นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #136 : รูปถ่าย [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #136 : รูปถ่าย [2]
แสงไฟข้างถนนส่องสว่างทางเดินไกลที่สุดได้เท่านี้
ขณะที่ผมเข้าใกล้ถนนเอิร์ล แสงเรืองรองของมันก็เริ่มจางลง
จนกระทั่ง… ไม่หลงเหลืออยู่เลย
มีเพียงความมืดมิดที่ยังคงกลืนกินท้องถนนท่ามกลางความเงียบสงัดที่ถูกทำลายโดยเสียงฝีเท้าของผม สะท้อนเป็นจังหวะแผ่วเบา แม้จะพยายามเดินให้เงียบที่สุดแล้ว แต่เสียงนั้นก็ยังคงกึกก้อง และในไม่ช้า ผมก็มาถึงจุดหมาย
‘ไฟดับอยู่’
ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อสังเกตเห็นเช่นนั้น
เพราะสิ่งนี้มันทำให้เรื่องง่ายขึ้น ผมเคลื่อนตัวไปที่บ้านด้วยความระมัดระวัง ค่อย ๆ ขึ้นบันไดไปยังชั้นสองโดยไม่ให้เกิดเสียง จนในที่สุดก็ก้าวมาถึงหน้าประตู ผมก้มตัวลงและมองลอดรูกุญแจ
‘…ไม่มีกุญแจเสียบไว้อีกฝั่ง แต่ฉันพอรู้ว่ามันล็อกอยู่’
ผมยืนขึ้นอีกครั้ง วางนิ้วมือลงบนรูกุญแจอย่างระมัดระวังพลางใช้สกิลล่าสุดของตัวเอง หนังสีดำเริ่มซึมออกมาจากปลายนิ้ว เคลื่อนเข้าไปในรูกุญแจจนเต็มช่องว่างโดยสมบูรณ์
เมื่อรู้สึกว่าไม่มีรูว่างหลงเหลือแล้ว ผมก็ทำให้มันแข็งตัวก่อนจะบิดนิ้ว
คลิ้ก!
แล้วเพียงแค่นั้น ประตูก็เปิดออก
‘เป็นสกิลที่มีประโยชน์ดีจริง ๆ’
บางที…
ผมควรจะทำดีกับดรีมวอล์กเกอร์ให้มากกว่านี้นะ
หากดรีมวอล์กเกอร์วิวัฒนาการไปได้ไกลกว่านี้ มันคงจะให้สกิลที่มีประโยชน์ยิ่งกว่านี้กับผมแน่นอน
แอ๊—
“….!”
ผมเกือบหัวใจวายเมื่อเสียงเสียดสีลั่นเบา ๆ ทันทีที่บานประตูขยับ ผมรีบยื่นมือออกไปรั้งมันไว้ให้หยุดการขยับเขยื้อนอย่างลุกลี้ลุกลน
หลังจากนั้น ความเงียบงันหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
…หรืออย่างน้อย ผมก็คิดว่ามันกลับมา
ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะทั้งหมดที่ผมได้ยินมีเพียงเสียงกระหน่ำเป็นจังหวะจากหัวใจของตัวเอง
เมื่อมองเข้าไปในบ้าน ผมก็พบว่าข้างในนั้นมืดมิดยิ่งกว่าโลกภายนอกเสียอีก โชคดีที่ผมเตรียมตัวมา มือเกาะกุมแว่นตาอย่างช้า ๆ ด้วยแว่นตานี้ ผมมั่นใจว่าจะมองเห็นในความมืดได้ ทว่าในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกลังเล
สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งก่อนหน้านี้ที่ใช้แว่นตา ทำให้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าการใช้มันจะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า
แต่…
‘ตอนนั้นสถานการณ์มันต่างกัน ครั้งก่อนฉันรับมือกับความผิดปกติ ส่วนครั้งนี้รับมือกับแค่ยายแก่คนหนึ่ง คงไม่ต้องกังวลอะไรมากหรอก’
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้งจนในที่สุดก็สวมแว่นตา โลกรอบกายเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน และอุณหภูมิรอบข้างดิ่งต่ำยิ่งกว่าเก่า ส่งผลให้ริมฝีปากของผมเริ่มสั่นระริก
‘อ่ะ บ-บ้าเอ๊ย…’
แม้จะใส่ทั้งเสื้อแจ็คเก็ตตัวใหม่และเสื้อกันหนาว ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นกำลังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
‘ต้องรีบหน่อยแล้ว ฉันทนความเย็นแบบนี้ได้ไม่นานแน่’
เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่แทบจะไม่ได้ยินแว่วออกมาจากพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าที่ยุบตัวลง ในขณะเดียวกัน ผมก็ปิดประตูส่งท้ายอย่างเชื่องช้าและเบามือโดยไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่น้อยระหว่างที่กวาดมองไปรอบ ๆ
จะให้ผมบรรยายสถานที่แห่งนี้ว่าอย่างไรดีล่ะ?
มันเละเทะไปหมด เสื้อผ้าต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้น ปนเปกับขยะเน่าเปื่อยและบรรดากล่องรูปทรงบี้ ๆ แบน ๆ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครแตะต้องพวกมันมาแล้วหลายสัปดาห์ อากาศเหม็นอับและหนักอึ้งด้วยกลิ่นเปรี้ยวบางอย่าง
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ความสกปรก
ผนังแตกร้าวเป็นรอยลึก แผ่นวอลเปเปอร์ม้วนงอและลอกล่อนเสมือนผิวหนังที่ตายแล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือนห้องพักรกร้างที่คนไร้บ้านเคยอาศัยอยู่มากกว่าจะเป็นบ้านจริง ๆ เสียอีก
ผมต้องเปลี่ยนไปหายใจทางปากเพื่อไม่ให้ตัวเองขย้อนของเก่าออกมา แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อสูดอากาศเข้าไป ผมก็ยังแอบพะอืดพะอมในลำคออยู่ดี
‘ใครเขาทนอยู่แบบนี้ได้กันเนี่ย…?’
เห็นทีว่าผมเริ่มจะเข้าใจเหตุผลแท้จริงที่เธอไม่ยอมให้ผมเข้าบ้านแล้วล่ะ
‘ไม่สิ ช่างมันเถอะ เริ่มหาเบาะแสเลยดีกว่า ยิ่งทำเสร็จเร็วก็จะยิ่งได้ออกจากที่นี่เร็ว’
ผมก้าวข้ามกองขยะที่เกลื่อนกลาดบนพื้น เคลื่อนตัวจากห้องครัวไปยังห้องนั่งเล่น ขนาดอะพาร์ตเมนต์แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากนัก เพราะห้องครัวกับห้องนั่งเล่นเชื่อมต่อกัน
บันไดหลายขั้นเรียงตัวอยู่ตรงช่องว่างระหว่างห้องนั่งเล่นและโซนครัว นำทางขึ้นไปสู่อีกชั้นหนึ่ง
‘เดาว่ายายแกคงนอนอยู่ชั้นสองนั่นแหละ’
ผมไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ แต่เพื่อความปลอดภัย ผมจึงสั่งให้ดรีมวอล์กเกอร์คอยเฝ้าดูเอาไว้ เผื่อว่าเธอจะลงมาข้างล่าง
เมื่อเงาเป็นรูปร่างของดรีมวอล์กเกอร์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ได้มองผมด้วยสายตาที่เป็นมิตรนัก แต่สุดท้าย มันก็หันศีรษะและเดินไปทางบันไดเพื่อทำหน้าที่ของมัน
นี่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก ผมเดินมาถึงห้องนั่งเล่น ซึ่งเละเทะยิ่งกว่าบริเวณห้องครัว
ขยะกองอยู่บนพื้นมากมายจนขนาดที่ว่าพอก้าวเข้าไปในห้อง ผมถึงกับต้องชะงักเมื่อเห็นภาพนั้น แม้จะไม่ได้หายใจทางจมูก แต่ผมเกือบจะรู้สึกเหมือนได้กลิ่นเหม็นโชยวนเวียนอยู่ในอากาศ
มันน่าสะอิดสะเอียน ผมกัดริมฝีปากแล้วเริ่มลงมือ
‘ฉันแค่ต้องหาเบาะแสสักอย่าง ภาพวาด กระดาษ อะไรก็ได้…’
ผมขยับตัวขึ้นไปบนกองขยะ รื้อพวกมันออกมาทีละชิ้นและคัดแยกทุกสิ่งอย่างละเอียด พยายามทำแบบช้า ๆ และระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด
มันมีพวกเสื้อผ้าเยอะมาก และของไร้สาระอื่น ๆ อีกเพียบที่ดูจะไม่มีประโยชน์อะไร
แต่แล้ว…
‘หืม?’
ไป ๆ มา ๆ ผมก็คุ้ยเจอสิ่งที่เหมือนจะเป็นกางเกง มองดูแล้วขนาดค่อนข้างใหญ่
‘…อาจจะเป็นของสามีเธอล่ะมั้ง?’
มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นของหญิงชราคนนั้นแน่นอน และเมื่อกวาดมองบรรดาเสื้อผ้าก็พบว่ามีเสื้อผ้าของผู้ชายค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว
ยิ่งได้เห็นว่าเสื้อผ้าพวกนั้นมันเก่าขนาดไหน ก็ยิ่งชวนให้คิดว่าเป็นของสามีเธอจริง ๆ
แต่เขาอยู่ไหนล่ะ…?
เขาอยู่ในบ้านหรือเปล่า? เท่าที่ผมรู้มา เหมือนจะมีคนอยู่ที่นี่แค่คนเดียว แต่ดูจากเสื้อผ้าแล้ว มันก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าจะมีคนอื่นอาศัยภายในรังขยะแห่งนี้ด้วย
ผมจดจำข้อมูลนี้เอาไว้และเริ่มค้นหาอีกครั้งหนึ่ง
ปฏิบัติการที่ผมคิดว่าคงใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีกลับกลายเป็นว่าใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้มาก เพราะจำนวนขยะกองพะเนินบนพื้น และในจังหวะที่เริ่มคิดว่าคงไม่มีอะไรเป็นประโยชน์แล้ว ผมลงเอยด้วยการหยิบกรอบรูปอันหนึ่งขึ้นมา
‘นี่มัน…?’
คราบฝุ่นเกาะหนาเตอะ แต่หลังจากเช็ดหน้ากระจกสองสามครั้ง รูปภาพก็ปรากฏให้เห็น
มันเป็นรูปของคู่รัก
คู่รักวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างรถไฟสมัยเก่า ฝ่ายชายสวมสูทสีดำและหมวกทรงสูงที่ดูคุ้นตาจนน่าขนลุก
เดี๋ยวนะ…
ผมมองรูปภาพใกล้ยิ่งขึ้น สัมผัสได้ว่าหัวใจตัวเองเริ่มเต้นช้าลง
การแต่งกายแบบนั้น หมวกทรงสูงใบนั้น
ดวงตาของผมเริ่มเบิกกว้าง
และแล้ว—
พรึ่บ!
แสงไฟสว่างวาบเข้ามาในห้อง