นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #128 : โปรเจกต์ใหม่ [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #128 : โปรเจกต์ใหม่ [4]
ภายในแผนกกักกันมีหลายชั้นที่ถูกออกแบบไว้เฉพาะเจาะจงสำหรับกักเก็บความผิดปกติที่กิลด์นำกลับมา พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกและภายในกิลด์เข้า ยกเว้นเพียงบุคลากรที่ได้รับอนุญาต เช่น บรรดานักวิจัย และผู้ที่มีตำแหน่งหัวหน้าทีมขึ้นไป
ความผิดปกติใดก็ตามที่ถูกนำเข้ามายังแผนกกักกันล้วนสามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อโลก ดังนั้นจึงต้องได้รับการเฝ้าสังเกตการณ์และคุมขังด้วยความระมัดระวัง
เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ทางกิลด์กักกันพวกมันเอาไว้ก็เพื่อที่จะได้วิจัยเกี่ยวกับพวกมันมากยิ่งขึ้น และเรียนรู้ถึงต้นกำเนิดกับวิธีที่พวกมันกลายเป็นความผิดปกติ
“ท่านครับ เราทำการกักกันความผิดปกติตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว ชายบิดเบี้ยวได้รหัส [VILE – 819] ครับ”
“อืม เข้าใจแล้ว”
หัวหน้าแผนกพยักหน้าเล็กน้อยพลางจ้องมองนักวิจัยที่อยู่ข้างกาย VILE ย่อมาจาก ‘สารบบจัดเก็บตัวตนก้ำกึ่ง (Vaulted Index of Liminal Entities)’ มันคือคำนำหน้าที่ใช้ระบุจำพวกความผิดปกติ ซึ่งช่วยให้การนำเข้าสู่ฐานข้อมูลของกิลด์เป็นระบบระเบียบและสะอาดตามากขึ้น
“819 มีปฏิกิริยาอะไรบ้างไหม?”
“ไม่ครับ ไม่มีเลย ความผิดปกติดูเหมือนจะติดหนึบกับผนัง เอาแต่จ้องกลอนบนนั้นแบบไม่ขยับน่ะครับ”
“โอเค”
หัวหน้าแผนกนวดใต้คาง มือลูบไปตามตอหนวดเครา เขาหันไปทางประตูโลหะสีขาวบานหนึ่งที่มีหน้าต่างบานเล็กปรากฏ เผยให้เห็นร่างอันคุ้นเคยอยู่ด้านใน กำลังจ้องมองไปข้างหน้าซึ่งเป็นผนังด้านหนึ่งอย่างไร้จุดหมาย
พวกเขาต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมากในการขนย้ายความผิดปกติออกมาพร้อมกับผนังนั้น
อย่างไรก็ตาม ดูจากสภาพการณ์แล้ว ความผิดปกติตัวนี้ถือว่าถูกกักกันโดยสมบูรณ์
“แจ้งผมทันทีถ้าคุณสังเกตเห็นอะไรหรือได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดปกติตัวนี้ ผมจะไปคุยเรื่องสถานการณ์กับหัวหน้ากิลด์ก่อน”
“รับทราบครับ”
เมื่อมองไปที่นักวิจัย หัวหน้าแผนกก็พยักหน้าและเดินออกจากสถานที่แห่งนั้น
เขายังมีเรื่องอีกมากมายที่ค้างคาอยู่ในใจ
แม้ว่าสถานการณ์จะดูเหมือนจบลงแล้ว แต่หัวหน้าแผนกรู้ดีว่านั่นยังห่างไกลจากคำว่าจบ ตอนนี้พวกเขาจัดการกักกันความผิดปกติไว้ได้ก็จริง แต่ใครจะพูดได้เต็มปากล่ะว่า 819 มีแค่ตัวเดียว?
‘จากที่ฉันได้รับรายงานมา มิติแยกที่ชายบิดเบี้ยวสร้างขึ้นอันนั้นยังไม่พัง แล้วก็มิเรลล์นี่เป็นใครอีก? ชื่อนี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับความผิดปกติตัวนี้รึเปล่า?’
ความผิดปกติ ยังคงเป็นปริศนาสำหรับกิลด์และโลกใบนี้
พวกมันปรากฏตัวแบบสุ่ม ๆ และดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ก่อร่างขึ้นมาจากอดีตหรือประวัติศาสตร์คละช่วงเวลา พวกเขายังไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก แต่ด้วยจำนวนตัวอย่างที่มีมากขึ้น พวกเขาจึงมั่นใจว่าจะค้นพบความจริงในไม่ช้า
ส่วนกรณีของชายบิดเบี้ยว พวกเขาแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันตอบสนองต่อเสียงสภาพแวดล้อมและเสียงพูด แต่ทำไมกันล่ะ? ทำไมมันถึงชอบขโมยเสียง?
สาเหตุเบื้องหลังการปรากฏตัวของมันคืออะไร?
…และเคสนี้จบลงแล้วจริง ๆ เหรอ?
เมื่อพิจารณาจากรูปแบบพลังของความผิดปกติแล้ว มันต้องมีบริบทบางอย่างอยู่เบื้องหลังพลังนั้นแน่นอน และด้วยเหตุนี้ เขาจึงวางแผนที่จะสืบสวนสถานการณ์ให้ลึกกว่าเดิม
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องของชายบิดเบี้ยว
บางที…
นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าก็เป็นได้
‘ฉันจะรายงานสิ่งที่เจอให้หัวหน้ากิลด์ฟังก่อน แล้วค่อยรอว่าเขาจะตัดสินใจจัดการกับเรื่องนี้ยังไง’
พวกเจ้าหน้าที่จากองค์กรก็น่าจะมาวิเคราะห์ความผิดปกติอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
เขาไม่แน่ใจว่าใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าพวกเขาจะมา แต่ขั้นต่ำคงภายในเดือนนี้
หากพวกเขาประเมินว่าความผิดปกติตัวนี้อยู่ในระดับธรอล มันก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อทางกิลด์ นั่นคือการช่วยผลักดันให้กิลด์ขยับเข้าใกล้เกรดคิงมากยิ่งขึ้น
‘ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันคงต้องคิดเรื่องรางวัลดี ๆ ให้กับหน่วยสำรวจแล้วล่ะ’
เมื่อนึกถึงเรื่องหน่วยสำรวจ โดยเฉพาะบุคคลหนึ่งในนั้น อารมณ์ของหัวหน้าแผนกก็ดีขึ้นเล็กน้อย มุมริมฝีปากยกสูงขึ้นตามด้วย
‘…รางวัลแบบไหนถึงจะดีสำหรับเขานะ?’
***
หลายวันผ่านพ้นไปนับตั้งแต่อุบัติการณ์ชายบิดเบี้ยว
ไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นในช่วงวันเหล่านั้น อาจเป็นเพราะความสูญเสียค่อนข้างใหญ่หลวง หรืออาจเป็นเพราะพักหลังมานี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ ผมจึงสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ไปได้อย่างราบรื่น
…ก็ ไม่เชิงซะทีเดียวหรอก
ก๊อก ก๊อก—
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ผมก็เลือกที่จะเมินมันไป
แต่…
‘สวัสดี…?’
ไม่นานก็มีเสียงหนึ่งตามมา
‘สวัสดีครับ? เซธ…? ผมรู้นะว่าคุณอยู่ในนั้น ขอเวลาสักหน่อยได้ไหมครับ ไม่นานหรอก แค่สิบนาที ไม่สิ ยี่สิบ…’
ก๊อก ก๊อก—
‘ฮัลโหล???’
โดยปกติ ผมคงจะเปิดประตู หรือไม่ก็ตะโกนด่าคนคนนั้นให้หยุดรบกวนผมสักที แต่ผมเคยทำไปหมดแล้ว
และเขายังคงกลับมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘…ได้โปรดเถอะครับ ผมนอนไม่หลับเลย ผมอยากเข้ารับการบำบัด’
ผมเองก็อยากได้เหมือนกันนั่นแหละ เพราะเขาทำให้ผมรำคาญสุด ๆ
ผมเริ่มเสียใจที่ตัวเองไปทำบำบัดให้โรวาน ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ตามตื๊อผมไม่หยุดหย่อนเพื่อให้ผมบำบัดเขา ตอนแรกผมตกลง เพราะคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่แล้ว…
เขาก็เริ่มมาหาทุกวัน พร่ำเพ้อเรื่องชีวิตของตัวเองให้ฟังเป็นชั่วโมง ๆ
เรื่องความโดดเดี่ยวของตัวเขา เรื่องที่โซอี้ไม่ชายตามองเขา
…เรื่องที่เขาเกลียดงานนี้และชีวิตตัวเองขนาดไหน
มีแต่เรื่องไร้สาระทั้งนั้น
‘ลำพังฉันก็ซึมเศร้าอยู่แล้ว พอมาฟังที่เขาพูดนี่ยิ่งซึมเศร้าหนักกว่าเดิมอีก’
ด้วยเหตุผลนั้น ผมจึงเริ่มช่วยเขาแค่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์คือ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ถ้ามากกว่านั้น ผมจะเมินเขาลูกเดียว
ซึ่งวันนี้เป็นวันพฤหัสบดี เพราะฉะนั้นเขาต้องพึ่งตัวเองไปก่อน
‘ขอร้องล่ะครับ~!’
มือสวมหูฟัง ผมเปิดเครื่องแล็ปท็อปและเตรียมลองคุ้ยเล่นเอนจิ้นเกม แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นวันที่ ดวงตาพลันเบิกกว้าง
‘พระเจ้าช่วย!’
ผมเกือบจะกระโดดออกจากเก้าอี้ขณะเร่งรีบปิดแอป และเปิดหน้าเพจด็อกขึ้นมาเพื่อดูหน้าข้อมูลวิเคราะห์ของตัวเอง
[เกม : หนึ่งวันธรรมดาในออฟฟิศ]
[ยอดขาย : 25,901]
[ยอดรายได้ : 91,154 ดอลลาร์]
[ยอดพร้อมรับ คุณต้องการรับหรือไม่?]
ในที่สุด!
ในที่สุดก็สามารถถอนเงินจากด็อกได้สักที ผมไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว รีบกดรับเงินทันควัน ซึ่งมันก็เข้าบัญชีภายในไม่กี่นาทีต่อมา
[คุณได้รับเงินเข้าจำนวน 91,154 ดอลลาร์]
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้ในบัญชี และมันก็รู้สึกเหมือนฝันเลย ผมไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าตัวเองทำเงินได้มากขนาดนี้
เงินก้อนนี้ทำให้ผมซื้อได้หลายสิ่งอย่าง ถึงขั้นเอาไปดาวน์บ้านใหม่ได้ด้วยซ้ำ
ผมสามารถเอามันไปทำอะไรได้ตั้งมากมาย แต่ว่า…
ผมกลับใช้มันไม่ได้สักนิด
ผมถอนหายใจกับตัวเอง ปิดโทรศัพท์และเอนหลังพิงเก้าอี้ ถึงแม้จะอยากใช้เงิน แต่ผมรู้ว่าทำไม่ได้
ยอดขายตัวเกมเริ่มซาลงแล้ว ดังนั้นผมจึงรู้อยู่แก่ใจว่า จำนวนเงินที่จะได้รับจากมันในภายภาคหน้าคงไม่มากเท่ากับก้อนที่ได้ในตอนนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังต้องคิดเผื่อไปถึงอนาคตอีกด้วย
“ทั้งเศษผลึก ทั้งไอเทม แล้วก็ยา เงินแค่นี้ยังไม่พอหรอก ฉันต้องมีมากกว่านี้”
ของเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ผมต้องใช้เงิน
มันยังมีสิ่งอื่น ๆ อีก ซึ่งอาจจะรวมถึงครูสอนเปียโนคนใหม่
‘ใช่ มันไม่ใกล้กับคำว่า พอ เลย’
ผมขยี้ศีรษะตัวเองพลางมองตรงไปที่แล็ปท็อป สายตาตกลงบนแอปตัวหนึ่ง
“ฉันว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะ”
ผมได้วางแผนผังและโครงร่างคร่าว ๆ เอาไว้ก่อนแล้ว มันเป็นสิ่งที่ผมทำตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ทั้งหมดที่เหลือก็แค่ต้องเริ่มลงมือ
ฝ่ามือขยับไปหาคีย์บอร์ดและอุดช่องหูด้วยหูฟัง ผมเริ่มลุยงานทันที
“…ดูท่าว่าจะได้เวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่สักทีสินะ”