นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #125 : โปรเจกต์ใหม่ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #125 : โปรเจกต์ใหม่ [1]
“เราจะออกเดินทางกันในอีกไม่ช้า ใครลืมของหรืออยากไปเข้าห้องน้ำก็รีบจัดการซะตอนนี้ก่อนรถบัสออก เพราะเราจะไม่จอดระหว่างทางกลับกิลด์”
เมื่อได้ยินหัวหน้าทีมพูด ผมทำเพียงแค่เหลือบมองไปทางเขาก่อนจะสวมหูฟัง ปล่อยให้เสียงเพลงไหลผ่านเข้ามาในหู
มันช่วยตัดขาดตัวผมจากเสียงรบกวนภายนอกได้
อันที่จริง มันก็ไม่ได้มีเสียงดังอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทุกคนในรถบัสนั่งกันเงียบกริบ ต่างเพ่งมองนอกหน้าต่าง ไม่มีการปริปากแม้แต่คำเดียว
ทุกคนล้วนตกอยู่ในสภาพนี้กันหมด
อาจเป็นเพราะพวกเขาเหนื่อยล้า หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาหยก ๆ ทำให้ไม่มีใครอยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุย
ตัวผมเองก็เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนั้น แม้หัวหน้าทีมจะถามย้ำอีกครั้ง เขาก็ได้รับเพียงความเงียบงันกลับมา
“เอาล่ะ ถ้างั้น…”
หัวหน้าทีมหันไปมองคนขับและส่งสัญญาณให้ออกรถ
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะพร้อมกันแล้ว ออกเดินทางกลับได้เลยครับ”
รถบัสเริ่มเคลื่อนตัวหลังจากนั้นไม่นาน พร้อมกับทัศนียภาพนอกหน้าต่างที่เริ่มเปลี่ยนไป
“…..”
ผมพิงศีรษะกับกระจกหน้าต่าง จ้องมองทิวทัศน์ภายนอกอย่างเลื่อนลอย
ตอนนี้มีหลายสิ่งอย่างที่ผมต้องคิด แต่อย่างแรกคือ ผมต้องคิดเกี่ยวกับขั้นต่อไปที่ตัวเองต้องทำนับจากนี้
‘ฉันเพิ่งได้ SP มาค่อนข้างเยอะ เพราะงั้นก็น่าจะพอซื้อยาไปได้อีกสักพัก ไม่สิ จริง ๆ แล้ว… ฉันควรจะซื้อยาอันที่ดีกว่านี้ในร้านค้าลำดับชั้นที่สอง มันจะราคาเท่าไหร่กันนะ… ที่ผ่านมาฉันก็ไม่เคยดูร้านค้าลำดับชั้นที่สองแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยด้วย เพราะราคามันบ้าบอคอแตกเกินไป’
นับตั้งแต่ที่ได้รับยาจากร้านค้า ผมก็พบว่าโรคที่รุมเร้าตัวเองมานานนั้น ในที่สุดก็เริ่มสงบลง
ผมไม่โดนอาการของโรคเล่นงานเป็นเวลาพักใหญ่แล้ว และมันก็รู้สึกดีที่ได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องมากังวลว่าโรคหายากนี้จะมาพรากชีวิตตัวเองไปเมื่อไหร่
ไม่สิ ความจริงแล้ว มันรู้สึกดีมากเลยต่างหาก
มันรู้สึกเหมือนกับว่า… เป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้ชีวิตจริง ๆ
‘…แต่มันก็แค่ชั่วคราว อีกไม่นานร่างกายก็คงจะดื้อยาแล้ว ฉันต้องหา SP เพิ่มและก็หายาดี ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ให้ได้’
หากเป็นสถานการณ์ปกติ ผมคงตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองกลืนลงไป เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่ายาพวกนี้คืออะไรแล้ว ผมก็ยังไม่รู้ด้วยว่าใครอยู่เบื้องหลังระบบนี้
ผมรู้ว่าระบบเชื่อใจไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ต้องจำยอมเพราะมันมีหนทางรักษาโรค
ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาหา SP และเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวผมเองต่อไป
นี่เป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ผมวางแผนไว้ว่าจะสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบและเป้าหมายที่แท้จริงของมันแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่สำหรับตอนนี้ การเอาชีวิตรอดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่ารำคาญอีกสองอย่างที่ผมต้องจัดการด้วย
พวกลัทธิประหลาด กับ วาทยกร
แค่คิดถึงสองเควสต์นี้ที่ยังค้างคาอยู่ก็ปวดหัวจะตายชัก
ผมคิดไม่ออกเลยว่าควรเริ่มจัดการกับอะไรก่อนดี และทุกวันที่ผ่านพ้นไป ก็ยิ่งทำให้ผมเข้าใกล้เส้นตายของเควสต์เหล่านั้นมากขึ้นทุกที
‘…ฉันต้องรีบคิดอะไรสักอย่างจริง ๆ แล้วล่ะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป’
แต่เรื่องพวกนี้เอาไว้คิดทีหลังเถอะ
เมื่อมองดูทิวทัศน์ด้านนอก เปลือกตาของผมก็เริ่มปิดลงทีละน้อย จนกระทั่งโลกรอบตัวกลายเป็นสีดำมืด
ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำในท้ายที่สุด
*
กว่าพวกเราจะกลับมาถึงกิลด์ เวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ข้างนอกมืดสนิท อากาศหนาวเย็นจนผมตัวสั่น
“หาว..”
ผมหาวออกมาแผ่วเบาพลางมองไปทางกิลด์ แสงไฟยังคงสว่างไสวจากผู้คนที่ทำงานล่วงเวลา ฉายให้ตัวอาคารโดดเด่นขึ้นเล็กน้อย ฝูงชนคลาคล่ำเต็มทางเข้า
ผมเห็นแม้กระทั่งคนบางส่วนในชุดเกราะเดินเข้าออกตรงนั้นด้วยซ้ำ
‘พวกเขาคงมาจากแผนกอื่น’
จริง ๆ ผมก็ค่อนข้างอยากรู้เกี่ยวกับแผนกอื่นอยู่เหมือนกัน ชีวิตของพวกเขาลำบากเท่าแผนกกักกันไหมนะ?
…หรือว่าลำบากกว่า?
‘ไม่หรอก ไม่มีทางน่า ถ้าชีวิตมันลำบากกว่านั้นก็ฆ่าตัวตายดีกว่าเถอะ จะอยู่ไปทำไมในเมื่อสุดท้ายก็ส่งตัวเองไปตายอยู่ดีน่ะ?’
“ฮ่าว”
เสียงหาวดังขึ้นอีกครั้ง ผมเข้าไปในกิลด์และตรงดิ่งตามทางสู่ลิฟต์ ซึ่งนำพาเรามาถึงบริเวณออฟฟิศอันคุ้นเคยโดยใช้เวลาไม่นาน
หัวหน้าทีมหยุดเท้าไม่ไกลนักและหันมาสนใจพวกเรา
“ผมรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกัน เพราะงั้นผมจะพูดแบบเร็ว ๆ ให้นะ เรื่องความผิดปกติ ทางกิลด์นำตัวไปกักกันแล้วเรียบร้อย ส่วนเรื่องรางวัล แน่นอนว่าแบ่งตามการมีส่วนร่วมในสถานการณ์เหมือนเดิม”
หัวหน้าทีมมองสำรวจสมาชิก สายตาหยุดลงที่ไคล์ โซอี้ เรย์มอนด์ และก็… ผม
ผมรู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยอะไร และนั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น
รางวัลใช่ไหม?
ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบรางวัล?
ขนาดจำนวนเงินที่ได้รับจากแค่ค้นพบรอยแยกยังเยอะปานนั้น ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่ารางวัลครั้งนี้จะยิ่งใหญ่ปานไหน
‘ฉันอาจจะขอพวกเขาเป็นเงิน ไม่สิ เงินมันดีสุดแล้วจริงเหรอ?’
ถ้าผมขออย่างอื่นล่ะจะเป็นยังไง? เช่น พวกเศษผลึก… ผมมั่นใจว่ากิลด์ต้องมีเศษผลึกเหลืออยู่บ้างแน่นอน บางทีถ้าผมลองขอก็อาจจะได้มาสักหน่อยหนึ่ง ส่วนเหตุผล ผมก็แค่อ้างไปว่าตัวเองอยากมีพลังเหมือนกับชาวบ้านเขาบ้าง
‘ไม่รู้สิ มันอาจจะเวิร์กก็ได้นะ แต่ถ้าฉันหาตลาดมืดเจอ ฉันก็เอาเงินไปซื้อเศษผลึกได้อยู่ดี งั้น…’
ปัญหาเดียวคือ ผมจะเข้าถึงตลาดมืดได้ยังไงนี่แหละ
“พวกคุณสี่คน… ในฐานะคนที่มีส่วนร่วมหลักในการสำรวจครั้งนี้และเป็นคนที่ช่วยกิลด์กักกันความผิดปกติ พวกคุณจะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด แต่ว่า…”
หัวหน้าทีมหยุดพูด โทนเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“…นั่นไม่ได้ลบล้างความผิดพลาดร้ายแรงที่พวกคุณทำหลายอย่างในระหว่างการสำรวจ เพราะงั้น เตรียมตัวรับบทลงโทษกันไว้ได้เลย”
มือทั้งสองไพล่หลัง เขาหันตัวกลับ แกมบังคับให้พวกเราเข้าสู่ห้องห้องหนึ่ง
“ตามมา เราห้าคนมีหลายเรื่องที่ต้องคุยกัน โดยเฉพาะไคล์… ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนายเยอะเลยล่ะ”
หัวหน้าทีมไม่รอคำตอบจากใครทั้งนั้น ฝีเท้าเดินนำหน้าแล้วเข้าไปในห้องประชุมที่อยู่ไกลออกไป
ผมมองแผ่นหลังที่เลือนหายไปด้วยแววตาสับสน ก่อนจะหันไปสนใจไคล์ที่ศีรษะลดต่ำลง สีหน้าของเขามีทั้งการยอมรับและความเศร้าสลดระคนปนเปกัน
ท้ายที่สุด เขาก็เงยหน้าขึ้นและมุ่งตรงไปทางห้องประชุม
ผมอยากจะพูดอะไรกับเขาสักสองสามอย่าง แต่พอเห็นสีหน้าแบบนั้นแล้ว ผมจึงเข้าใจว่าการเงียบไว้เป็นทางที่ดีที่สุด
จากนั้นก็เดินตามหลังพวกเขาไป
‘ฉันโดนลงโทษด้วยเหรอ ไม่ใช่หรอกมั้ง?’
หวังว่าจะไม่รวมผมนะ
เพราะงานเกือบทั้งหมดน่ะ ฝีมือของผมทั้งนั้นเลย…