เป็นเหมือนกับชื่อของมันเลย
บิดเบี้ยว
แต่ไม่ใช่การบิดงอแบบกิ่งไม้หรือบิดพับแบบผืนผ้า ไม่เลย… มันผิดธรรมชาติ
แขนขาของมันยาวเกินไป ข้อต่อหักงอเป็นมุมตรงจุดที่ไม่ควรจะเป็นข้อต่อ ร่างกายครึ่งหนึ่งของมันดูแตกหัก ราวกับว่ามันพยายามจะพลิกข้างในร่างตัวเองให้ออกมาภายนอก แต่หยุดเอาไว้ครึ่งทาง
มันไม่ขยับเขยื้อน หมายถึงยังไม่ขยับในตอนนี้
ทว่าแม้จะยืนอยู่นิ่งเฉย มันกลับให้ความรู้สึกกดดัน
ผิวหนังของผมลุกซู่ ท้องไส้ปั่นป่วน เรียวขาไม่ยอมฟังคำสั่ง
ทุกส่วนในตัวผมกรีดร้องออกมา
อย่าไปมองมัน
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่อาจละสายตาไปได้
และท่ามกลางความนิ่งงัน ขณะจ้องมองร่างอันบิดเบี้ยวของมัน ในที่สุดผมก็เข้าใจ
คำเตือนของวาทยกร
รูปร่างนี้…
ความผิดปกตินี้…
มันไม่เหมือนกับตัวอื่น ๆ ไม่เหมือนวาทยกร ไม่เหมือนมิเรลล์ ไม่เหมือนแม้กระทั่งดรีมวอล์กเกอร์
ตัวนี้มันแตกต่าง
ผมไม่ต้องใช้ตรรกะใด ๆ มาทำความเข้าใจเลย ผมสัมผัสได้ ผ่านผิวหนัง ผ่านกระดูก ผ่านส่วนลึกของกระเพาะอาหาร
มันไม่ใช่ความผิดปกติที่ยึดโยงตามหลักกเกณฑ์หรือเหตุผล
มันคืออย่างอื่นโดยสิ้นเชิง
มันคือ… ความชั่วร้ายที่มีกายเนื้อ
ตี๊ดดด! ตี๊ดดด—
ในตอนนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนปลุกผมให้ตื่นจากห้วงความคิด พอจ้องมองในจอมอนิเตอร์ ร่างบิดเบี้ยวนั้นก็หายไปนานแล้ว แทนที่ด้วยร่างมัมมี่แห้งกรังที่อยู่ ๆ ผมก็เริ่มจะคุ้นชินกับมันขึ้นมา
ตี๊ดดด! ตี๊ดดด—!
สัญญาณเตือนส่งเสียงดังมากยิ่งขึ้น ทั่วทั้งห้องส่องสว่างเป็นสีแดงฉาน
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เสียงเตือนอะไรน่ะ?”
คนอื่น ๆ เริ่มตื่นตัวกับภาพที่เห็น พากันมองไปรอบห้องด้วยความสับสน ในขณะที่สีหน้าของหัวหน้าทีมเริ่มมืดครึ้ม
เขาไม่ตื่นตระหนกเหมือนคนอื่นและกดปุ่มอะไรบางอย่างลงทันที จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์ เค้าโครงหน้าของบุคคลนั้นถูกเซนเซอร์ไว้ เฉกเช่นเดียวกับน้ำเสียง
ถึงอย่างนั้น ทุกคนในห้องก็ได้ยินเสียงชัดเจน
— เกิดเรื่องแล้วล่ะ
ภายในจอมอนิเตอร์แปรเปลี่ยน แสดงให้เห็นภาพบรรดาเตียงที่มีร่างมัมมี่นอนอยู่
“…..!”
แววตาของหลายคนเปลี่ยนไปเมื่อเห็นร่างมัมมี่เหล่านั้นชักกระตุกขึ้นมาอย่างรุนแรง ดวงตาตายซากและใบหน้าไร้ชีวิตกำลังสั่นเทิ้ม
— ถึงจะยืนยันแล้วว่าแต่ละคนสมองตายและอยู่ในสภาพผัก แต่เหยื่อรายก่อน ๆ ของชายบิดเบี้ยวในตอนนี้กำลังทรมานจากอาการชักขั้นรุนแรง
อาการสั่นที่แสดงบนจอมอนิเตอร์นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ร่างมัมมี่ยังคงกระตุกไม่หยุดหย่อน เหล่าผู้คนในเสื้อคลุมสีขาวขยับเข้าไปใกล้และฉีดสารบางอย่างใส่ร่างเหล่านั้น ซึ่งผมคาดว่าน่าจะเป็นพวกยากดระบบประสาท
แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผล
— นอกจากนี้ เรายังตรวจพบการเคลื่อนไหวผิดปกติหลายแห่งรอบเกาะด้วย หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นใกล้กับจุดที่พวกคุณอยู่นั่นแหละ
แผนที่ของเกาะฉายบนมอนิเตอร์อีกจอหนึ่ง โดยมีหลาย ๆ จุดปรากฏขึ้นพร้อมกัน
— พวกนี้เป็นจุดเกิดเหตุ ทางเรายังไม่พบความเชื่อมโยงใด ๆ แต่เราจะเริ่มทำการสืบสวนทันที
รายละเอียดต่าง ๆ ที่เปิดเผยออกมาในขณะนี้ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างมองหน้ากันและกัน
ทุกคนยกเว้นผม… ที่ค่อย ๆ ลูบคลำแว่นตาในมือของตัวเอง
หยาดเหงื่อไหลลงตามโหนกแก้ม หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงซ้ำไปมา ขาทั้งสองอ่อนแรงกว่าปกติ
ผมแทบจะหายใจไม่ออก พลางนึกถึงร่างบิดเบี้ยวก่อนหน้านี้
สิ่ง… สิ่งนั้น…
สิ่งแบบนั้นมันมีตัวตนอยู่ได้ยังไงกัน?
ตัวผมสั่นสะท้านเพียงแค่คิดเกี่ยวกับมัน
— ตอนนี้ก็มีอยู่เท่านี้แหละ ฉันจะมารายงานสถานการณ์เพิ่มเติมอีกทีถ้าเราพบข้อมูลมากกว่านี้นะ
การติดต่อสิ้นสุดลงทั้งอย่างนั้น
ความเงียบโรยตัวลงทั่วห้องในเวลาต่อมา หัวหน้าทีมยืนนิ่งเงียบ
จากนั้น—
“ให้แต่ละทีมเริ่มเคลื่อนไหวได้เลย หนึ่งทีมต่อบ้านหนึ่งหลัง สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ผมเกรงว่า…”
โทนเสียงของเขาแปรเป็นหม่นหมอง
“…พวกเราอาจจะกำลังเผชิญหน้ากับระดับธรอลอยู่ก็ได้”
และราวกับว่าคำพูดของเขายังทำให้อกผมหนักอึ้งไม่มากพอ การแจ้งเตือนหนึ่งก็ปรากฏตามมาหลังจากนั้นไม่นาน
[คุณถูกหลอกหลอน]
*
ช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนกลางคืน บุคลากรทุกคนก็ถูกส่งตัวไปประจำการตามบ้านเรือนทุกหลัง เตรียมพร้อมจะเข้าปะทะได้ทุกเมื่อ
ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยตลอดทั้งคืน
ทุกคนเฝ้าระวังกันอย่างเต็มที่ แต่ชายบิดเบี้ยวไม่ได้กลับมา
ราวกับว่ามันหายวับไปหลังจากลงมือเพียงครั้งเดียว
จนกระทั่งแสงตะวันมาเยือนและทีมต่าง ๆ มั่นใจว่าชายบิดเบี้ยวจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว หลายคนจึงตัดสินใจไปนอนพักผ่อน ซึ่งทางกิลด์ได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้วโดยการจัดตั้งที่พักชั่วคราวขึ้นมาล่วงหน้า
มันเรียบง่ายและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอยู่ครบครัน
ผมเองก็อยากจะพักผ่อนกับเขาบ้างเหมือนกัน
“….”
ผมนอนอยู่อย่างนั้น ไม่มีการขยับเขยื้อน
สายตาจับจ้องเพดาน
บรรยากาศภายในห้องกดทับลงมาบนตัวผม
เตียงนอนฉุดรั้งร่างกายเอาไว้เสมือนต้องการจะกลืนกินผมเข้าไปทั้งตัว
และผมก็ปล่อยมันไป
ผมไม่ขยับ
ผมทำไม่ได้
ทุกครั้งที่ผมพยายามนอนหลับ ภาพของชายบิดเบี้ยวก็จะปรากฏภายในหัว กีดกันไม่ให้ผมข่มตาลง
…และทั้งหมดทั้งมวลเป็นผลมาจากการแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
‘แว่นตา… มันอันตรายกว่าที่ฉันคิดไว้มาก’
มันช่วยให้ผมมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ ‘สิ่งนั้น’ สัมผัสและรับรู้ถึงตัวตนผมได้ด้วย
ผมเข้าใจแล้วว่า ชายบิดเบี้ยวรับรู้ถึงการมีอยู่ของผม
มันกำลังจะมาหาผม
แต่… มันต้องมีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงบางอย่างในการตามล่าผม ตราบใดที่ผมไม่ได้ทำตามเงื่อนไข ผมก็จะปลอดภัย
…หรืออย่างน้อย ผมก็หวังว่ามันจะเป็นกรณีแบบนั้น
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
“ไม่ ฉันจะมาหวังลม ๆ แล้ง ๆ แบบนี้ไม่ได้”
ลำตัวยันขึ้นจากเตียงนอน เขวี้ยงผ้าห่มทิ้งแล้วลุกยืน ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามนอนในเมื่อต่อให้ทำท่าไหน ผมก็นอนไม่หลับอยู่ดี
พอออกมาจากห้องของตัวเอง ผมก็พบกับความวุ่นวายที่กำลังรอคอยอยู่
“พวกเราเหนื่อยแล้ว! ทำอะไรกับสถานการณ์นี้สักอย่างสิ!”
“พวกเราอยู่กันแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วนะ!”
“เอาบ้านของเราคืนมา! ถ้าพวกคุณแก้ปัญหาไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ!”
ฝูงชนขนาดใหญ่ยืนอยู่ด้านนอกพื้นที่พักชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม แต่ละคนถือป้ายและโปสเตอร์เขียนข้อความว่า [ออกไป!] [พวกคุณมันไร้ประโยชน์!]
ผู้คนดูไม่พอใจเอาเสียเลย
ผมกำลังจะหันหลังกลับ แต่แล้วก็มีฝ่ามือข้างหนึ่งกดลงบนไหล่
“…..!”
ด้วยความที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ผมจึงเกือบจะสะดุ้งโหยง แต่ทันทีที่หันศีรษะไปมอง ผมเห็นหนูท่อยืนอยู่ข้างกาย และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้เห็นลักยิ้มบนแก้มอันโดดเด่นนั้น
“นอนไม่หลับเหรอครับ?”
“…หลับไม่ลงเลย คุณก็เหมือนกันงั้นเหรอ?”
“ประมาณนั้นแหละครับ”
หนูท่อตอบกลับอย่างคลุมเครือ พลางจ้องมองฝูงชนที่อยู่ไกลออกไปด้วยแววตาซับซ้อน
“ถ้าพวกเขารู้สักนิดว่าแต่ละวันเราต้องหัวหมุนกันแค่ไหนก็คงจะดี แต่พอไม่รู้อะไรเลยก็บ่นออกมาง่าย ๆ แบบนี้สินะครับ”
“จะว่าอย่างงั้นก็ได้นะ”
แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันไม่สำคัญหรอก
ถึงพวกเขาจะรู้ว่าทางเราทุ่มเทขนาดไหนเพื่อแก้ไขเรื่องราวทั้งหมดนี้…
บรรดาฝูงชนก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี
พวกเขาแค่ต้องการความปลอดภัย นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขาอยากได้จริง ๆ
และนั่นเป็นหน้าที่ที่กิลด์ต้องรับผิดชอบ ผมมองไปรอบข้าง ก่อนจะสูดหายใจเข้าสุดปอด พลางหยิบแว่นตาออกมาช้า ๆ อีกครั้ง
สายตาจ้องมองมันด้วยความรู้สึกซับซ้อน
แม้ใจจริงจะไม่อยากใช้มัน แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ดีว่ามันเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยผมในสถานการณ์นี้
ทว่าผมยับยั้งชั่งใจเอาไว้เสียก่อน
ศีรษะค่อย ๆ หันไปมองไมล์ส ปลายนิ้วชี้บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างไกล
“ไหน ๆ ก็นอนกันไม่หลับแล้ว อยากลองไปเช็กที่นั่นดูหน่อยไหม?”
ถึงแม้หนูท่อจะเป็นคนสุดท้ายที่ผมอยากไปด้วย แต่ผมก็ไม่อยากไปตัวคนเดียว
มันน่ากลัวจนเกินไป
และด้วยเหตุผลนั้น ผมจึงเอ่ยปากชวน ซึ่งดูเหมือนจะทำเอาเขาชะงักไปเลย ลักยิ้มบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปชั่วขณะ
แต่แล้วพวกมันก็หวนกลับมา คราวนี้เป็นร่องบุ๋มลึกยิ่งกว่าเก่า
เขาแย้มยิ้ม
“ด้วยความยินดีครับ”
จังหวะนั้นเอง มันก็เกิดขึ้น
ผมได้รับเควสต์แบบกะทันหัน