นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #118 : หลบหนี [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #118 : หลบหนี [1]
ตุบ! ตุบ—!
ไคล์สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อร่างกายกระแทกกับพื้น ใบหน้าไถลไปตามพื้นเย็นเฉียบ เสียงครางปะทุขึ้นในลำคอ แต่เขากัดฟันกลั้นมันไว้และกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงไป
เสียงวิ้ง ๆ ดังเป็นจังหวะเติมเต็มหูจนกลบเสียงโลกภายนอก ในขณะที่หลายเสียงกรีดร้องอู้อี้แทรกซึมผ่านเสียงวิ้งเหล่านั้นเสมือนเป็นเสียงฉากหลังอันห่างไกล
‘พวกเขาอยู่นี่!’
‘…พวกเขาออกมาแล้ว!’
‘มีกันกี่คน?’
‘มีแค่สามคน! รีบปฐมพยาบาลพวกเขาด่วน’
สมองของไคล์มึนเบลอ ราวกับมีหมอกหนาทึบปกคลุมความคิดขณะที่เขาพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ เขาอยู่ที่ไหน? เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไ—
“อา—!”
ทว่าเขาก็หลุดจากภวังค์อย่างรวดเร็ว นัยน์ตากระจ่างขึ้น
“เซธ!”
เขาพลันยันตัวขึ้นนั่ง มองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดสายตาตรงหัวหน้าทีมซึ่งอยู่ห่างออกไป
เสียงของเขาโพล่งขึ้นทันที
“หัวหน้าทีม! คุณต้องรีบส่งหน่วยช่วยเหลือนะครับ! เซธยังอยู่ที่นั่น! เขา—”
“หยุด”
น้ำเสียงห้าวของหัวหน้าทีมขัดจังหวะคำพูดของไคล์ เขาประสานมือเข้าหากันและพยักพเยิดศีรษะเบา ๆ ไปทางกลุ่มที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขา ไคล์พอจำหน้าได้สองสามคน
“นายคิดว่าพวกเราพยายามทำอะไรกันอยู่ตลอดหลายนาทีที่ขาดการติดต่อกับพวกนายไปล่ะ?”
เขาถอนหายใจพลางเบนความสนใจไปที่รอยแยกบนพื้น
“ทางเราพยายามส่งเจ้าหน้าที่หลายคนเข้าไปในรอยแยกแล้ว แต่พอลงไป พวกเขาก็โดนดีดกลับขึ้นมาทันที ตอนนี้เราพยายามหาทางแก้กันอยู่ แต่ดูเหมือนจะยากกว่าที่คาดไว้มาก ขนาดฉันลองลงมือด้วยตัวเองแล้ว มันซับซ้อนกว่าที่คิดมากจริง ๆ”
“แต่ว่า…!”
“ฉันเข้าใจนายนะไคล์ แต่พวกเรากำลังพยายามสุดฝีมืออยู่ ฉันเองก็หวังว่าเราจะหาทางออกได้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเหมือนกัน”
‘แต่เราไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น!’
ไคล์กัดริมฝีปากพลางจ้องมองมืออันสั่นเทาของตัวเอง การเชื่อมต่อของเขากับเซธยังคงอยู่ โหนดของเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแช่ร่างกายของเซธไว้ในกาลเวลา
สกิลของเขายังไม่หลุด หมายความว่าเซธยังไม่เป็นอะไร
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี
‘ฉันจะประคองมันไว้แบบนี้เพื่อ—’
“นายควรปล่อยเขานะ”
ความคิดของไคล์แตกระแหงเพราะโซอี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา ผมเผ้าของเธอรุงรังเล็กน้อย
“เอ๊ะ…?”
ริมฝีปากของไคล์เปิดอ้าแต่แล้วก็ปิดลง คิ้วทั้งสองขมวดกันแน่น แม้จะเห็นความโกรธฉายชัดบนใบหน้าของไคล์ โซอี้ก็ยังคงวางตัวอย่างสงบและอธิบายสถานการณ์ให้เขาฟัง
“เท่าที่ฉันรู้มา พวกเขาพยายามเข้าไปในที่ประหลาดนั่นตั้งแต่ตอนที่พวกเราทุกคนเข้าไปแล้ว แต่ตอนนี้ขนาดมีหัวหน้าทีมช่วยก็ยังเข้ากันไม่ได้ มันก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วล่ะว่าสถานการณ์มัน… ต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเลยกว่าจะส่งหน่วยช่วยเหลือลงไปได้ นายคิดว่าตัวเองจะยื้อได้นานขนาดนั้นเหรอ?”
“ไม่ ฉัน…”
ไคล์เถียงเธอไม่ออกแม้แต่คำเดียว ต่อให้ไม่ได้เป็นอัจฉริยะก็รู้ว่าเธอพูดถูก
หัวหน้าทีมคงพูดแบบนั้นเพื่อให้เขาใจเย็นลง แต่เจ้าตัวจะคิดแบบนั้นจริง ๆ แน่เหรอ?
ไม่หรอก ไม่น่าคิด
ถ้าอย่างนั้น…
“ทางเดียวที่จะออกมาได้คือทางเดิมที่พวกเราออกมา อุปกรณ์ยังติดอยู่บนพื้น ถ้าเขามาถึงชั้นสองได้ เขาก็ควรจะออกมาได้”
โทนเสียงของโซอี้อ่อนลงเล็กน้อยขณะมองไคล์
“ฉันอาจจะไม่ชอบขี้หน้าหมอนั่นเท่าไหร่ แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่เขาพิสูจน์ให้ฉันเห็นมาแล้วหลายครั้ง เขาน่ะเป็นคนเก่ง วิธีการออกจะ… แปลกไปหน่อยแต่ก็ได้ผลจริง ในเมื่อเขาบอกว่ารับมือไหว งั้นเขาก็คงหมายความตามนั้นแหละ”
เธอมองฝ่ามือของไคล์ที่สั่นไหวเล็กน้อย
“…ปล่อยโหนดของนายและเชื่อใจเขาเถอะนะ”
หลังจากหยุดชั่วครู่หนึ่ง โซอี้ก็กล่าวต่อ
“ถ้าอยากช่วยให้เขารอด นี่ก็เป็นทางที่ดีที่สุดที่นายทำได้แล้ว”
“ฉัน…”
ไคล์อ้าปากพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ลดศีรษะลงและพยักหน้า
“ตกลง”
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“…ฉันจะเชื่อในตัวเขา”
ในจังหวะนั้นเอง เขาคลายโหนดออกพร้อมกับกำมือแน่น
‘แกต้องกลับมาที่นี่ให้ได้นะเว้ย’
***
“…”
ผมไม่รู้ว่าตัวเองหมดสติไปนานแค่ไหน แต่ทันทีที่ลืมตาตื่น ผมก็พบกับความมืดมิดอันแปลกประหลาด ความมืดที่น่าอึดอัดนั้นจางตัวลงเป็นครั้งคราวตามการวูบไหวของแสงจันทร์
‘ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพาฉันกลับไปด้วยไม่ได้สินะ’
ผมหลับตาลง ไม่ได้รู้สึกผิดหวังเสียทีเดียว
ผมพอจะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเรื่องมันจะลงเอยแบบนี้
ก็ความผิดปกติตัวนี้มันไม่ใช่กระจอก ๆ นี่เนอะ
“…..”
สิ่งเดียวที่กวนใจผมคือความเจ็บปวดบริเวณหัวไหล่ ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่หันศีรษะไปเช็ก ผมก็ถึงกับผงะ
ตอนที่ผมสลบไปมันเกิดเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!?
ความเจ็บปวดนั้นแทบจะทนไม่ไหว จนถึงขั้นที่มีจังหวะหนึ่ง ตัวผมเกือบจะร้องออกมาด้วยซ้ำ
‘ขอบคุณพระเจ้าที่ตอนเกิดเรื่องไม่ได้ตื่นอยู่ ไม่งั้นได้กรี๊ดของจริงแน่’
ผมกัดฟันเงียบ ๆ พยายามควบคุมสติให้นิ่งที่สุดพร้อมกับหายใจเข้าลึก ๆ แต่…
เอี๊ยดดด!
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อได้ยินเสียงไม้ลั่นแผ่วเบาอยู่ใกล้เคียง เสียงนั้นเงียบเชียบ ทว่าน่าขนลุกจนผมเสียวสันหลังวาบ
ชายบิดเบี้ยว…
เขาอยู่ใกล้ตัวผมมาก
เอี๊ยดดดดด!
ความรู้สึกเสมือนกับว่าพื้นไม้ข้างกายยุบตัวลงเล็กน้อย เท้าข้างหนึ่งปรากฏขึ้นไม่ห่างจากจุดที่ผมอยู่ ก่อนฝีเท้าจะขยับอีกครา หนึ่งเงาเส้นใหญ่บิดเบี้ยวก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะ เหยียดยาวทาบทับร่างกายของผม
‘ห้ามทำให้เกิดเสียง นิ่งเข้าไว้ มันคิดว่าแกตายไปแล้ว…’
ถึงแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้การกลั้นเสียงเป็นเรื่องยาก แต่ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากทำตัวให้เงียบ ในตอนนี้… มีแค่ผมกับชายบิดเบี้ยว ส่วนไคล์ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว และความเงียบรอบกายนั้นทำให้ผมรู้สึกหูอื้อไปหมด
ผมหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์ สายตากวาดมองรอบข้าง
ผมต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองให้ดี
ตอนนี้ผมอยู่ตัวคนเดียวที่ชั้นแรกของบ้าน
หนทางเดียวที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้คือต้องขึ้นไปชั้นสอง ผมรู้วิธีการออกจากที่นี่อยู่แล้ว เพราะทางกิลด์กับไคล์สอนเอาไว้ก่อนจะเข้าสู่รอยแยก
ทั้งหมดที่ผมต้องทำมีแค่ขึ้นไปชั้นบน
ปัญหาอย่างเดียวคือ การผ่านชายบิดเบี้ยวไปให้ได้
วินาทีที่ตัวผมทำให้เกิดเสียงจะเป็นวินาทีเดียวกับที่มันรับรู้ถึงการมีอยู่ของผม และเกม… ที่เพิ่งจบลง ก็จะเริ่มต้นอีกครั้ง
‘ถ้าเกมเริ่มอีกรอบก็คงไม่ได้กลับของจริงแล้วล่ะ ฉันต้องรีบคิดหาทางขึ้นไปชั้นสองให้ได้’
ความคิดของผมไม่ได้จมปรักอยู่กับปัญหาดังกล่าวนานนัก
ผมมีวิธีจัดการสถานการณ์นี้อยู่หลายทาง ซึ่งพอก้มลงมองแขนตัวเอง ผมก็เห็นอยู่สองอย่าง
‘ฉันก็แค่ทำเหมือนครั้งที่แล้ว คงไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกมั้ง’
ถึงจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุด
หรือว่ามันจะไม่ใช่…?
ผมกลั้นลมหายใจ ด้วยเหตุผลบางประการ ผมจึงเริ่มลังเลในความคิดตัวเอง
ชายบิดเบี้ยวแสดงให้ผมเห็นหลายต่อหลายครั้งว่ามันไม่ใช่ความผิดปกติธรรมดา มันฉลาด
สมองแบบนั้นจะยอมหลงกลเดิม ๆ ซ้ำอีกรอบแน่เหรอ?
‘แต่ฉันมีทางเลือกอื่นด้วยรึไงกัน? นี่เป็นทางเดียวที่ดูเป็นไปได้สุดแล้ว ฉันจะทำอะไร—’
ในตอนนั้นเอง สายตาของผมก็หยุดลงบนบทกลอนที่อยู่ห่างไกล กระบวนการคิดพลันชะงักกึก
นั่นคือตอนที่ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา หัวใจของผมแทบจะเต้นผิดจังหวะ
เดี๋ยวก่อนนะ…
เจ้านี่เป็นทางเลือกเดียวของผมจริง ๆ เหรอเนี่ย?