นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #108 : ความเงียบ [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #108 : ความเงียบ [2]
“นายแน่ใจเหรอว่าทิ้งเขาไว้ในบ้านแบบนั้นมันเป็นความคิดที่ดีน่ะ?”
เรย์มอนด์ (Raymond) เอ่ยถามขณะติดตามไคล์จากทางด้านหลัง พวกเขาเพิ่งลงจากชั้นสองมาถึงชั้นแรก โดยทิ้งเซธเอาไว้ข้างหลัง
เรย์มอนด์อยู่ลำดับชั้นที่สามของบัญญัติ ‘ฮันเตอร์[1]’ บัญญัตินี้มอบพลังให้เขาสามารถตรวจจับสิ่งผิดปกติใดก็ตามในบริเวณใกล้เคียงได้ ตั้งแต่ความผิดปกติไปจนถึงสิ่งมีชีวิต หลัก ๆ แล้วเขาถูกเรียกตัวมาที่นี่ในฐานะ ‘สุนัขล่าเนื้อ’ เพื่อค้นหาหน่วยสอดแนมที่หายตัวไป
ไคล์ชำเลืองกลับพร้อมยกคิ้วขึ้น
“นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่เจออะไรแถวนี้?”
“…ก็ใช่อยู่”
“งั้นก็ดี เขาอยู่ที่นี่ได้”
“แต่การที่ฉันตรวจไม่เจอก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีอะไรอยู่นะ สกิลของฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบ และถ้าดูจากลักษณะของความผิดปกติที่เรากำลังเจออยู่ด้วยล่ะก็ ฉันไม่คิดว่าการทิ้งเขาไว้คนเดียวจะเป็นเรื่องดีหรอกนะ”
“ฉันเข้าใจว่านายหมายถึงอะไร แต่แบบนี้ดีที่สุดแล้ว”
ไคล์ตอบด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ถ้าจะมีใครสักคนที่ฉันอยากพามาด้วย คนคนนั้นก็คือเขา เขาเป็น… คนที่ฉันไม่อยากให้ตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด แต่ปัญหาเดียวคือฉันต้องดูแลพวกนายด้วย และเซธก็เป็นแค่คนธรรมดา ฉันเลยไม่อยากให้เขาร่วมทีมแล้วกลายเป็นภาระ นี่คือขั้นตอนปฏิบัติการตามมาตรฐาน อีกอย่างเขาก็มาที่นี่ในฐานะหน่วยสนับสนุน และปกติหน่วยนี้เขาก็ทำกันแบบนี้แหละ เดี๋ยวทางกิลด์จะส่งทีมอื่นมาสมทบเขาในเร็ว ๆ นี้เอง”
“…เข้าใจแล้ว” เรย์มอนด์ตอบกลับ พลางมองคนอื่น ๆ ที่ยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น
สุดท้าย เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม
“อีกอย่างก็ไม่ใช่ว่าฉันจะทิ้งเขาไว้ที่นี่แบบไม่มีการป้องกันอะไรเลยหรอกนะ…”
ไคล์หันศีรษะไป โยนอุปกรณ์ขนาดเล็กชิ้นหนึ่งลง มันฝังตัวในพื้นพร้อมกับส่งเสียงปึกเบา ๆ จากนั้นจึงเริ่มส่งสัญญาณเป็นจังหวะเชื่องช้าชวนขนหัวลุก
“ฉันติดตั้งเครื่องตรวจจับเอาไว้แล้ว ถ้ามีอะไรเข้ามาใกล้ ฉันจะได้รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาในบ้าน และเราก็จะพอรู้ได้ด้วยว่าต้องกลับมารึเปล่า”
ไคล์ยืดลำตัว เขาไม่ได้ทำแบบนี้เพราะความใจร้าย เขาปฏิบัติต่อเซธเหมือนที่เขาทำเป็นปกติเมื่อมีใครสักคนที่มีระดับประมาณนั้นปรากฏอยู่ในทีม
เขาเลือกที่จะเก็บคนเหล่านั้นไว้ในที่ปลอดภัยขณะออกสำรวจและทำความเข้าใจสถานการณ์
‘ในเมื่อเรย์มอนด์บอกว่าตานั่นตรวจไม่เจออะไร งั้นมันก็น่าจะโอเค’
ไคล์เหยียดแขน ก้าวเดินไปที่ประตูหลักและค่อย ๆ ดึงมันเปิดออก สายลมหนาวพัดวูบพุ่งเข้าปะทะ หอบเอากลิ่นเหม็นเน่าสักอย่างหนึ่งที่ชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วนติดมาด้วย
ภายนอกเป็นย่านละแวกบ้านที่เขาจดจำได้แต่เค้าโครง บ้านเรือนตั้งตระหง่านแน่นิ่ง ทอดเงายาวเหยียดออกไป ให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกมันมีชีวิต หน้าต่างดำคล้ำ สนามหญ้ารกเรื้อ รั้วหักพัง
ไม่มีรถสักคันแล่นผ่าน
ความมืดมิดปกคลุมทุกสรรพสิ่ง เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่อาบไล้บนทางเท้าแตกร้าว
โลกภายนอกดูไร้ชีวิต
ขณะที่ไคล์กวาดสายตามองภาพตรงหน้า เขาก็เหลียวหลังกลับไป
“พร้อมกันไหม?”
“พร้อม…”
เมื่อเห็นคนอื่น ๆ พยักหน้า ไคล์จึงขยับนำเข้าสู่ย่านที่พักอาศัย
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ปิดประตูตามหลัง
แกร๊ก—
ทีมสำรวจได้ออกปฏิบัติการแล้ว
***
ผมจ้องมองการแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย อ่านทุกตัวอักษรอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตอนนี้คนอื่น ๆ คงออกไปกันหมดแล้ว ทิ้งให้ผมอยู่ในบ้านเพียงลำพัง
ก่อนหน้านี้ผมคิดจะเรียกพวกเขาเอาไว้ แต่พอได้อ่านคำอธิบาย ผมก็หุบปากฉับพลัน
‘มันล่าผ่านเสียงงั้นเหรอ…?’
ระฆังเตือนภัยดังระงมในหัวสมองขณะที่สายตากวาดมองรอบตัว
ผมกลั้นหายใจ พยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบงันกลับทำให้เสียงรอบข้างทั้งหมดดังขึ้น เสียงครวญครางของหน้าต่างให้ความรู้สึกเสียดแทง และแม้แต่เสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาใต้เท้าผมก็ยังดูเหมือนจะสะท้อนก้องกว่าที่เคย
ความเงียบทำให้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ เฉียบคมยิ่งขึ้น
จมูกรับรู้ถึงกลิ่นสาบเหม็นอับที่คละคลุ้งในอากาศ ผิวหนังรับรู้ถึงความหนาวเหน็บที่กำลังกัดกร่อนมัน
ผมหลับตาลงและหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง พลางพยายามจดจ่อสมาธิอยู่กับเควสต์
‘เป้าหมายของเควสต์คือสืบหาและตรวจสอบฉากปัจจุบัน ความยากอยู่ลำดับชั้นที่สอง แปลว่ามันควรจะเป็นสิ่งที่ฉันรับมือได้ นอกจากนั้น ตอนนี้ก็ยังรู้แล้วด้วยว่าชายบิดเบี้ยวมันไล่ตามเสียง ฉันวางแผนรับมือมันได้’
เป้าหมายคือรักษาความเงียบไว้ให้ได้ตลอดช่วงที่กำลังสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยว ดังนั้น สิ่งแรกที่ผมทำจึงเป็นการถอดรองเท้าออก
‘เสียงเอี๊ยดตอนเดินมันรู้สึกดังไปหน่อย ถ้าฉันเดินแบบไม่ใส่รองเท้าก็น่าจะลดเสียงของตัวเองให้เหลือน้อยที่สุดได้’
วิธีนี้จะทำให้ชายบิดเบี้ยวหาตัวผมได้ยากขึ้น
‘แต่ฉันก็ยังต้องระวังอยู่ดี…’
ผมยังคงจดจำตัวตนที่ผมเห็นตอนใช้แว่นจ้องมองวิดีโอได้อย่างชัดเจน ร่างผอมสูงนั่นทำเอาผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว เพียงแค่ชายตามอง ผมก็รู้ซึ้งเลยว่ามันไม่ใช่ความผิดปกติทั่วไป
ผมกำลังรับมือกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวและชั่วร้ายเหลือคณานับ
สิ่งที่… ไม่สามารถใช้เหตุผลด้วยได้
นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมระมัดระวังเป็นพิเศษ
ฝ่ามือกระชับมีดแน่น ผมรู้สึกปลอดภัยแปลก ๆ แม้ว่ามันจะยังไม่เคยลิ้มรสเลือดเลยก็ตาม ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองสามารถฟันดรีมวอล์กเกอร์ได้หากต้องการ ส่วนจะชนะหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องสำคัญคือ ตอนนี้ผมสามารถยืนหยัดต่อสู้มันได้
ผมไม่จำเป็นต้องฝากความหวังไว้กับการใช้จุดอ่อนเพื่อต่อกรกับมันเสมอไป
‘อยากรู้จังว่ามีดจะแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหนถ้าฉันฆ่าความผิดปกติแล้วประมาณหนึ่ง’
จากคำอธิบาย มันฟังดูเหมือนว่ามีดเล่มนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นของทรงพลัง แต่สำหรับตอนนี้ มันดูธรรมดามาก เป็นแค่มีดทั่วไปที่มีด้ามไม้ยาว ๆ และใบมีดที่ค่อนข้างคม อย่างน้อยมันก็เงาวับ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
“ฮู่วว”
ผมสูดลมหายใจอย่างเงียบเชียบ มองสำรวจรอบข้างตัวเองก่อนจะไปหยุดสายตาอยู่ตรงหน้าต่าง
บางครั้งบางคราว แสงจันทร์จะเคลื่อนผ่าน สาดส่องเข้ามาในห้องชั่วครู่หนึ่ง ทำให้ผมมองเห็นสภาพแวดล้อมได้ชัดยิ่งขึ้น
ผมหยิบโทรศัพท์ออกมา ใช้แสงไฟฉายส่องทางก่อนจะก้าวไปข้างหน้า
แม้พื้นจะยังมีเสียงลั่นอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ดังเท่าก่อนหน้านี้
‘ดีล่ะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร’
ผมกำลังจะไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง แต่แล้ว—
ปัง!
“…..อึ้!”
หน้าต่างบานหนึ่งกระแทกเข้ากับผนังด้านข้าง สายลมเย็นเยือกอันรุนแรงหลั่งไหลเข้ามาเติมเต็มห้อง ผมเกือบจะอุทานตามสัญชาตญาณ แต่ก็รีบตะครุบปากของตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เสียงดังมันออกมาได้ทันท่วงที
ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีเสียงเล็ดลอดอยู่ดี ร่างกายของผมแข็งทื่อไปทั้งตัว
มือที่กำมีดเริ่มเหงื่อออก หัวใจเริ่มเต้นระรัวด้วยความเร็วที่ไม่น่าเป็นไปได้
‘ชิบ…! นั่นมันอุบัติเหตุชัด ๆ มันคงไม่ได้สังเกตหรอก ใช่ไหม?’
ผมหันศีรษะไปจ้องมองหน้าต่างที่เปิดอ้ากว้าง กระแสลมแรงเมื่อครู่ได้จากไปแล้ว หลงเหลือเพียงความเงียบสงัดชวนอึดอัดหายใจไม่ออก
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีกครั้ง ผมจึงเตรียมจะเคลื่อนกายไปปิดหน้าต่าง ทว่าก่อนที่จะทันทำอะไร แสงพระจันทร์ก็รั่วซึมเข้ามาในห้อง ฉายแสงนวลราวกับผ้าห่มสีขาวคลุมไปทั่วบริเวณ
และภายใต้ความสว่างเพียงชั่วคราวนั้นเอง ผมก็เห็นมัน
หนึ่งเงาสูง… และผอมลีบยืนอยู่เบื้องหน้าพอดิบพอดี ร่างของมันโน้มลงมามองผมโดยตรง
ผมถึงกับลืมหายใจไปในจังหวะนั้น
ชายบิดเบี้ยว…
มันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าผม!
เชิงอรรถ
[1] ฮันเตอร์ (Hunter) หรือบัญญัติผู้ไล่ล่า มีพลังในการสะกดรอยและไล่ล่า มักเป็นที่ต้องการสำหรับงานค้นหาและตามล่าเป้าหมาย