นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #131 : แลกเปลี่ยน [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #131 : แลกเปลี่ยน [2]
“สรุปคือท่านอยากให้พวกเราส่งคนที่มีพรสววรค์มากสุดของตัวเองไปที่แผนกกักกันงั้นเหรอครับ?”
คาร์เมน โยฮันส์เบิร์ก (Carmen Johansberg) ผู้เป็นหัวหน้าแผนกล้างบางเลิกคิ้วขึ้นขณะมองไปยังหัวหน้ากิลด์ เขากำลังพยายามเค้นสมองเพื่อหาคำตอบว่าแท้จริงแล้ว เจตนาของหัวหน้ากิลด์คืออะไรกันแน่ถึงได้ทำแบบนี้
…และนั่นทำให้เขาระมัดระวังตัวสุดฤทธิ์
แม้ว่าคาร์เมนจะเป็นหัวหน้าของหนึ่งในแผนกที่ทรงพลังที่สุดภายในกิลด์ เขาก็ยังหวาดระแวงชายหน้าตาเป็นมิตรตรงหน้าตัวเอง
ในบรรดาผู้คนทั้งหมด เขาเป็นคนหนึ่งที่รู้ธาตุแท้ของหัวหน้ากิลด์
รอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้าที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างประณีต ไม่มีกิลด์ใดสามารถก้าวขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์ได้โดยปราศจากการเสียสละ ในระหว่างทางล้วนต้องแปดเปื้อนมือกันทั้งนั้น
เบื้องหลังรอยยิ้มใสสะอาดดั่งฉันมิตร คือฝ่ามือที่ชุมโชกไปด้วยเลือด
“ใช่ ถูกต้องแล้ว” หัวหน้ากิลด์กล่าวต่อด้วยรอยยิ้มละไม “คุณแค่ต้องทำแบบนั้นแหละ ส่งคนเก่งสุดของคุณไปสักหน่อย เลือกใครก็ได้ตามใจเลย ให้พวกเขาไปอยู่ร่วมกับพวกแผนกกักกัน แล้วให้แสดงฝีมือที่นั่นดูจะได้รู้ว่ามันง่ายอย่างที่คุณคิดจริง ๆ รึเปล่า”
ห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้งหนึ่ง ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังหัวหน้ากิลด์ผู้กำลังยิ้มแย้ม
“…พวกคุณไม่จำเป็นต้องส่งคนเก่ง ๆ ทั้งหมดพร้อมกันหรอก เราส่งกันทีละแผนกก็ได้ หรือพวกคุณจะส่งมาคนละคนสองคนก็ได้นะ มันไม่สำคัญอะไรหรอก ใช่ไหม?” หัวหน้ากิลด์เอ่ยถาม พร้อมกับหันเหความสนใจไปยังหัวหน้าแผนกกักกันผู้มีสภาพอิดโรย
“เอ่อ… ครับ แน่นอน มันไม่สำคัญเท่าไหร่”
คาร์เมนขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนและการตอบรับแบบสบาย ๆ กับหัวหน้ากิลด์ของชายคนนั้น เขาพยายามสะกดกลั้นความไม่สบอารมณ์ไม่ให้ฉายชัดบนใบหน้าอย่างสุดความสามารถ
‘ไอ้เวรน่ารำคาญ’
ถึงแม้คาร์เมนจะเชื่อว่าแผนกกักกันของกิลด์พวกเขาเป็นแผนกที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในบรรดาแผนทั้งหมด เพราะให้ผลกำไรและทำผลงานได้น้อยที่สุด แต่สาเหตุหลักที่เขาคิดเช่นนั้นก็เพราะไอ้คนท่าทางขี้เกียจที่นั่งข้างหัวหน้ากิลด์อยู่เนี่ยแหละ
เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
หัวหน้ากิลด์เห็นอะไรในตัวหมอนี่ถึงได้ปฏิบัติกับมันดีขนาดนี้?
ไม่มีหัวหน้าแผนกคนไหนกล้าแม้แต่จะคิดทำตัวกับหัวหน้ากิลด์เหมือนที่หมอนี่ทำ มัน… ชิลเกินเหตุและไม่มีความเป็นมืออาชีพเอาเสียเลย
ไม่เพียงเท่านั้น หมอนี่ยังแทบจะไม่ทำผลงานอะไรอีกด้วย
แล้วจะมีหัวหน้าแผนกไหนชอบคนแบบนั้นลงได้อย่างไรกัน?
หมอนั่นเป็นมะเร็งสำหรับพวกเขา มะเร็งร้ายที่พร้อมจะฉุดทั้งกิลด์ให้ล่มสลายหากไม่จัดการให้ถูกต้อง
“สรุปคือ…? ผมยังไม่ได้คำตอบเลยนะ พวกคุณคิดว่ายังไง?”
เมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้ากิลด์อีกครั้ง คาร์เมนก็หันไปทางหัวหน้าแผนกคนอื่น ๆ ดูเหมือนว่าแต่ละคนต่างก็มีสิ่งที่คิดอยู่ในใจ แต่สุดท้าย พวกเขาก็หันไปพยักหน้าให้หัวหน้ากิลด์
“ผมจะบอกคริสเตียน (Christian) ไว้ครับ เขาจะลงแผนกกักกันทันทีที่เริ่ม”
“…ฉันเห็นด้วยค่ะ”
“ผมเช่นกันครับ”
ในท้ายที่สุด เหลือเพียงคาร์เมนคนเดียวที่ยังคงนิ่งเงียบ เขามองดูคนอื่น ๆ ตกลงรับคำ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคน คาร์เมนจึงยอมอ่อนข้อ
“ผมตกลงครับ”
“ดี—”
“แต่ว่านะครับ!”
คาร์เมนขัดจังหวะก่อนที่หัวหน้ากิลด์จะเริ่มพูด พร้อมกับจ้องประสานตาโดยตรง แม้เขาจะยำเกรงและเคารพหัวหน้ากิลด์เพียงใด แต่มันก็มีบางเรื่องที่เขาต้องยืนกราน
“ถ้าเด็กปั้นของพวกเราทำผลงานได้โดดเด่นในแผนกกักกัน ผมขอให้ท่านจัดสรรงบประมาณมาให้แผนกของพวกเราแทนครับ ถ้าแม้แต่คนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนให้รับมือกับเกตประเภทนั้นยังเคลียร์มันได้ ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องโยนเงินทิ้งไปกับแผนกของพวกเขานะครับ”
คำพูดของเขาสร้างบรรยากาศเงียบสงัดชั่วครู่หนึ่ง ทุกคนมองเขาด้วยความประหลาดใจ
แต่แล้ว—
“ไอเดียดีนี่”
“…ใช่ ฉันเห็นด้วย”
“ผมก็คิดว่าเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมนะครับ”
เมื่อหัวหน้าแผนกทุกคนเห็นพ้องต้องกัน หัวหน้ากิลด์ก็ได้แต่ยิ้ม
“ตกลง ตามที่คุณต้องการเลย”
เขาโบกมือเบา ๆ
“ผมยอมรับเงื่อนไขของคุณ ถ้าพวกคุณพิสูจน์ให้ผมเห็นได้จริง ๆ ว่าแผนกกักกันไม่สมควรได้งบเพิ่มขึ้น ผมจะรับฟัง แล้วก็จะเปลี่ยนรางวัลเป็นอย่างอื่นแทนถ้าเป็นกรณีนั้นจริง”
“รับทราบครับ”
คาร์เมนก้มศีรษะลง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก
ช่วงเวลานั้นเองคือจุดเริ่มต้นของข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
***
ข่าวการแลกเปลี่ยนแพร่กระจายไปทั่วกิลด์อย่างรวดเร็ว
เรียกได้ว่าคนทั้งกิลด์ต่างได้ยินและพูดคุยเรื่องนี้กันให้แซ่ด โดยเฉพาะภายในแผนกกักกัน ข่าวนี้ถือเป็นเรื่องโคตรใหญ่
ทว่า… มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ในแง่ดีสำหรับพวกเขา
“….โอ๊ย แม่งเอ๊ย”
โซอี้โหยหวนพร้อมกับพาดเท้าทั้งสองข้างบนโต๊ะ
ภายในกำมือมีโทรศัพท์ห้อยต่องแต่ง ศีรษะกลิ้งไปมาบนพนักพิง จนกระทั่งสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ไคล์ซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะเธอ เคียงคู่กับคนอื่น ๆ อีกสองสามร่าง
ในกลุ่มผู้คนนั้น เธอจำโรวานได้ เขากำลังคุยกับเด็กปีหนึ่งสองสามคนซึ่งมีไมล์สรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีเทอร์แรนซ์และคนอื่น ๆ อีกเล็กน้อยที่เธอจำหน้าไม่ค่อยได้
“พูดอะไรหน่อยสิ”
โซอี้จิ้มต้นขาของไคล์ด้วยโทรศัพท์ตัวเอง
“นายไม่แคร์อะไรเลยเหรอ ที่ว่าพวกเขาจะส่งไอ้พวกเวรนั่นมาที่นี่น่ะ?”
“หืม?”
ไคล์มองมาที่เธอพลางเอียงศีรษะ
“ทำไมฉันต้องแคร์ด้วยล่ะ?”
“นั่นก็…”
โซอี้ถึงกับพูดไม่ออก แต่พอมาคิดดูแล้ว ปกติไคล์ก็เป็นคนที่ไม่ได้ใส่ใจจะเข้าสังคมกับคนแผนกอื่น เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้ไม่รู้ซึ้งถึงความน่ารำคาญของเจ้าพวกนั้น
นอกจากไอ้พวกเวรนั่นจะมั่นหน้าแล้ว พวกมันยังคิดจริง ๆ ด้วยว่าแผนกตัวเองงานหนักกว่าแผนกของพวกเธอตั้งเยอะ
แค่คิดถึงตอนที่เจอหน้ากันครั้งล่าสุด ศีรษะของโซอี้ก็ปวดตึบขึ้นมาแล้ว
“โอ้ะ เซธ!”
คำพูดของไคล์ทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์
เซธ? เขาพูดว่าเซธงั้นเหรอ?
ศีรษะของเธอเงยขึ้นทันที เห็นร่างอันคุ้นเคยกำลังเดินเข้ามาแต่ไกล
ท่าทางของเขาดูห่อเหี่ยวเล็กน้อย ใบหน้าดูซีดเซียวผิดปกติ และที่เด่นที่สุดในบรรดาทั้งมวลก็คือวงกลมสีคล้ำใต้ดวงตาที่ตัดกับผิวของเขาอย่างชัดเจน เขาหันมาทางพวกเธอพร้อมกับประคองสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแก้วกาแฟ
“โอ้”
กระทั่งเสียงที่เขาเปล่งออกมายังให้ความรู้สึกคล้ายคนตาย
เกิดอะไรขึ้น…
ไคล์เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหา สีหน้าของเขาค่อนข้างเป็นห่วง
“นายโอเคไหม? นายดู…”
“มัน… ไม่มีอะไรหรอก”
เซธตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย
“ฉันสบายดี”
เขาดูไม่สบายดีเลยสักนิด โซอี้คิดในใจ อันที่จริง เขาดูเหมือนซอมบี้เดินได้มากกว่า
“…แค่งานเยอะน่ะ”
เมื่อเขาหันศีรษะไปเล็กน้อยจนสายตาไปหยุดที่โรวาน ใบหน้าของเขาก็กระตุก อาการนี้ไม่รอดพ้นจากสายตาโซอี้ เธอมองโรวานที่นั่งตัวตรง ท่าทางทุกสัดส่วนเปล่งประกายความเคารพ
‘???’
เธอพลาดอะไรไปหรือเปล่า?
ไม่สิ ก่อนหน้านี้เขาทำตัวแปลก ๆ ก็จริง แต่มันไม่แปลกเท่านี้นะ
โซอี้หรี่ตาลง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ถึงกระนั้นเธอก็รีบสลัดความคิดดังกล่าวทิ้ง พลางปรับท่านั่งและแสร้งทำเป็นทำงานขณะที่แอบเงี่ยหูฟังบทสนทนาระหว่างเซธกับไคล์
แต่…
เมื่อมองไปทางขวา เธอก็รับรู้ว่าไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ทำแบบนี้ คนอื่น ๆ อีกหลายคนก็กำลังลอบฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่เหมือนกัน
อะไรว—
‘แล้วช่วงนี้ทำอะไรอยู่ล่ะ? ฉันแทบไม่เห็นหน้านายเลย’
‘เอ่อ อ้อ… ก็ อย่างที่บอกไง งานเยอะน่ะ’
‘งาน? นายมีคนไข้เยอะเหรอ?’
‘ไม่ค่อยนะ’
‘งั้น…?’
‘ฉันกำลังทำเกมให—’
เคร้ง!
บทสนทนาถูกขัดจังหวะกะทันหันด้วยเสียงร่วงหล่นของบางสิ่งบางอย่าง ความสนใจของทุกคนค่อย ๆ เบนไปทางเทอร์แรนซ์ที่หน้ากระตุก
จากนั้นเขาก็ฝืนยิ้มขณะหยิบแล็ปท็อปขึ้นมานั่งลง มือทั้งสองข้างปิดใบหน้าเมื่อเห็นรอยแตกขนาดใหญ่ลุกลามบนหน้าจอ โซอี้รู้สึกสงสารเขาเล็กน้อย แบบเล็กน้อยจริง ๆ
เขาหาเงินได้ตั้งเยอะแยะนี่นะ
อย่างไรก็ตาม พอมองคนอื่น ๆ แล้วก็รู้สึกว่าทุกคนทำตัวค่อนข้างแปลกประหลาด
เธออธิบายไม่ถูก แต่มันรู้สึกอย่างกับว่าทุกคนกำลังให้ความสนใจกับเซธมากเป็นพิเศษ
มันเกือบจะรู้สึกเหมือนกับว่าเขามีแฟนคลับลับ ๆ เป็นของตัวเองยังไงยังงั้น
‘ไม่หรอก ไม่มีทาง…’
โซอี้พยายามไล่ความคิดนั้นออกจากหัว แต่แล้วใบหน้าของเธอก็ถอดสีเมื่อเห็นคนอื่นมองเธอแบบแปลก ๆ
อะไร—
“หืม?”
ความคิดของโซอี้ถูกขัดจังหวะกะทันหันด้วยเสียงเอะอะโวยวาย
ศีรษะหันไป ใบหน้าพลันสลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับคนอื่นอีกสองสามคน เมื่อเห็นหลายร่างปรากฏขึ้นในระยะไกล
“พวกนั้นมาแล้ว”
เธอได้ยินเสียงใครบางคนพึมพำ และริมฝีปากของเธอก็เม้มแน่น
ใช่ พวกนั้นมาแล้ว
พวกคนที่มาจากแผนกอื่นนั่นน่ะ