นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #111 : จอมเชือด [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #111 : จอมเชือด [1]
เพล้ง—!
กระจกแตกกระจายทุกทิศทาง เศษเสี้ยวแหลมคมปลิวว่อนทั่วอากาศในขณะที่มือเหี่ยวแห้งราวกับมัมมี่ตะเกียกตะกายเข้ามาผ่านบานหน้าต่างที่พังทลาย ความคิดของผมเองก็แตกสลายไปจนสิ้นเช่นกัน ภายในหัวหมุนคว้างกลายเป็นความตื่นตระหนกทันทีที่ผมก้มลงมอง
เงาเป็นร่างคนที่เคยอยู่ตรงนั้นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนได้หายไปแล้ว
หายไปอย่างไร้ร่องรอย
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องว่างบนหน้าต่าง ทอดเงาหลายสายท่ามกลางความโกลาหล ความหนาวเหน็บแล่นลงไปตามสันหลังของผม
มันเคลื่อนไหวแล้วงั้นเหรอ? ตอนนี้มันอยู่ใกล้กว่าเดิมใช่ไหม?
หรือที่แย่กว่านั้นคือ… มันคอยเฝ้ามองอยู่หรือเปล่า?
ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงมาชั่วครู่หนึ่ง หนักอึ้งและ… อึดอัด ผมแทบจะรู้สึกได้เลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างหายใจอยู่ถัดจากขอบหน้าต่าง มันกำลังมองหาอะไรสักอย่าง
กำลังมองหา…
ผม
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เกือบจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังมองมาอย่างไร้จุดหมาย ราวกับไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของตัวผมได้
ความคิดหนึ่งพาดผ่านหัวสมองในตอนนั้น
‘…เดี๋ยวนะ หรือว่าเป็นเพราะเสียงพวกนี้ มันเลยมองไม่เห็นฉันแล้ว?’
คิ้วของผมเลิกขึ้นเมื่อคิดเช่นนั้น
ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่นะ!
‘เสียงรบกวนทั้งหมดรอบ ๆ นี้คงทำให้มันตรวจจับฉันได้ยาก ศพพวกนั้นที่มันส่งมาเลยโจมตีทุกอย่างที่ขวางหน้าแทน!’
เพล้ง เพล้ง—!
ความดีใจคงอยู่ได้ไม่นาน ทันทีที่เห็นกระจกแตกเพิ่มขึ้นและมีมือโผล่ออกมาอีกมากมาย หัวใจของผมก็หล่นวูบ
พวกมันกำลังทวีคูณ คืบคลานเข้ามาจากทุกทิศทาง
ในขณะที่ปัญหาหนึ่งดูเหมือนจะคลี่คลายไปแล้ว แต่อีกปัญหาหนึ่งกลับตามมาติด ๆ
แลดูไม่มีวันจบสิ้น
ผมรีบกวาดตาสำรวจรอบข้าง คาดหวังจะเห็นหนทางออกสักอย่าง แต่แล้วก็ต้องใจเสียเมื่อเห็นว่าศพแห้งกรังประหลาดพวกนั้นกำลังเข้ามาจากทุกทิศทาง จนไม่เหลือพื้นที่ให้หลบหนี
‘ทำยังไงดี?’
ลมหายใจของผมติดขัด และพอมองไปโดยรอบ ผมก็รู้สึกถึงความไม่สบายใจที่ก่อตัวขึ้นภายในกระเพาะ
‘เร็วเข้า เร็วเข้า เร็วเข้า….!’
ผมกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ เพื่อให้ตัวเองคิดได้แล่นฉิวยิ่งขึ้น
‘ไม่ ฉันต้องใจเย็น ฉันจะสติแตกตอนนี้ไม่ได้’
สัญชาตญาณของนักพัฒนาเกมในตัวผมทำงานทันควัน แม้จะรู้สึกหวาดกลัวอย่างท่วมท้น แต่ผมก็ยังคิดแบบใช้ตรรกะกับสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญได้อยู่ จนกระทั่งสายตาไปหยุดตรงทิศทางหนึ่ง
บันได!
‘ฉันไม่ได้ยินเสียงจากชั้นบนเลย แสดงว่าไม่มีพวกตัวประหลาดนั่นมาจากทางนั้นสินะ’
แถมบันไดก็ยังแคบพอที่จะทำให้ผมไม่ถูกตัวอะไรก็ไม่รู้พวกนั้นรุมล้อมอีกด้วย
เพล้ง—!
“…..!”
เมื่อเห็นหน้าต่างอีกบานแตก ผมก็ไม่ลังเลที่จะพุ่งตัวไปทางบันได จนถึงสุดปลายทางก็หยุดและหันกลับมา ร่างหนึ่งเคลื่อนตรงมาหาตัวผมด้วยความว่องไว
ผมปิดการเชื่อมต่อของกล้องโดยไม่เสียเวลาคิดเยอะ สีหน้าเปลี่ยนไปขณะเห็นมันพุ่งเข้ามา ผมตั้งหลัก กัดฟันและเกร็งตัว ก่อนจะแทงมีดเข้าไปในกะโหลกของมัน
ฉึก!
เหล็กกล้าปะทะกับกระดูกอันเปราะบางจนแตกร้าวฉับพลัน แรงกระแทกสะท้อนไปตามแนวท่อนแขน ในที่สุดใบมีดก็จมลึกเข้าไปในกะโหลก ก่อนที่หัวสมองจะทันได้ประมวลผลเสียงล้มพับทุ้มทึบของมัน ผมก็กระชากมีดออกมาให้เป็นอิสระและถอยกรูดแบบกะโผลกกะเผลก ถุงเท้าไถลตัวตามพื้นไม้กระดานที่แตกเป็นเสี่ยง
ในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตแห้งกรังอีกตัวก็กระโจนใส่ ผมจึงรีบยกมีดขึ้นกลางอากาศและแทงอีกครั้งหนึ่ง
ฉึก—!
ผลลัพธ์เหมือนก่อนหน้านี้ พวกมันไม่ได้จัดการยากนัก แต่… จำนวนมันมหาศาล ท้องไส้ของผมปั่นป่วนหลังจากที่เห็นว่าพวกมันมีมากมายเพียงใด
โชคดีที่ก่อนเรื่องราวจะเลวร้ายลงไปกว่านี้ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าผม ฝ่ามือของมันยื่นออกไปข้างหน้า ก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายโล่ป้องกัน
ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นพยายามจะผ่านดรีมวอล์กเกอร์เข้ามา
ท้ายที่สุดก็ก้มศีรษะลงมองมีด ผมกำด้ามแน่นและเงื้อมันสู่เบื้องหน้า
‘รีบ ๆ ตายก่อนที่ฉันจะอ้วกแตกทีเถอะ!’
***
“ตรวจเจออะไรผิดปกติบ้างไหม?”
“ไม่… ยังไม่เจอเลย”
เรย์มอนด์ส่ายศีรษะ พลางมองไกลออกไปด้วยดวงตาที่หรี่แคบลง พวกมันทั้งสองข้างที่ปกติเป็นสีน้ำตาล บัดนี้กลายเป็นสีแดงเข้มขณะหยุดลงตรงถนนวังเวงและบรรดาบ้านเรือนเสื่อมโทรม
มวลอากาศอับชื้น ความเงียบสงัดที่ตอบกลับมานั้นให้ความรู้สึกตึงเครียด
เรย์มอนด์เลียริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“ฉันไม่เห็นอะไรเลย ทุกอย่างมันดูเหมือนเดิมหมด แล้วก็… ไม่มีอะไรอยู่ใกล้เราด้วย”
“นายแน่ใจนะ?”
เรย์มอนด์หันไปหาโซอี้และพยักหน้าส่ง
“ใช่ แน่ใจพอสมควรเลยล่ะ”
เขาค่อนข้างมั่นใจในความสามารถตรวจจับความผิดปกติในสภาพแวดล้อมรอบข้างของตัวเอง ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เขาก็เก่งพอที่จะอยู่ในหน่วยระดับหัวกะทิได้
มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่สามารถรอดพ้นสายตาคู่นี้ เขาทอดมองไปไกลจนสุดเส้นถนน ซึ่งปลายทางกลายเป็นป่าทึบขนาดใหญ่แทน
ฝีเท้าของเขาหยุดลง
“ฉันสัมผัสได้ว่านักโทษอยู่ทางนั้น ถ้าให้เดา เขาคงหนีไปที่นั่นหลังจากที่คายอะไรสักอย่างออกมา”
ดวงตาของเรย์มอนด์เปล่งประกายสีแดงเข้มยิ่งขึ้น เขายืนยันความคิดของตัวเองได้ทันทีที่เห็นร่างเงาในระยะไกล กำลังเดินไปมาแบบไร้จุดหมาย
“ไปกันเถอะ เขาอยู่ไม่ไกลจากเรา พอรับตัวเขาแล้วก็จะได้ออกไปกันสักที ที่นี่ทำฉันขนลุกหมดแล้ว”
เรย์มอนด์พึมพำพลางเดินนำหน้า โดยมีไคล์และคนอื่น ๆ ติดตามประกบด้านข้าง
สวบสาบ~
เมื่อเข้าสู่พงไพร แสงไฟหลายเส้นส่องสว่างทั่วบริเวณ ฉายเส้นทางเบื้องหน้าซึ่งนำพวกเขาไปสู่ตัวนักโทษ
เรย์มอนด์เคลื่อนที่ไปข้างหน้าท่ามกลางความเงียบน่าขนหัวลุก เสียงทุกย่างก้าวถูกกลบด้วยมอสและเศษซากเน่าเปื่อยใต้ฝ่าเท้า
จากนั้นตัวเขาก็แข็งทื่อ ดวงตาสำรวจป่าด้วยความหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ คิ้วขมวดมุ่นอย่างเคร่งเครียดขณะจับจ้องบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ถัดจากต้นไม้ไม่กี่ต้นข้างหน้า
“มีอะไรเหรอ? ทำไมถึงหยุดล่ะ?” หนึ่งในสมาชิกหน่วยถามขึ้น เรย์มอนด์ไม่ได้ตอบกลับในทันที เขายังคงจ้องเขม็งร่างเงาที่อยู่ห่างออกไป
ในแวบแรก หน้าตาของมันก็คล้ายคลึงกับต้นไม้ที่รายล้อมพวกเขา
ทว่าแท้จริงแล้ว มันแตกต่างจากต้นอื่น…
ต้นไม้ต้นนี้เหมือนจะกำลังเคลื่อนที่มาทางพวกเขา
เขาเพ่งมองใกล้ยิ่งขึ้น บางอย่างเกี่ยวกับมันให้ความรู้สึกไม่ชอบมาพากล จนกระทั่งพุ่มไม้ด้านหน้าสั่นไหว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อตระหนักบางอย่างที่ว่านั้นได้
ต้นไม้นั่น…
ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากตัวนักโทษ
เขากลายเป็นบางสิ่งที่ต่างไปจากภาพจำครั้งล่าสุดของพวกเขา
ลำตัวสูงชะลูดเกินกว่าที่ควรจะเป็น ไม่เพียงเท่านั้น แผ่นหลังของเขายังค่อมงออีกด้วย และเมื่อแสงไฟสาดไปในทิศทางเดียวกับร่างนั้น ดวงตาว่างเปล่าไร้วิญญาณคู่หนึ่งก็ประสานเข้ากับสายตาพวกเขา ร่างกายของนักโทษบิดเบี้ยวเสียจนดูคล้ายต้นไม้ชนิดหนึ่ง
“นี่มันอะไร..”
ก่อนที่คนอื่น ๆ จะมีเวลาได้ประมวลผลสถานการณ์ ไคล์ก็ก้มศีรษะลง จ้องมองสายรัดข้อมือขนาดเล็ก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ตื๊ดดด—!
“ชิบ!”
ทุกคนที่เหลือพากันมองเจ้าของเสียง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“มีเรื่องอะไรรึเปล่า? ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”
ไคล์ไม่ตอบ เขามองสายรัดบนมือตัวเองจนสุดท้ายก็เงยหน้าขึ้น เขามองคนอื่น ๆ ด้วยความตระหนก
“บ้านนั้นโดนบุก! ตรวจพบความผิดปกติหลายตัวที่นั่น!”
ใบหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปในพริบตา ไคล์หมุนตัวกลับและวิ่งตรงไปยังบ้าน หัวใจของเขาเต้นรุนแรงจนแทบจะกระแทกแผ่นอก
‘บ้าเอ๊ย บ้าเอ๊ย บ้าเอ๊ย…! เป็นไปได้ยังไงวะ? ฉันแน่ใจว่าเช็กทุกอย่างล่วงหน้าไว้แล้วนะ มันไม่น่าจะมีอะไรสิ พวกมันโผล่ออกมากะทันแบบนี้จากไหนกัน? นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด!’
ความตื่นตระหนกพุ่งพล่านเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ไคล์ก็จำต้องสะกดอาการขวัญเสียลงและรีบบึ่งไปยังที่แห่งนั้นโดยเร็ว
เซธกำลังตกอยู่ในอันตราย!
ด้วยฐานะมนุษย์ธรรมดา คงไม่มีทางสู้ได้แน่
‘ไม่ ไม่ ไม่… ขอให้ปลอดภัยทีเถอะ’
ไคล์รู้สึกเหมือนมีก้อนใหญ่ขมวดแข็งภายในท้องของเขาขณะพุ่งตัวไปข้างหน้า จนกระทั่งในที่สุดก็เห็นบ้านนั้นอยู่ไกล ๆ
คนอื่นตามรอยเขามาจากด้านหลังติด ๆ ฝีเท้าของพวกเขารวดเร็วไม่แพ้ไคล์ แต่แล้วใบหน้าของผู้นำก็เปลี่ยนไปเมื่อเห็นหน้าต่างทุกบานแตกกระจายเต็มสถานที่
“ไม่นะ!”
เขาตะโกนด้วยความตื่นตระหนก พลางถลาตัวไปข้างหน้า
ปึง—!
กระแทกประตูให้เปิดออก เขาเข้าไปในบ้าน มองหาเซธอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่ง…
ดวงตาของเขาจับจ้องร่างหนึ่งใจกลางห้อง: ศพมากมายนอนเกลื่อนกลาดอยู่แทบเท้าร่างนั้น พวกมันแน่นิ่งไม่ไหวติง ภายในมือมีมีดคมกริบทอประกายโหดเหี้ยม กำลังหลั่งเลือดของเหยื่อรายล่าสุดไหลเป็นหยดลงมา
ไคล์แข็งค้างอยู่กับที่ รู้สึกได้ถึงความหนาวสั่นบางอย่างแล่นปราดทั่วร่างกาย เฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
และแล้ว—
ร่างนั้นค่อย ๆ หันศีรษะมาสบสายตากับพวกเขา เผยให้เห็นใบหน้าที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“โอ้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
“…พวกนายมากันแล้วสินะ”