นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #109 : ความเงียบ [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #109 : ความเงียบ [3]
ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
ดวงตาจ้องมองเงาผอมโย่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันให้ความรู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างกายของผมถูกกดจมลงไปในก้นบึ้งแห่งท้องทะเล สายน้ำเย็นโอบล้อมผมเอาไว้ทุกทิศทาง พร้อมกับแรงดันที่เพิ่มน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ บนหน้าอก
ต่อให้จะมองไม่เห็นร่างมัน ผมก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้แจ่มแจ้งจากเส้นเงาที่ทอดยาวภายใต้แสงจันทร์
แสงจันทร์นั้นกระถดถอยอย่างรวดเร็ว ผลักให้ห้องจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้งหนึ่ง
เหงื่อกาฬไหลลงมาตามกรอบแก้ม ผมมองไปโดยรอบ
‘ทำยังไงดี…?’
ผมไม่กล้าขยับแม้แต่กล้ามเนื้อส่วนเดียว ยืนนิ่งสนิทขณะกระชับมีดในมือไว้แน่น
ใจจริงอยากจะแทงเงานั้นไปซะ แต่ผมรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
แทนที่จะปรากฏเป็นกายหยาบ… กลับรู้สึกเหมือนมันแฝงตัวอยู่ทุกหนแห่ง คอยดักฟังเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตัวมันเองสามารถได้ยิน
‘มันก็น่าจะได้ยินเสียงไคล์กับคนอื่น ๆ เหมือนกัน แต่อาจจะเป็นเพราะพวกเขาเก่งรึเปล่า มันเลยไม่ลงมือ…?’
ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่
พูดตามตรงคือผมกำลังมืดแปดด้าน แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้
เพราะเควสต์ระบุเอาไว้ว่า ผมต้องสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยว
ผมกลืนความหวาดกลัวลงลำคอ ฝ่ามือกำด้ามมีดเหนียวแน่น และเริ่มขยับไปทีละก้าว บันไดลั่นเสียงแผ่วเบาเบื้องล่างขณะที่ผมเคลื่อยกายลงตามทางบันได
พอมองลงไปแล้ว ผมก็เลียริมฝีปากเงียบ ๆ พวกมันดูไม่ได้ยาวมากนัก ก็แค่บันไดที่มีจำนวนขั้นตามปกติ ทว่า… พวกมันกลับให้ความรู้สึกยาวเสียเหลือเกิน
ราวกับว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุด
แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างบานหนึ่งเข้ามา เงาเลือนรางเป็นรูปร่างสูงเก้งก้างปรากฏขึ้นข้างหลังผมอีกครั้งหนึ่ง ศีรษะของมันโน้มลงมาอยู่ใกล้ ๆ กับศีรษะผม
ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
‘…อา ฉันอยากอ้วกชะมัด’
ชั่วขณะนั้น ผมเกือบทำมีดหลุดมือ ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ว่ามันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม ผมคงช่างหัวแม่งไปนานแล้ว
ฝ่ามือกำรอบราวบันได ผมเดินลงไป จงใจให้ฝีเท้าของตัวเองเชื่องช้า ในขณะที่เงานั้นเคลื่อนตามติดด้านหลังผม
รู้สึกอย่างกับว่ามันรออะไรบางอย่างอยู่
ผม
ใช่เลย มันดูเหมือนกำลังเฝ้ารอให้ผมพลาด
เตรียมที่จะพรากชีวิตผมไปเหมือนกับคนอื่น ๆ
‘ตั้งสติ ตั้งสติ… ตั้งสติ…’
ผมอยากใช้แว่นตาใจจะขาดในจังหวะนี้; ถึงอย่างนั้น ผมก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวตนที่เผชิญอยู่นี้สามารถรับรู้ถึงแว่นตาได้ ผมจึงต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน และเลือกอีกหนทางหนึ่งแทน…
นิ้วมือแตะบนแขน หนึ่งร่างสูงปรากฏกายด้านหลัง ผมเรียกมันออกมาตรงข้างหลังได้เท่านั้น เพราะกล้องกำลังบันทึกการกระทำทั้งหมดของผมอยู่
ผมไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น แต่ราวกับมันสอดประสานไปกับความคิดของผม ดรีมวอล์กเกอร์เคลื่อนตัวออกและปีนกลับขึ้นไปยังชั้นสองแบบไร้เสียง ขณะที่ผมยังคงเดินลงบันไดต่อไป
ในที่สุด…
แกร็ก!
บานประตูชั้นบนปิด เป็นจังหวะเดียวกับที่แสงจันทร์พรั่งพรูเข้ามาภายในบริเวณรอบข้างอีกครั้งหนึ่ง
ผมสะบัดศีรษะลง
เงานั้น… หายไปแล้ว
‘มันได้ผล’
ผมตรวจสอบแขนตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ดรีมวอล์กเกอร์ยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ผมแอบอยากรู้นิดหน่อยว่ามันจะพอสู้ไหวไหมหลังจากที่แรงก์ของมันเพิ่มขึ้น
‘ไม่ไหวหรอกมั้ง แต่อย่างน้อยก็น่าจะยื้อได้นาน…’
ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ตาม ผมต้องทำเควสต์ให้สำเร็จจงได้
‘…ฉันต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยว แต่จะให้หายังไงล่ะ?’
ผมเค้นสมองคิดหาหนทาง แต่กลับนึกอะไรไม่ออกสักอย่าง มันเป็นเควสต์ลำดับชั้นที่สองก็จริง แต่นี่รู้สึกว่ามันออกจะยากเกินไปหน่อยนะ
ในที่สุดก็ลงบันไดจนมาถึงชั้นแรก ผมกวาดมองไปทั่ว เค้าโครงของห้องนั่งเล่นเหมือนกับในบ้านก่อนจะมาที่แห่งนี้
แต่ถึงแม้โครงสร้างจะเหมือนกัน สิ่งอื่น ๆ กลับแตกต่าง
วอลเปเปอร์ลอกล่อนราวกับผิวหนังหลุดลุ่ย ม้วนตัวออกมาจากผนังเป็นแผ่นกรอบสีเหลือง โซฟายุบตัวฟีบและเต็มไปด้วยเชื้อรา ผลิตกลิ่นเหม็นอับสาบราตลบอบอวลไปทั่วอากาศ
จากนั้นก็มีเสียงเกิดขึ้น
ติ๋ง ติ๋ง
เสียงน้ำหยดลงเบา ๆ จากห้องครัว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันเงียบงัน เสียงนั้นช่างโดดเด่นคมชัดจนทวีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีที่บีบคั้นชั้นบรรยากาศ
ผมรู้สึกจุกเสียดในกระเพาะขณะมองรอบข้าง หวังว่าจะเจอเบาะแสอะไรสักอย่าง
แต่ในจังหวะที่เริ่มการค้นหา สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับอุปกรณ์ที่ฝังอยู่บนพื้น มันส่องแสงสีแดงจาง ๆ หน้าตาดูเหมือนจะเป็นพวกอุปกรณ์ไฮเทคชนิดหนึ่ง
‘ไม่สิ มันใช่เลยแหละ’
ผมย่อตัวลงเพื่อดูมันใกล้ ๆ
หลังจากวิเคราะห์ดูแล้ว ผมก็ตรัสรู้ได้แบบว่องไวเลยว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ไคล์กับคนอื่น ๆ ติดตั้งเอาไว้
‘ขอเดาว่ามันน่าจะเอาไว้เตือนพวกเขาเวลาเจอความผิดปกติในบริเวณใกล้เคียง…’
หัวสมองพลันนึกถึงเงาเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ได้แต่ส่ายศีรษะ
ไร้ประโยชน์
มันตรวจจับไม่ได้แม้กระทั่งดรีมวอล์กเกอร์ด้วยซ้ำ
‘หรือบางทีที่มันตรวจไม่เจออาจเป็นเพราะชายบิดเบี้ยวยังไม่ได้ลงมือ…? ส่วนดรีมวอล์กเกอร์ มันอาจจะไม่ได้นับว่าเป็นความผิดปกติ แต่นับเป็นส่วนหนึ่งของพลังฉันรึเปล่า?’
ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ก็รีบละความสนใจจากอุปกรณ์นั้นและมองไปรอบ ๆ ตอนนี้ผมต้องหาเบาะแสสักอย่างเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ให้ได้มากขึ้น
แต่ผมจะหาได้ยังไงล่ะ?
ดวงตากวาดสำรวจ นอกจากรอยเน่าเปื่อยบนผนังกับกลิ่นราเหม็นอับที่เอ้อระเหยอยู่กลางอากาศแล้ว มันก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรประหลาดในสถานที่แห่งนี้เลย
เพื่อความแน่ใจ ผมจึงเริ่มค้นตามลิ้นชักและตู้ต่าง ๆ แต่นอกจากกระดาษไร้ค่าและแก้วแตก ๆ ไม่กี่ใบแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดแปลกสักอย่างเดียว
ถ้าอย่างนั้น…?
ผมหยุดชะงักภายในห้องนั่งเล่น แสงดวงจันทร์เปล่งปลั่งอีกครั้งหนึ่ง
ไม่มีเงา
ผมอยู่ตัวคนเดียว
ในตอนนี้
ผมเลียริมฝีปาก ความคิดหนึ่งพาดผ่านเข้ามาในหัว ผมมองซ้ายทีขวาทีและหยิบแว่นกันแดดออกมา สิ่งเดียวที่ผมยังไม่ได้ลอง สิ่งเดียวที่… อาจจะแสดงให้ผมเห็นในสิ่งที่จำเป็นต้องเห็น
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็โคตรจะเสี่ยงตาย
ชายบิดเบี้ยวกำลังตามล่าตัวผมอยู่ แม้ว่ามันจะยังไม่ลงมือ แต่ผมรู้ว่ายังไง ๆ มันก็ทำ
…มันทำแน่นอน ขอเพียงแค่ผมทำให้เกิดเสียงหรือสวมแว่นตา
ฟันขบกัดริมฝีปากของตัวเอง
ผมไม่อยากทำแบบนี้เลยจริง ๆ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่านี่เป็นทางเลือกที่ถูกต้อง เควสต์จะไม่ปรากฏหากตัวผมไม่มีหนทางที่จะทำให้มันสำเร็จ
…และในเมื่อผมมองไม่เห็นหนทางนั้นด้วยตาเปล่า แว่นตาจึงเป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของผม
ลมหายใจลากยาวออกมาอย่างเชื่องช้าด้วยความจำใจ ผมเลื่อนแว่นตาสอดเข้ากับใบหน้า
โลกทั้งใบกลายเป็นสีน้ำเงินโดยสมบูรณ์ ความหนาวเหน็บทิ่มแทงผิวหนังรุนแรงยิ่งกว่าเก่า
และในเสี้ยววินาทีถัดมานั้นเอง ผมก็ได้ยินมัน
ตึบ!
เสียงทึบของฝีเท้าหนึ่งครั้ง
มาจากชั้นบน
กำลังเข้าใกล้ อยู่เหนือหัวผมพอดี
มัน… รับรู้ถึงตัวผมแล้ว
“ฮ-ฮ่าา”
ผมกำมีดเอาไว้แน่น