นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #134 : เกาะฮาร์เมีย [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #134 : เกาะฮาร์เมีย [2]
“ที่นี่ดูแตกต่างมากเลย…”
สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นตอนเดินออกมาจากสนามบินคือสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป ภาพลักษณ์ทันสมัยเลือนหายจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยยอดแหลมสูงตระหง่าน ซุ้มโค้งทางเดินคับแคบ และหินสีคล้ำคราบเขม่า
เสาไฟตั้งเรียงรายตามแนวถนนพื้นหิน บรรดาเมฆสีเทาปกคลุมทั่วท้องฟ้า
สภาพดูเหมือนจะฝนตกได้ทุกวินาที
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ…
“หนาวเป็นบ้า”
ผมรีบหยิบเสื้อแจ็คเก็ตมาห่อหุ้มตัวเอง จากนั้นจึงยกมือขึ้นมาจ่อปากและพ่นลมหายใจอุ่น ๆ รดเรียวนิ้ว ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าที่นี่หนาว มันก็ยังหนาวกว่าที่ผมคาดเอาไว้
‘ไว้ค่อยไปซื้อของทีหลังแล้วกัน’
“ไปส่งผมที่กลางเมืองทีครับ”
ผมจดบันทึกไว้ในใจก่อนจะขึ้นแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมต้องทำคือ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยวและต้นกำเนิดของมันให้มากขึ้น
เควสต์พาผมมาที่นี่ แต่มันไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าผมต้องทำอะไร
‘ถึงอย่างงั้นก็คงไม่ยากเกินไปหรอกมั้ง ฉันมั่นใจว่าพวกคนในพื้นที่น่าจะรู้เรื่องนี้บ้าง หรือถ้าแย่ที่สุด ฉันก็แค่ไปถามพวกกิลด์เอา’
ต่อให้คนท้องถิ่นจะไม่มีข้อมูล แต่พวกที่ทำงานกับกิลด์ มีหรือจะไม่ทราบ
อย่างน้อย พวกเขาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
*
รถแท็กซี่ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีถึงจะมาใกล้ใจกลางเมือง ตัวรถจอดตรงสุดถนนสายเก่าที่ถัดจากนั้นเริ่มเป็นเนินลาดเล็กน้อย
“เขาห้ามเอารถเข้าเมือง ผมเลยส่งได้แค่นี้น่ะครับ”
“…ไม่เป็นไรครับ”
ผมใช้โทรศัพท์สแกนจ่ายเงินกับคนขับอย่างรวดเร็วแล้วผลุบลงจากตัวรถ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง ผับและคาเฟ่ตั้งเรียงรายริมถนน ป้ายหน้าร้านเหล่านั้นแกว่งเบา ๆ ตามแรงลม พื้นถนนที่ปูด้วยหินขรุขระทำให้แต่ละย่างก้าวรู้สึกทุลักทุเลเล็กน้อย
บริเวณผับค่อนข้างหนาแน่น เต็มไปด้วยผู้คนยืนอยู่ด้านนอกพร้อมกับถือแก้วเบียร์ขนาดใหญ่ท่ามกลางอากาศเย็นจัด พวกเขาพูดคุยกันไปมา บางคนพิงหลังอยู่ข้างร้าน
ผมพยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกเขา แต่ผมก็ยอมแพ้หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที
สำเนียงของพวกเขา…
‘ฉันฟังไม่ออกสักคำ’
พวกเขาพูดภาษาอังกฤษนะ แต่ความรู้สึกมันเหมือนพวกเขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษยังไงยังงั้น
แค่พยายามจะแกะคำพูดของพวกเขาก็ทำเอาผมปวดหัวแล้ว ผมเลยเลิกฟังบทสนทนาของพวกเขาและลอยลำไปที่อื่น ปล่อยให้เสียงเหล่านั้นเลือนรางจนกลายเป็นฉากหลัง
‘ค้นเว็บเท่าไหร่ก็ไม่เจออะไรเลยแฮะ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคุยกับคนแถวนี้เหรอเนี่ย?’
ความคิดนั้นทำให้ผมรู้สึกพะอืดพะอม
ผมค่อนข้างเกลียดการพูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือเข้าสังคม
ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากจะคุยกับใครทั้งนั้นแหละ แต่ในเมื่อไม่เห็นข่าวคราวเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยวบนโทรศัพท์ ผมจึงไม่มีทางเลือกมากนัก เสียงถอนหายใจแว่วออกมาเงียบเชียบ ผมกวาดสายตาตามท้องถนน จนกระทั่งเล็งเห็นถึงคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้
ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาพวกเขา
“ขอโทษนะครับ”
“…หืม?”
คนแรกที่จ้องมองผมเป็นชายร่างท้วมที่มีผมขาวบางและหนวดเคราสีเทา เขานั่งอยู่บนม้านั่งเดี่ยว ร่างกายกำลังเอนพิงโต๊ะข้าง ๆ
“ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เธอเป็นใครเนี่ย?”
“ผมไม่ใช่คนแถวนี้ครับ”
“นักท่องเที่ยวงั้นเหรอ?”
ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ? เธอไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเลยล่ะสิเนี่ย”
เขาเริ่มหัวเราะคิกคักพร้อมกับเพื่อนพ้องอีกสามคน ผมได้แต่ฝืนยิ้มขณะรอให้พวกเขาหัวเราะกันเสร็จ
โอกาสนั้นมาเยือนในอีกหนึ่งนาทีต่อมา
“จริง ๆ แล้ว… จะเรียกว่านักท่องเที่ยวก็ไม่เชิงหรอกครับ ผมมาที่นี่เพื่อทำงานน่ะ ถ้าเลือกได้ผมก็อยากเที่ยวนะครับ แต่ติดตรงที่ผมไม่มีเวลาเนี่ยสิ”
ผมหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแสดงตราสัญลักษณ์ประจำกิลด์
“ผมมาเพื่อสืบสวนเคสหนึ่งที่เกิดขึ้นในเมืองนี้เมื่อนานมาแล้วน่ะครับ ถ้าพวกคุณพอจะมีเบาะแสอะไรบ้าง มันก็จะเป็นประโยชน์มากเลยครับ”
ใบหน้าของคนในกลุ่มเปลี่ยนไปทันทีที่ผมพูดจบ ผมสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดบางอย่างแผ่ซ่านในอากาศในช่วงที่พวกเขามองหน้ากันและกัน จนในที่สุด ชายร่างท้วมก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าเดิมมาก
“คุณ… จะถามอะไรล่ะ?”
ผมเดาจากการเปลี่ยนท่าทีกะทันหันของเขาได้เลยว่า ผมกำลังแตะต้องหัวข้อต้องห้ามบางอย่างเข้าให้แล้ว
แต่เพราะแบบนั้นแหละ ผมถึงยิ่งต้องถามต่อ
‘ยิ่งพวกเขามีอาการแบบนี้ ก็ยิ่งแสดงว่าฉันมาถูกทางแล้ว’
“ผมขอพูดตรง ๆ เลยนะครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเหตุการณ์ความผิดปกติที่เกาะมาโลเวีย ทางเรากักกันมันได้แล้ว แต่ผมกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับมันอยู่ครับ ผมได้ยินมาว่าความผิดปกติตัวนี้เคยโผล่บนเกาะนี้เมื่อนานมาแล้ว มันชื่อว่าชายบิดเบี้ยว พวกคุณพอจะมีข้อมูลอะไรไหมครับ?”
“….”
คำพูดของผมได้รับการตอบกลับเป็นความเงียบ
บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้ทวีความรุนแรงขึ้นตอนที่ชายทั้งสี่มองตัวผม เมื่อเห็นว่าพวกเขาเงียบสนิท ผมจึงอ้าปากจะพูดอีกครั้ง แต่กลับถูกชายร่างท้วมขัดจังหวะเสียก่อน
“ถนนเอิร์ล (Earl) เลขที่ 15”
“ครับ?”
“ไปที่นั่น แล้วคุณจะเจอคำตอบเอง”
ถนนเอิร์ล เลขที่ 15? จะได้เจอคำตอบงั้นเหรอ?
ผมอยากสอบถามเพิ่มเติม แต่ทันทีที่ผมขยับริมฝีปาก คนกลุ่มนั้นก็เริ่มพูดคุยกันเอง ทำเหมือนผมไม่มีตัวตนโดยสมบูรณ์ และเพราะเข้าใจความหมายของท่าทีนั้น ผมจึงหยุดความดื้อดึง มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปนำทางและป้อนที่อยู่ลงไป
‘โอ้ะ อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไหร่แฮะ’
แอปบอกว่าใช้เวลาเดินยี่สิบนาที ซึ่งก็ไม่ใช่เวลาน้อย ๆ แต่มันเป็นระยะทางเดินเท้า
ฉะนั้น ผมไม่รีรอให้เสียเวลาเปล่า มุ่งตรงไปตามทิศทางของที่อยู่ดังกล่าวทันควัน
ในระหว่างที่กำลังเดินไปตามถนน ผมสังเกตเห็นว่ายิ่งเข้าใกล้จุดหมายมากเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมก็ยิ่งดูเสื่อมโทรมลงเท่านั้น ทางเดินหินสึกกร่อนมากขึ้น พื้นหินหลายส่วนขาดหายและแหว่งเป็นหลุมไปทั่ว รอยแตกร้าวลามเลียไปตามด้านข้างของอาคาร ร่องรอยพ่นสีเริ่มทับถมกำแพงเป็นชั้น ๆ
นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเหม็นรุนแรงตลบอบอวลอากาศอีกด้วย
มันเป็นกลิ่นของเน่า จนกระทั่งเดินไปได้ระยะหนึ่ง ผมถึงกับต้องเอามือปิดจมูกเพราะกลิ่นมันเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
‘ใครมันจะไปทนอยู่ในที่แบบนี้ได้เนี่ย?’
คำถามมากมายเริ่มผุดขึ้นมาในหัวขณะที่ผมยิ่งเข้าใกล้จุดหมาย ผมโดนหลอกหรือเปล่าเนี่ย? คนกลุ่มนั้นแกล้งบอกข้อมูลผิด ๆ ให้ผมใช่ไหม? นั่น… มันก็สมเหตุสมผลอยู่ถ้าลองมาคิดดูแล้ว
ทันทีที่ผมควักตราสัญลักษณ์และถามคำถาม พวกเขาทุกคนก็แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรแปลก ๆ ออกมา
ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมพอเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะโกหก
ถึงอย่างนั้น ในเมื่อผมลากตัวเองมาตามทางขนาดนี้แล้ว ผมจึงกะจะดูจุดหมายที่ว่านั่นไปด้วยเลย เพราะผมยังมีเวลาเหลืออีกสี่วันในการหาสถานที่ที่ถูกต้อง การเสียเวลาแค่นี้คงไม่กระทบอะไรมากนัก
“น่าจะเป็นที่นี่แหละ”
ในที่สุด ผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ชั้นล่างเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว คอนกรีตผุกร่อนเป็นหย่อม ๆ ถุงขยะหลายใบนอนกองสะเปะสะปะตามแนวกำแพงฝั่งด้านนอก
บันไดโลหะคับแคบแห่งหนึ่งที่เกาะตัวอยู่ด้านข้างอาคาร สนิมกัดกินไปทั่วทุกขั้น มันนำทางขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นจุดที่แสงไฟสลัวของห้องห้องหนึ่งเรืองรองออกมา
มันเป็นเพียงห้องเดียวที่มีไฟเปิดอยู่
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ตัดสินใจเดินขึ้นไปที่นั่นและเคาะประตู
“สวัสดีครับ?”
ก๊อก ก๊อก—
“…มีใครอยู่ข้างในไหมครับ?”
ผมถอยหลังก้าวหนึ่งหลังจากเคาะเสร็จ รอคอยให้ใครสักคนเปิดประตู ความเงียบอบอ้าวก่อตัวตามมาในขณะที่กำลังเฝ้ารอ ผมรู้สึกว่าเสียงรอบตัวเองดังชัดเจนมากขึ้น ตั้งแต่เสียงเสียดสีของขั้นบันไดโลหะใต้ฝ่าเท้า ไปจนถึงเสียงหยดน้ำหยดน้อยจากท่อชำรุด
ทุกอย่างมันให้ความรู้สึกเด่นชัดและเพิ่มระดับความดังทุก ๆ วินาที
ทว่าไม่นานนัก…
แอ๊ดดดดดดด!
บานประตูลั่นเสียงเปิดออก ดวงตาโหลลึกคู่หนึ่งเพ่งเขม็งมาจากด้านในจนผมขนลุกซู่ พร้อมด้วยเสียงแก่ชราทำลายความเงียบงันลง
“เ-เธอเป็นใคร?”