นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #100 : ปฏิบัติการสำรวจ [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #100 : ปฏิบัติการสำรวจ [4]
อาคารหลักที่ว่านั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเราอยู่
ฝูงชนกลุ่มเล็กมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้วในช่วงที่เราจะมาถึง ผมเห็นไคล์แทบจะทันที เขากำลังคุยกับสมาชิกกิลด์อีกสองสามคน พวกเขาต่างล้อมรอบตัวเขาและพูดคุยกันอย่างออกรส
ผมคิดจะเข้าไปทักทายเขา แต่แล้วก็ตัดสินใจไม่ทักจะดีกว่า
ตรงนั้นมีคนเยอะเกินไป และ…
“ไปกันเถอะ ของเราน่าจะไปทางนี้นะ”
โรแซนกับคนอื่น ๆ จะนำทางผมไปยังพื้นที่ส่วนอื่น ท้ายที่สุดผมก็ถอนหายใจและเดินตามไป เกาะกลุ่มกับพวกเขาเข้าสู่ห้องแห่งหนึ่ง
ห้องมีขนาดค่อนข้างเล็ก เบื้องล่างปูด้วยพรมสีเทา และมีโต๊ะโลหะตัวใหญ่ตั้งอยู่ใจกลาง พร้อมด้วยเก้าอี้หลายตัวล้อมรอบมัน
ภายในห้องมีร่างสองสามคนกำลังรออยู่
สองคนดูเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์กร ส่วนอีกคนเป็นหัวหน้าทีมเจ้าเก่า
“พวกคุณมากันแล้วสินะ”
เขาทักทายพวกเราด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ
“หาที่นั่งได้ตามสบายเลย เราคงต้องอยู่ที่นี่กันอีกสักพัก”
ความสนใจของเขาเลื่อนไปหาจอมอนิเตอร์ตรงหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ จอที่ติดตั้งอยู่บนผนังฝั่งตรงข้ามโต๊ะ แต่ละจอแสดงภาพของห้องที่เกือบจะเหมือนกันทุกประการ ความแตกต่างเดียวคือคนที่อาศัยอยู่ข้างใน
ผมจำบางคนได้
“ความผิดปกติตัวนี้มักจะเคลื่อนไหวช่วงกลางคืน จับตาดูกล้องทุกตัวไว้ให้ดี แล้วดูว่าพวกคุณสังเกตเห็นอะไรได้บ้าง เราจะส่งทีมไปช่วยเหลือทันทีถ้ามีอะไรผิดพลาด”
ห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดหลังสิ้นคำพูดของเขา
แม้แต่หน่วยสนับสนุนที่ปกติจะช่างพูดก็ยังเริ่มเคร่งขรึม ความไม่สบายใจอันเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ผมเช็กเวลา
[21:34]
ติ๊ก ติ๊ก—
เสียงนาฬิกาดังก้องเกินกว่าที่มันควรจะเป็น
…และเสียงหัวใจของผมเองก็เช่นเดียวกัน
*
กาลเวลาเริ่มผ่านไป
ตลอดเวลานั้น ไม่มีใครส่งเสียงใด ๆ ออกมาเลย ทุกคนต่างจดจ่อความสนใจอยู่กับจอมอนิเตอร์ตรงหน้า
เหล่านักโทษยังคงอยู่ในห้องของตน บางคนนอนหลับ บางคนพลิกอ่านหนังสือ และบางคนก็เดาะลูกบอลยางกับผนังเป็นจังหวะซ้ำซากไร้จุดมุ่งหมาย มีเพียงไม่กี่คนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งอย่างภายนอกด้วยความกังวลใจ หลงเหลือไว้เพียงแสงจันทร์เบาบางส่องลอดลงมาสัมผัสกับพื้นไม้
ความรู้สึกอึดอัดแปลกประหลาดเข้าครอบงำห้อง พวกเรานั่งกันแบบเงียบเชียบ เฝ้ารอให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
อะไรก็ได้
ติ๊ก ติ๊ก—
เสียงเดินของนาฬิกาเด่นชัดยิ่งขึ้น ผมจับจ้องไปยังมอนิเตอร์จอหนึ่งเงียบ ๆ
ภายในนั้น ผมเห็นนักโทษที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี
เขาคือคนที่สร้างความประทับใจไว้ใหญ่หลวงที่สุด
ก็เขาเป็นนักโทษคนแรกที่โจมตีเชียวนะ จะไม่ให้ฝังใจได้ยังไงล่ะ?
เขากำลังขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ดวงตาเหม่อลอยว่างเปล่า ร่างกายหดเกร็งเข้าหากัน
ในตอนแรก ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่ว่า…
‘เขาดูซีดไปหน่อยไหมนะ?’
เมื่อมองใกล้ ๆ แล้ว ทั่วทั้งใบหน้าของเขาล้วนซีดเผือด เขายังคงซุกตัวเองเข้าไปในผ้าห่ม… ราวกับว่ากำลังพยายามหลบซ่อนจากบางสิ่งบางอย่าง
ผมไม่ใช่คนเดียวที่สังเกตเห็นอาการผิดปกติ
ไม่นานนัก หัวหน้าทีมและคนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็น บรรยากาศภายในห้องเริ่มตึงเครียด
หัวหน้าทีมหยิบอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมาจ่อปาก เหมือนจะเป็นพวกวิทยุสื่อสารแบบพกพา
“นักโทษ 701 ทุกอย่างโอเคไหม? มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า?”
— …..
ไม่มีการตอบรับ
ราวกับว่านักโทษคนนั้นไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
‘ไม่สิ เขาคงไม่ได้ยินจริง ๆ นั่นแหละ’
พอมองดูดี ๆ ก็พบว่ารูม่านตาของเขาขยายกว้างสุดขีด คล้ายกับว่าเขากำลังจ้องมองบางสิ่งแสนน่ากลัว
“เขาจ้องอะไรอยู่น่ะ?”
“….เขาดูเหมือนไม่ได้มองอะไรเลยนะ”
ไม่มีใครอื่นอยู่ในห้องนั้น มีเพียงนักโทษแค่คนเดียว แต่จากภาษากายของเขา เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจ้องมองอะไรบางอย่างอยู่
“นั่นไง!”
ทันใดนั้นเอง…
แสงจันทราเคลื่อนผ่าน
และเพียงเสี้ยววินาที… บางสิ่งบางอย่างแวบเข้ามาในจอภาพ
ร่างสูงชะลูด ผอมเก้งก้าง และยืดยาวผิดมนุษย์
มันปรากฏกายเพียงชั่วครู่เดียว ทว่าในวินาทีนั้น ความตึงเครียดภายในห้องก็พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
“หัวหน้าทีมครับ?”
ทุกสายตาตกอยู่บนหัวหน้าทีม รอฟังคำพูดถัดไปของเขา
“พวกเราควรจะทำยังไงดีคะ?”
“เราควรรายงานเรื่องนี้ไปหน่วยหลักเลยไหมครับ? หรือว่าเรา—”
“ไม่ ยังก่อน”
หัวหน้าทีมยกมือขึ้นหยุดคนอื่น ๆ ดวงตาของเขาหรี่ลง
“หัวหน้าทีม…?”
“เดี๋ยวครับ หัวหน้าทีม… ถ้าเราไม่ลงมือตอนนี้ ผมกลัวว่า—”
“ไม่สำคัญหรอก เศษสวะพวกนี้มันฆ่ามาหลายคนแล้ว มันตายแล้วจะเป็นอะไรไปล่ะ? แค่ดูต่อไปก็พอ เก็บรายละเอียดทุกอย่างที่พวกคุณกำลังจะได้เห็นซะ”
คำพูดของหัวหน้าทีมนั้นเย็นชาและไร้ความปรานี ฉุดรั้งให้บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ท่ามกลางความเย็นยะเยือกที่ให้ความรู้สึกสมจริงจนเกินควร
แต่ในขณะเดียวกัน คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้คัดค้านอะไรต่อ
ทุกคนทำเพียงแค่จ้องมองไปยังจอมอนิเตอร์ด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง
พวกเขากำลังรอ
รอคอยบางสิ่งบางอย่าง
และแล้ว—
— ถอยไปนะ! ถอยไป…!
นักโทษลุกพรวดขึ้น ทั่วทั้งร่างกายสั่นระริก
— บอกให้ถอยไปไง! ถอยไป!!
เสียงนั้นแตกพร่าจนแทบจะเป็นเสียงกรี๊ดแสบหู เขารีบคว้าอุปกรณ์สื่อสารที่คล้ายกับของหัวหน้าทีม
— ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยผมที!! มันอยู่ที่นี่! ช่วยผมด้วย!
ความสิ้นหวังและไร้ซึ่งหนทางแสดงออกผ่านน้ำเสียงของเขาอย่างชัดเจน
เขาตะโกนไม่หยุดหย่อน อ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
ทว่า…
หัวหน้าทีมยังคงเฝ้าดูต่อไปด้วยความนิ่งเงียบ จ้องมองภาพดังกล่าวโดยไม่มีร่องรอยของอารมณ์ใด ๆ
— ช่วยด้วย!!! ใครก็ได้ช่วยผมที!!
แม้เสียงกรีดร้องของนักโทษจะทะลุทะลวงไปทั่วห้อง เขาก็ดูไม่สะทกสะท้านอะไร
อันที่จริง เขาถึงกับเริ่มหรี่เสียงลงด้วยซ้ำ ราวกับว่ารำคาญเสียงกรีดร้องเหล่านั้น
ดวงตาของเขายังคงจับจ้องภาพเคลื่อนไหว
เฝ้ารอสิ่งที่จะเกิดขึ้นแบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
และในไม่ช้า มันก็เกิดขึ้น
— อ๊ากกกกกกก!
อีกหนึ่งเสียงกรีดร้องแทงทะลุ คราวนี้มันบาดขั้วหัวใจยิ่งกว่าเก่า
ภายในจอภาพ นักโทษหยุดการเคลื่อนไหว ดวงตาของเขาเบิกกว้างขณะพยายามดิ้นรน
อย่างไรก็ตาม การที่เขาขยับตัวไม่ได้ มันดูเหมือนกับมีแรงล่องหนบางอย่างกักขังเขาเอาไว้ เสมือนถูกผนึกให้อยู่กับที่
— อ๊ากกก! ได้โปรด ช่วย! อ๊ากกก!
เสียงกรีดร้องยังคงดำเนินต่อไป สายตาของเขาเริ่มหม่นลงเรื่อย ๆ ขณะจ้องมองข้างหน้าตน จ้องมองไปยังสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น แต่เขามองเห็น
มันอยู่ตรงหน้าเขา
กำลังจ้องมองเขา
และแล้ว—
ภายใต้สายตาการเฝ้าดูของทุกคนในที่แห่งนี้ ร่างกายของนักโทษเริ่มเหี่ยวแห้ง แก้มของเขายุบลง ดวงตาเริ่มมืดสนิทและกลวงโบ๋
— อ๊ากกก! อ๊ากก!
แม้แต่เสียงกรีดร้องของเขาก็ยังแหบพร่าลง ราวกับเลือดในกายเริ่มถูกสูบออกไปจากร่าง
ผมกลั้นหายใจขณะจ้องมองภาพเหตุการณ์ ร่างกายลอบสั่นเทา ท่อนขาเกร็งเข้าหาเก้าอี้ใต้ตัวเอง
ภายในห้องเงียบกริบ ทุกสายตาจดจ่ออยู่กับฉากสยดสยองเบื้องหน้า
ผมอยากจะให้มันหยุด
ผมอยากจะฉีกสายตาออกจากภาพเคลื่อนไหว
แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น…
ผมกลับค่อย ๆ หยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวม
นั่นคือตอนที่ผมเห็นมัน
ร่างกายของผมสั่นสะท้านไปทุกส่วน
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นมันบิดลำตัวมามองผม
สายตาของพวกเราประสานกัน และผมก็กระชากแว่นตาออก
‘เชี่ย’