นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #112 : จอมเชือด [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #112 : จอมเชือด [2]
ฉึก!
ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว เป็นนาที เป็นชั่วโมง อาจจะนานกว่านั้น ทุกอย่างพร่าเลือนไปหมดในขณะที่ผมยังคงแทงพวกมัมมี่ที่ดาหน้ากันเข้ามา
ทุกครั้งที่ใบมีดจมลงสู่หนึ่งในกะโหลกอันเปราะบาง มันก็ยับยู่ยี่เสมือนกระดาษแห้ง ทรุดตัวลงแบบไร้สุ้มเสียง แต่ไม่ว่าผมจะจัดการไปมากขนาดไหน พวกมันก็ยังคงคลานออกมาจากความมืดไม่หยุดหย่อน ดวงตากลวงโบ๋มากมายจับจ้องตัวผม
ถ้าไม่ได้ดรีมวอล์กเกอร์มาช่วยตรึงพวกมันส่วนใหญ่เอาไว้ ผมคงเอาตัวรอดไม่ได้แน่
แต่ในขณะเดียวกัน…
ฉึก!
ผมสังเกตได้ว่าการฆ่ามัมมี่เริ่มง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
ความฝืดเคืองในช่วงที่ฆ่าไปได้ไม่กี่ศพแรกเริ่มจางหาย มีดเริ่มคมกริบยิ่งขึ้น ทุกการแทงนั้นใช้แรงน้อยลง และยิ่งแทงมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งฉับไวขึ้นเท่านั้น
ฉึก! ฉึก!
โลหิตแห้งกรังกระเด็นอาบใบหน้าและแขนทั้งสองของผมทุกครั้งที่ลงมือ กลิ่นเหล็กแห้ง ๆ เอ้อระเหยอยู่ในอากาศ ผมไม่สนใจกลิ่นนั้นและยังคงแทงอย่างต่อเนื่อง ใบมีดจมลึกเข้าไปในเนื้อหนังกรุบกรอบ ซึ่งแตกสลายภายใต้แรงกดในเวลาต่อมา
ผมรู้สึกเหนื่อยล้า ปอดแสบร้อนราวกับถูกเผาไหม้
แต่ผมรู้อยู่แก่ใจว่าต้องทำต่อ
ห้ามหยุดมือเด็ดขาด
‘ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่ามีดมันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ฉันควรใช้โอกาสนี้ขุนให้มันโต’
โอกาสเช่นนี้ไม่ได้มีมาบ่อย ผมต้องใช้มันให้คุ้มค่าที่สุดเพื่อพัฒนามีดให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ และเพื่อทำให้สถานการณ์ตอนนี้ได้เปรียบเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมจึงตัดสินใจหยิบคุณฮักส์ออกจากกระเป๋าแล้ววางมันลงบนพื้น สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าพวกมัมมี่เริ่มเคลื่อนไหวช้าลงกว่าเดิม
เจ้าหมีทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก ผมเริ่มแทงมัมมี่เพิ่มขึ้น ร่างของพวกมันร่วงหล่นลงตรงหน้า จังหวะการแทงในแต่ละครั้งลื่นไหลยิ่งขึ้น และยิ่งขึ้นอีก
โลหิตพุ่งกระเซ็นอย่างต่อเนื่องจนเปรอะเปื้อนทั่วทั้งใบหน้าของผม แต่ในจุดนี้ ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น นอกจากก้มหน้าก้มตาแทงต่อไป
มีดพัฒนาตัวเองเรื่อย ๆ ตามจำนวนมัมมี่ที่โดนปลิดชีพ และผมก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการฆ่าฟัน
ปล่อยมากถึงขนาดที่ว่าพอไคล์กับคนอื่น ๆ กลับมา ผมก็จัดการมัมมี่ไปเกือบทั้งหมดเสียแล้ว ส่วนดรีมวอล์กเกอร์นั้นสลายตัวก่อนที่พวกเขาจะปรากฏมาพอดี
“นาย…”
ไคล์จ้องมองผม ใบหน้าของเขาแข็งค้างด้วยความช็อก คนอื่น ๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย สีหน้าแสดงถึงความตกใจปนสับสน
ผมมองลงต่ำตามสายตาของพวกเขา
มีดในมือของผมชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีดำแห้งเขรอะ รอบกายเต็มไปด้วยซากศพในสภาพยับเยินกองเรี่ยราดเต็มพื้น แต่ละร่างล้วนมีร่องรอยจากการถูกแทงตรงบริเวณคล้ายเดิม
ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขามองผมแบบนั้น
“…พวกนายนี่มากันช้าจังนะ”
ผมเช็ดเลือดออกจากใบมีดกับกางเกงตัวเอง
ทั้งตัวก็สกปรกหมดอยู่แล้ว ผมเลยไม่ได้ใส่ใจกับมันอีกต่อไป แต่ปรากฏว่าการกระทำนั้นกลับทำให้สีหน้าของพวกเขาแข็งทื่อหนักกว่าเก่า
ผมได้แต่ส่ายศีรษะอยู่ในใจ
แต่แล้ว…
“เกิดอะไรขึ้นกับนาย? นี่… ฉัน…”
ไคล์กวาดตามองด้วยใบหน้าที่จับต้นชนปลายไม่ถูก เขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ผมไม่ว่าเขาหรอก
เพราะเมื่อก่อน ตัวผมไม่ได้เป็นแบบนี้
แต่ในขณะเดียวกัน…
“หมายความว่าไงที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันน่ะ? มีมอนเป็นฝูงบุกเข้ามาแล้วฉันก็สู้กลับไง นายคาดหวังให้ฉันวิ่งหนีหรือไงเนี่ย?”
“ก็ใช่นะ…”
ผมส่ายศีรษะและชี้ไปทางหน้าต่างทุกบาน
“ฉันลองแล้ว แต่มองดูรอบ ๆ สิ นายคิดว่าฉันจะวิ่งออกไปได้ยังไงในเมื่อโดนล้อมทุกด้านแบบนี้?”
“ไม่ คือนายพูดถูก แต่ว่า…”
“พวกมันไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น ฉันก็แค่ขึ้นไปบนบันไดเพื่อไม่ให้โดนรุม หลังจากนั้นก็ง่ายแล้ว”
“…อ้อ”
ผมไม่เคยเห็นไคล์พูดไม่ออกขนาดนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฝั่งโซอี้เลย สภาพของเธออย่างกับน้ำท่วมปากไปแล้ว สายตาเอาแต่จ้องมองซากศพมหาศาลด้วยสีหน้าเหม่อลอย พร้อมกับพึมพำประมาณว่า ‘นี่เรื่องจริงเหรอ…? ไม่สิ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย’
จากนั้น…
“เรย์มอนด์”
ไคล์กระซิบโดยที่ใบหน้ายังคงหันมาทางผม
“…ไม่ใช่นายบอกว่าไม่เจออะไรเลยงั้นเหรอ? ทำไม—”
“ฉันไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ นะ” ชายผู้มีดวงตาสีแดงเข้มตอบกลับ สายตาของเขาสอดส่ายไปทั่วทุกหนแห่งแบบเอาเป็นเอาตาย “ตลอดเวลาที่ผ่านมา… ไม่สิ แม้แต่ตอนนี้ ฉันก็ยังสัมผัสอะไรไม่ได้เลย แปลกมาก เรื่องแบบนี้เป็นไปได้ยังไงเนี่ย?”
จนแล้วจนรอด เขาก็หันมามองผม
“นายรู้สึกอะไรอีกบ้างไหมนอกจากเจ้าพวกนี้? ความผิดปกติมันมาหานายรึเปล่า…? ไม่นะ เดี๋ยวก่อน… ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเลย ทำไมมันถึงเลือกมาหานายแทนที่จะเป็นพวกเราล่ะ?”
นั่นเป็นคำถามที่ผมเองก็อยากรู้เช่นกัน
ทำไมมันถึงพุ่งเป้ามาที่ผม ไม่ใช่พวกเขา? ทั้ง ๆ ที่มันแสดงชัดเจนมาโดยตลอดว่าจะโจมตีคนที่สร้างเสียงเยอะที่สุด
ผมรู้ข้อนี้ดีเพราะเห็นกของมันบนผนัง และตัวผมก็ได้ทดสอบมันแล้วด้วย
‘มันจะมาหาเฉพาะคนที่ทำให้เกิดเสียง แต่ว่า… ในจังหวะนี้ ทำไมมันถึงไม่ปรากฏตัวออกมาล่ะ?’
ทำไมกัน?
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
โซอี้เงยหน้าขึ้น เหมือนกับนึกอะไรบางอย่างออกกะทันหัน
“พอมาลองคิดดูแล้ว เงื่อนไขที่เราเห็นตอนศึกษาความผิดปกติตัวนี้คือ มันชอบโจมตีคนที่อยู่คนเดียวในบ้านสองชั้น บางทีนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่มันเลือกเขาก็ได้”
“…อ้อ แบบนั้นก็สมเหตุสมผลอยู่นะ”
คนอื่น ๆ เริ่มมีสีหน้าบรรลุหลังจากได้ยินคำพูดของโซอี้ อย่างไรก็ตาม คนเดียวที่เหมือนจะไม่คล้อยตามคือไคล์ เขาก้มศีรษะลงและกดกำปั้นแนบกับริมฝีปาก
ท้ายที่สุด เขาก็ส่ายศีรษะ
“ไม่ ฉันไม่คิดว่าเป็นกรณีนั้น”
น้ำเสียงของไคล์แห้งผากอย่างน่าประหลาด
“ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง หน่วยสอดแนมก็ไม่ควรจะตาย เขาหนีออกมาจากบ้านได้แล้ว ดูจากรอยเท้าข้างนอกนั่นและเบาะแสทั้งหมดในป่า สรุปก็คือสถานที่ไม่มีผล ฉันว่ากพวกนั้นใช้ได้แค่กับโลกข้างบน ไม่ใช่กับโลกนี้ กของโลกนี้มันต่างกัน”
ปิดท้ายด้วยการที่ไคล์หันความสนใจมาทางผม คิ้วของเขาขมวดแน่น
“นายปิดบังอะไรฉันอยู่รึเปล่า?”
“ปิดบังงั้นเหรอ?”
ผมเลิกคิ้วขึ้น ตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูกกับคำพูดของเขา ผมปิดบังบางเรื่องอยู่ก็จริง แต่…
“แปลกมากเลย พอคิดทุกอย่างรวมกันแล้ว มันเกือบจะเหมือนกับว่านายโดนหมายหัวอยู่งั้นแหละ เป็นเพราะมันมองว่านายอ่อนแอสุดเหรอ? หรือว่า…”
โดนหมายหัว…?
ผม…
“…..”
เสียงวิ้ง ๆ เป็นจังหวะแผ่วเบาดังก้องภายในหู กลบเสียงไคล์ไปจนหมดสิ้น ปากของเขาขยับไปมา สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด แต่คำพูดเหล่านั้นกลับไม่มาถึงผมเลย ทุกสิ่งอย่างที่เขากล่าวกลายเป็นเพียงคลื่นเสียงซ่า และความคิดของผมพลัน… ว่างเปล่า
‘มันเกือบจะเหมือนกับว่านายโดนหมายหัวอยู่…’
คำพูดของไคล์กรอซ้ำไปมาในหัวสมอง ผมรู้สึกเหมือนอากาศหายใจถูกพรากไปจากปอดทันทีที่นึกถึงการแจ้งเตือนหนึ่งขึ้นมาได้
[คุณถูกหลอกหลอน]
หัวใจของผมบีบรัดกระแทกอก ส่งเสียงหนักแน่นราวกับกลองศึก จนผมได้ยินจังหวะของมันเพิ่มขึ้นภายในหัว
ตึก… ตัก! ตึก… ตัก!
ผมคิดทบทวนทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น
ในบรรดาหลายสิ่งอย่างที่ผมมองข้ามไป บทกลอนนั่น ทำไมกลอนมันถึงมาอยู่บนผนังทนโท่แบบนั้น…?
พอลองคิดดูแล้ว มันรู้สึกราวกับว่าจงใจให้อยู่ตรงนั้น
ราวกับว่า… มีใครบางคนรอคอยให้ผมอ่านมัน
มัน… อยากให้ผมอ่าน
มันรู้ว่าถ้าผมอ่าน มันก็จะหาตัวผมเจอ
แต่มันล้มเหลว
เพราะผมถอดแว่นตาออกก่อนที่มันจะระบุตัวผมได้สมบูรณ์
จากนั้นมันพยายามล่อลวงผมด้วยเสียงพูด แต่ก็ล้มเหลวเช่นกัน
สุดท้ายมันเลยเปลี่ยนมาโจมตีผมด้วยมัมมี่ประหลาดพวกนี้แทน
หรือว่า… มันจะเป็นแบบนั้นแน่เหรอ?
“โอ้…”
ทันใดนั้นเอง ผมก็ตระหนักรู้ ช่วงไหล่ผ่อนคลาย ดวงตาปิดสนิท
“ฉลาดมาก ฉลาดจริง ๆ”
“อะไรน่ะ?”
“นายคิดอะไรออกงั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินเสียงของคนอื่น ๆ ผมก็โยนพวกมันออกไปจากโสตประสาท ขณะที่จิ๊กซอว์ทุกชิ้นเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวสมอง
‘ฉันมันซื่อเอง โง่ชะมัด… ฉันพลาดอย่างแรงเลยที่ประเมินสติปัญญาของความผิดปกติตัวนี้ต่ำไป คิดว่ามันเป็นแค่สิ่งมีชีวิตไม่มีสมองที่ลงมือเป็นรูปแบบตรงไปตรงมา แต่มันไม่ใช่เลย’
ความผิดปกติตัวนี้
ไม่ได้โง่เลยแม้แต่น้อย มันฉลาด
ฉลาดเป็นกรด
ฉลาดพอจนถึงขั้นจงใจส่งพวกมัมมี่ประหลาดมากระตุ้นกับดัก บังคับให้ไคล์และคนอื่น ๆ ต้องกลับมา และผลลัพธ์คือ ในที่สุดมันก็ทำให้ผมพูดออกมาได้ เกมของมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีที่คนอื่น ๆ ออกจากบ้านไป ส่งผลให้ตัวผมอยู่คนเดียวเพียงลำพัง
ทุกอย่าง… อยู่ในการคำนวณของมัน
ทุกอย่างเลย
และเมื่อลืมตาขึ้น ผมก็เห็นใบหน้าของไคล์และคนอื่น ๆ นิ่งค้างราวกับถูกแช่แข็ง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บางสิ่งบางอย่างอันเย็นยะเยือกปัดผ่านลำคอของผม
มันอยู่ข้างหลังผม ใช่ไหม?
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด
ชายบิดเบี้ยวนั่นน่ะ