นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #126 : โปรเจกต์ใหม่ [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #126 : โปรเจกต์ใหม่ [2]
แคล้ง—
บานประตูปิดลง พวกเราทุกคนนั่งหน้าโต๊ะรูปวงรีขนาดใหญ่
หัวหน้าทีมยืนอยู่ตรงปลายโต๊ะอีกด้านหนึ่ง คิ้วดกหนาและคมกริบขมวดมุ่น แขนทั้งสองไคว้ตัวกอดอก
“พวกคุณน่าจะรู้เหตุผลที่ผมเรียกตัวมาที่นี่กันอยู่แล้วใช่ไหม?”
ไม่ครับ ผมไม่รู้
“ครับ”
“….อืม”
เมื่อเห็นคนอื่น ๆ พยักหน้า ผมก็เลยพยักหน้าตาม
แต่จริง ๆ แล้ว ผมไม่รู้อะไรเลย
“เอาล่ะ ถ้างั้น…”
หัวหน้าทีมหยิบรีโมตสีขาวอันเล็กออกมากด สั่งการให้เครื่องโปรเจกเตอร์ที่ติดตั้งอยู่เหนือพวกเราสว่างขึ้นและฉายแสงลงบนผนัง
“เนื่องจากพวกคุณมีกล้องติดตัวหมดทุกคน ผมเลยกู้ข้อมูลและไล่ดูทั้งหมด แล้วก็ได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ขาดการติดต่อกับพวกคุณไป ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ตรงกับที่พวกคุณเล่ากันมานั่นแหละ แต่ผมอยากจะไล่เรียงจุดผิดพลาดกับพวกคุณ”
จู่ ๆ หัวหน้าทีมก็หันความสนใจไปทางไคล์
เมื่อมองไคล์ เขาก็ถอนหายใจและส่ายศีรษะ เพียงแค่เห็นแวบเดียวก็รู้ได้เลยว่าเขาผิดหวังขนาดไหน
“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ” หัวหน้าทีมพึมพำ มองไคล์ที่ก้มศีรษะอยู่ “เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นนายทำงานได้แย่ขนาดนี้ ตั้งแต่ควบคุมสติไม่อยู่ไปจนถึงประเมินสถานการณ์พลาดในหลาย ๆ ครั้ง เกิดอะไรขึ้น?”
“…..”
แม้จะมีคำถาม ไคล์ก็ยังคงนิ่งเงียบ
เขาก้มหน้าลงต่ำและกำหมัดแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขาเป็นแบบนี้
มันเป็นภาพที่แปลกตาชอบกล
“ว่าไง…?”
เมื่อหัวหน้าทีมเอ่ยอีกครั้ง ไคล์จึงเปิดปาก แต่ก่อนที่คำพูดจะหลุดออกมา หัวหน้าทีมก็ยกมือหยุดไว้เสียก่อน
“ช่างเถอะ เห็นนายอึกอักกับการตอบคำถามง่าย ๆ แบบนี้ งั้นฉันจะตอบให้เอง ฉันพอจะเดาออกอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
หัวหน้าทีมเบนความสนใจมาทางผม
“เขาเป็นจุดอ่อนของนายใช่รึเปล่า? เขาคือสาเหตุที่ทำให้นายคุมสติไม่อยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่นายออกสำรวจกับคนที่นายเรียกว่าเป็นครอบครัว แค่คิดที่ว่าเขาอาจจะตายก็ทำให้นายสติแตกจนลืมที่ฝึก ๆ มาทั้งหมดไปเลย ถูกไหม?”
“…..”
ความเงียบของไคล์เป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ หัวหน้าทีมถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจหรอกนะ และนี่อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับนายด้วยซ้ำ ตั้งแต่ที่เข้ากิลด์มา นายก็เอาแต่เคลียร์เกตรัว ๆ แบบไม่พลาดเลย เพราะงั้นเอาความผิดพลาดครั้งนี้มาเป็นบทเรียนซะ คืนนี้กลับไปคิดทบทวนดู แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยมาหาฉัน”
“….รับทราบครับ”
ไคล์พยักหน้าเงียบ ๆ ยอมรับคำพูดของหัวหน้าทีม
“แน่นอนว่านายต้องโดนทำโทษสำหรับข้อความผิดพลาดของตัวเองด้วย เดี๋ยวฉันจะบอกรายละเอียดบทลงโทษทีหลัง”
จากนั้น หัวหน้าทีมก็หันไปสนใจโซอี้กับเรย์มอนด์
“สำหรับพวกเธอสองคน ฉันไม่มีอะไรจะพูดเยอะหรอก พวกเธอคุมสติกันได้ และถ้าดูจากความแข็งแกร่งของความผิดปกติที่พวกเธอต้องรับมือแล้ว ปฏิกิริยาของพวกเธอก็ถือว่าเข้าใจได้อยู่ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าสมบูรณ์แบบ เพราะยังมีอีกหลายจุดที่พวกเธอทั้งสองคนมองข้ามไป…”
หลังจากนั้น หัวหน้าทีมก็ทำการวิเคราะห์จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมดที่ได้มาจากกล้องติดตัว
เขาลงรายละเอียดทุกสิ่งที่พวกเขาทำพลาด พร้อมกับเสนอแนะสิ่งที่พวกเขาควรทำ
มันคือช่วงเวลารีวิวหลังจบงานดี ๆ นี่เอง
แต่ทุกข้อมูลในการพูดคุยก็ค่อนข้างมีประโยชน์กับผมอยู่เหมือนกัน ผมได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเกี่ยวกับวิธีการทำงานและสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อออกปฏิบัติการสำรวจ
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…
‘ทำไมฉันมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?’
ผมพยายามทำความเข้าใจกับคำถามนี้อย่างหนักหน่วง
ตั้งแต่ต้นจนจบ หัวหน้าทีมพูดคุยเฉพาะกับไคล์ โซอี้ และเรย์มอนด์เท่านั้น เขาไม่แม้แต่จะมองหรือพูดกับผมเลยสักครั้งเดียว
ผมรู้สึกงงเป็นไก่ตาแตก
‘สรุปแล้ว…? ฉันทำอะไรผิดรึเปล่า?’
ผมหาคำตอบไม่ได้ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปครึ่งชั่วโมง
“ทีนี้ก็ตาคุณแล้วล่ะ”
เมื่อสายตาของหัวหน้าทีมตกลงมา ผมก็เริ่มเกร็งโดยไม่รู้ตัว ราวกับคาดการณ์ได้อัตโนมัติว่าจะได้ยินอะไรสักอย่างจากเขา
แล้วผมก็ได้ยินจริง…
“คิดอะไรอยู่ถึงได้พิมพ์คำว่าฆ่าฉันเนี่ย? ผมเข้าใจนะว่าคุณพิมพ์ทำไม แต่คุณควรจะใช้คำที่มันดีกว่านี้หน่อย ไม่เห็นต้องทำให้มันดราม่ามากก็ได้ เรื่องนี้อาจจะจบไม่สวยได้เลยนะ เพราะสภาพของไคล์ในตอนนั้นก็ยิ่งไม่ดีอยู่ด้วย”
อ๋ออออ…
ทันใดนั้น ผมก็เริ่มเข้าใจสาเหตุที่โดนเรียกมาที่แห่งนี้
“หรือว่ามีเหตุผลอะไรพิเศษจนคุณต้องทำแบบนั้น? มันถึงจำเป็นต้องดราม่าขนาดนั้นเลย…?”
“ก็…”
ผมมองไคล์พร้อมกับเกาต้นคอตัวเอง ส่วนไคล์ก็กำลังมองผมเช่นเดียวกัน
ผมไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้จริง ๆ ตอนนั้นผมแค่ต้องการพิมพ์ข้อความให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และคิดว่าไคล์จะเข้าใจในทันที
พอนึกย้อนกลับไปแล้ว ผมก็พลาดจริง ๆ นั่นแหละ
“…สรุปคือไม่มีสินะ”
หัวหน้าทีมพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเกาศีรษะ
“เอาจริง ๆ ผมไม่ได้โทษคุณหรอก นี่เป็นปฏิบัติการสำรวจครั้งแรกของคุณ ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว แต่คราวหน้า ช่วยประเมินสถานการณ์ให้รอบคอบกว่านี้หน่อยนะ เพราะการกระทำของคุณอาจทำให้ไคล์ตายได้เลย”
“…เข้าใจแล้วครับ”
เขาพูดถูก ผมจึงไม่มีคำอะไรจะโต้แย้ง
หัวหน้าทีมพยักหน้าอีกครั้งราวกับพอใจในคำตอบ ก่อนจะเอ่ยถาม
“อีกเรื่องหนึ่ง คุณรู้ไหมว่าทำไมกล้องติดตัวคุณถึงปิด? เราลองดูฟุตเทจของคุณแล้ว แต่ภาพมันหยุดไปดื้อ ๆ เลยตั้งแต่ช่วงกลางของการสำรวจ”
“โอ้ะ เป็นงั้นเหรอครับ…?”
ผมเกือบจะเผลอผิวปากออกมา เรื่องนั้นจำได้แม่นเลยล่ะ ก็เป็นคนกดหยุดบันทึกเองกับมือนี่นะ เหตุผลง่าย ๆ คือผมไม่ต้องการให้พวกเขารู้เรื่องพลังของผม เพราะมันอาจจะเชื่อมโยงไปสู่เรื่องระบบได้
“ใช่ เหมือนกับว่ากล้องคุณมันดับไปช่วงหนึ่งน่ะ ตอนแรกเราคิดว่าอาจจะเป็นฝีมือของชายบิดเบี้ยว แต่พอเห็นไคล์กับคนอื่น ๆ ดูไม่ได้รับผลกระทบอะไร เราก็เลยไม่แน่ใจเท่าไหร่ คุณไม่ได้เป็นคนปิดมันเองใช่ไหม?”
“ไม่นะครับ”
ใช่ครับ ผมปิดเองแหละ
“งั้นหรอกเหรอ…”
หัวหน้าทีมดูเหมือนจมดิ่งอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่
“ช่างเถอะ ยังไงทางเราก็พอจะเห็นภาพรวมสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดี แค่เสียดายเฉย ๆ น่ะ”
เขาถูมือเข้าหากัน
“ยังไงก็เถอะ นอกจากเรื่องนั้นแล้ว คุณทำได้ยอดเยี่ยมมาก ถึงจะเป็นหน่วยสนับสนุน แต่คุณก็ทำได้เกินความคาดหมาย ไม่มีอะไรให้ติเท่าไหร่เลย ผมแค่เรียกคุณมานี่ก็เพื่อให้ทำความเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้นกับเรียนรู้จากความผิดพลาดของพวกเขาน่ะ”
“อ้อ”
ฟังดูมีเหตุผลแฮะ…
เดี๋ยวก่อน มันใช่เหรอ?
ผมเป็นฝ่ายสนับสนุนนะ ให้เรียนรู้ส่วนของฝ่ายภาคสนามไปทำไมกันล่ะ
“เอาล่ะ ตอนนี้ผมพูดครบจบแล้ว พวกคุณสี่คนกลับได้เลย ผมรู้ว่าพวกคุณเหนื่อยกัน”
เหนื่อยงั้นเหรอ?
เรียกว่าแทบจะสลบคาที่ดีกว่า
ต่อให้ได้นอนหลับบนรถบัสมาแล้ว ผมก็ยังหมดสภาพอยู่ดี
‘อยากกลับห้องพักจะแย่แล้ว’
ผมลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินออกห้องประชุมไปพร้อมกับคนอื่น ๆ และกำลังจะกลับหอพัก แต่แล้วผมก็ชะงักกะทันหัน
มือของผมกระตุก และใบหน้าก็ห่อเหี่ยวลง
“มีอะไรรึเปล่า?”
ไคล์หยุดเท้าและมองผม ราวกับสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงฉับพลันนั้น
เช่นเดียวกับโซอี้และเรย์มอนด์ ทั้งคู่มองผมคิ้วขมวด
ผมค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้นมองโซอี้
“จริง ๆ แล้ว มีเรื่องหนึ่งน่ะ…”
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของผมเลยทีเดียว
“เรื่องอะไรล่ะ…?”
“คุณ”
ผมเลียริมฝีปากพลางจ้องมองโซอี้
“…พอจะมีขนมเหลือบ้างรึเปล่า?”