นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #106 : หน่วยสำรวจ [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #106 : หน่วยสำรวจ [2]
ไม่นานนัก บรรยากาศก็กลายเป็นตึงเครียดจนน่าใจหายหลังจากที่หัวหน้าทีมกล่าวจบ ทว่ากลับไม่มีใครในห้องดูกังวลหรือลังเลเลยสักคนเดียว
พวกเขาทุกคนล้วนมีสีหน้าจริงจังขณะจ้องมองหัวหน้าทีม
“ไม่มีใครอยากถอนตัวจริง ๆ เหรอ?”
สายตาของไคล์หันมาทางผม
คิ้วของเขาเลิกขึ้น
หัวหน้าทีมเองก็หันมาให้ความสนใจผม ราวกับสังเกตเห็นสายตาของไคล์
“คุณอยากถอนตัวไหม?”
“…อ่า คือว่า”
ผมเกาท้ายทอยตัวเอง ใช่ ผมอยากถอนตัว เรื่องนั้นไม่ต้องพูดก็รู้กันอยู่แล้ว แต่พอนึกถึงหน้าต่างเควสต์ ผมก็ไม่ได้ตอบกลับในทันที
ถ้าเกิดว่า…?
ถ้าเกิดว่าเควสต์มันยังไม่จบจริง ๆ ล่ะ?
ถ้าเป็นกรณีแบบนั้น และถ้าเควสต์ไม่ได้หลอกผม แสดงว่าภารกิจนี้… มันพอจะเป็นไปได้
ผมแค่ต้องทำความเข้าใจว่ามันเป็นกรณีนั้นจริงหรือเปล่า
“ว่าไง…?”
“เรื่องนั้น… ผมขอฟังแล้วค่อยตัดสินใจได้ไหมครับ?”
“อะไรนะ?”
ใบหน้าของไคล์ถอดสี ดวงตาหรี่เล็กลงขณะมองผม เขาดูเหมือนอยากจะเข้ามาบีบคอผมเสียเดี๋ยวนี้ แต่ผมเลือกที่จะเมินเขาไป
‘โทษทีนะ จริง ๆ ก็กะจะถอนตัวนั่นแหละ แต่พอดีมีเควสต์ต้องทำเนี่ยสิ…’
มันมี 15,000 SP วางอยู่ตรงนั้น
หรือก็คือประมาณ 150,000 ดอลลาร์
“อยากฟังงั้นเหรอ? ก็ได้ ขอแค่รีบบอกผมหน่อยแล้วกันถ้าจะถอนตัว เพราะผมต้องหาคนมาแทนด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ”
หัวหน้าทีมพยักหน้าให้ ส่วนไคล์ถลึงตาใส่ผม การประชุมดำเนินต่อไป หัวหน้าทีมหันไปจดจ่ออยู่กับแท็บเล็ตบนโต๊ะ
“เราส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปตรวจสอบรอยแยกแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราค้นพบคือ มีแค่คนที่เป็นลำดับชั้นที่สี่หรือต่ำกว่าเท่านั้นที่เข้าไปได้ ดูเหมือนว่ามันจะนำไปมิติคู่ขนาน ไม่ใช่เกตซะทีเดียว แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ต่างออกไป เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย”
น้ำเสียงของหัวหน้าทีมฟังดูเคร่งขรึมขณะพูด
“ทางเรายังหาข้อมูลเกี่ยวกับมิติคู่ขนานนั้นได้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะการเชื่อมต่อกับหน่วยสอดแนมขาดหายไปค่อนข้างเร็ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจคือ เขายังมีชีวิตอยู่”
เขายังมีชีวิตอยู่…?
ผมประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินประโยคนี้
เดี๋ยวนะ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่และพวกเรากำลังจะโดนส่งตัวลงไป นั่นไม่ใช่หมายความว่า…
“นี่เป็นภารกิจช่วยเหลือ เป้าหมายของพวกคุณคือตามหาหน่วยสอดแนมคนนั้นและรีบกลับออกมา ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้พวกคุณบันทึกภาพสถานที่และเก็บข้อมูลมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะไหวด้วย”
หัวหน้าทีมกดลงบนแท็บเล็ต และวิดีโอหนึ่งก็เริ่มเล่น
มันเป็นภาพย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหน่วยสอดแนม
“ถึงเราจะได้ยินและเห็นสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ แต่เราสื่อสารกับเขาไม่ได้เลย ก็อย่างที่พวกคุณเห็นนั่นแหละ ห้องมันหน้าตาคล้ายห้องข้าง ๆ เราเลย ต่างกันแค่ที่นั่นดูเหมือนจะเป็นเวลากลางคืน”
ยิ่งผมดูวิดีโอนานเท่าไหร่ ความเย็นยะเยือกก็ยิ่งแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นนักโทษจ้องมองทิศทางเดียวกับบานประตู ซึ่งมีเงาอะไรสักอย่างปรากฏอยู่ ผมถึงกับรู้สึกขนลุกซู่
ต่อให้เขาสาดแสงไฟเข้าใส่มัน เงาร่างนั้นก็ยังคงซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด
พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่กันแน่?
“น่าเสียดายที่นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เรามีเกี่ยวกับความผิดปกติตัวนี้ ใจจริงผมอยากจะส่งหน่วยสอดแนมเพิ่มเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ แต่กิลด์อื่น ๆ เริ่มแห่มากันแล้ว และเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที นี่เป็นจังหวะเดียวที่พวกเราจะลงมือได้”
หัวหน้าทีมกดมือลงบนโต๊ะ แล้วยันตัวลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวผมจะส่งรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการสำรวจให้เอง ตอนนี้ก็ไปเตรียมตัวกันซะ ผมจะออกไปจัดการธุระสักสองสามอย่างก่อน อ้อ แล้วก็…”
หัวหน้าทีมหันความสนใจมาทางผม
“ตามผมมาสักครู่”
“หืม?”
การถูกเรียกตัวกะทันหันแบบนั้นทำให้ผมมึนงง แต่ผมก็ตัดสินใจตามเขาไปท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาในตอนนั้น โดยเฉพาะสายตาของไคล์ที่รู้สึกจะทิ่มแทงเป็นพิเศษ
ผมเมินมันและเดินตามหัวหน้าทีมออกมานอกห้อง จนกระทั่งเขาหยุดลง
“ตอนนี้คุณก็ได้ยินทุกอย่างแล้ว ตัดสินใจได้หรือยังว่าจะเอายังไง?”
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง…
มันเป็นเรื่องที่พอจะเดาได้แหละ เพราะพวกเราเคยตกลงกันไว้ก่อนประชุม แต่ถึงแม้ผมจะได้ยินทุกสิ่งอย่างที่ตัวเองอยากรู้แล้ว ผมก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าอยากไปจริง ๆ หรือเปล่า
ตอนนั้นเองที่ผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามออกไป
“เกี่ยวกับรางวัลที่สัญญาเอาไว้ก่อนหน้านี้ ผมขอรับมันเลยได้ไหมครับ?”
“รางวัล?”
หัวหน้าทีมดูงง ๆ ในตอนแรก อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อจำบทสนทนาก่อนหน้านี้ของพวกเราได้
“จริงด้วยสิ เราติดค้างกันอยู่เรื่องหนึ่ง คุณอยากได้อะไรล่ะ?”
“ผมอยากได้เงินครับ คุณให้ผมได้เท่าไหร่?”
ผมถามด้วยความประหม่า ช่วงนี้ผมกำลังร้อนเงินแบบสุด ๆ เรียกได้ว่าจนกรอบมาก ทั้งยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าด็อกจะจ่ายเงินค่าเกมให้ผมด้วย
ในส่วนของร้านค้า มันเปิดโซนลำดับชั้นที่สอง และผมสามารถส่องดูได้ตลอดเวลาก็จริง
แต่แค่เหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็ทำเอาผมตัวสั่นไปหมด
ราคา…
พวกมันแพงหูฉีกเลยทีเดียว
แม้จะเป็นไอเทมที่ถูกสุดในโซนก็ยังถือว่าแพงมากอยู่ดี
การที่ผมจะเข้าร่วมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะเสนอเงินให้ผมมากขนาดไหน ถ้ามันเป็นจำนวนที่เหมาะสม ผมถึงจะคิดดูอีกที
“ขอเวลาแป๊บนะ”
หัวหน้าทีมหยิบโทรศัพท์ออกมา นิ้วหัวแม่มือของเขาร่ายรำบนหน้าจอก่อนจะหันความสนใจกลับมาหาผม
“…ผมเช็กทุกอย่างแล้ว ดูจากลักษณะการค้นพบของคุณ ค่าตอบแทนที่กิลด์เสนอให้เลยไม่ได้สูงมากนะ ถึงคุณจะเป็นคนเจอรอยแยก แต่มันก็มองว่าเป็นเรื่องของโชคได้น่ะ”
“อ่อ”
จะบอกว่าไม่ผิดหวังก็คงโกหก
มันอาจจะดูเหมือนโชคช่วย แต่ผมเชื่อสุดใจเลยว่ามันเป็นเพราะแว่นตา ถ้าไม่มีมัน รอยแยกก็คงไม่มีวันปรากฏแน่นอน
แต่ก็นะ พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้ มันจึงสมเหตุสมผลที่พวกเขาจะคิดแบบนั้น
“เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว ทางกิลด์ตัดสินใจที่จะเสนอให้คุณประมาณ 130,000 ดอลลาร์ แบบนี้โอเคไหม? ผมรู้ว่ามันไม่เยอะเท่าไหร่ แต่—”
“ผมรับครับ!”
ผมเกือบจะตะโกนด้วยซ้ำตอนที่เอ่ยประโยคนั้นออกมา พร้อมกับจ้องหัวหน้าทีมไปด้วย
130,000 ดอลลาร์?
ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย?
นี่น่ะเหรอที่บอกว่าน้อย? พระเจ้าช่วย!
“เอางั้นเหรอ? ดีแล้วล่ะ ผมพยายามขอเพิ่มให้แล้ว แต่ตอนนี้ทางเราให้มากสุดได้เท่านี้แหละ ในเมื่อคุณเต็มใจรับ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อล่ะนะ”
เขากดยิก ๆ ในโทรศัพท์ของตัวเอง จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น
ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาดูการแจ้งเตือนใหม่ รอยยิ้มแทบจะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
[คุณได้รับเงินเข้าจำนวน 130,000 ดอลลาร์]
“แล้วเรื่องการสำรว—”
“ไปครับ”
ฝ่ามือเก็บโทรศัพท์กลับลงในกระเป๋ากางเกง ดวงตามองหัวหน้าทีม
“การสำรวจนั่น ผมจะไปด้วยครับ”
***
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
ณ บริเวณหน้ารอยแยก มีหกร่างยืนกันอยู่
“เรามีกันแค่นี้ใช่ไหม?”
ไคล์มองไปรอบ ๆ สายตาของเขากวาดสำรวจคนในทีม เขาคุ้นเคยกับทุกคนในที่แห่งนี้ และเขาก็รู้สึกยินดีมากที่ไม่เห็นเซธอยู่ตรงนี้ด้วย
‘ดีแล้วที่เขาฟังคำแนะนำของฉันและถอนตัวไป’
ไคล์พยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสนใจโซอี้ที่กำลังคุ้ยกระเป๋าอยู่
เขาเดินเข้าไปหาเธอ
“หาอะไรอยู่เหรอ?”
“เปล่า แค่เช็กว่าเอาของมาครบรึยังน่ะ”
“แล้วครบไหม?”
“ก็ถึงได้เช็กอยู่นี่ไงยะ”
โซอี้ตอบพลางส่ายศีรษะ ขณะที่มือของเธอกำลังควานลึกลงไปในกระเป๋า แต่แล้วเธอก็ชะงักและมองไคล์
“จริงสิ…? เขาไม่มาใช่ไหม?”
“ไม่มาหรอก”
ไคล์ส่ายศีรษะอย่างมีความสุข
“เขาอาจจะบุ่มบ่ามไปบ้าง แต่เขาไม่ได้โง่—”
คำพูดของไคล์ขาดช่วงไปทันทีที่ประตูลั่นเสียงเปิดออกและร่างบุคคลหนึ่งก้าวเข้ามาข้างใน ดวงตาไร้ชีวิตชีวาของเขาโดดเด่นจนทุกคนภายในห้องถึงกับต้องหยุดกึก
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด
เมื่อบรรดาศีรษะค่อย ๆ ก้มลง ทุกสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่มือของเซธ ซึ่งถือมีดเล่มยาวส่องประกายวาววับภายใต้แสงไฟจากด้านบน
อะไรวะเนี่ย…
เซธไม่ได้ใส่ใจสายตาของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เขาจ้องเขม็งไปที่รอยแยก
“เราจะไปกันเมื่อไหร่?”