นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #137 : รูปถ่าย [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #137 : รูปถ่าย [3]
พรึ่บ!
แสงสว่างเจิดจ้าพลันพุ่งเข้ามาในห้อง มัวสลัวทว่าคมกริบยามกรีดผ่านความมืดมิด
“——!”
ผมสะดุ้งทันทีที่แสงนั้นมาเยือน หัวใจแทบจะกระดอนออกจากอก
แต่ราวกับว่ามันยังสยองไม่พอ ท่วงทำนองเริ่มบรรเลงออกมาจากโทรทัศน์
“ทราลลาลาลาล~”
“เจ้าดาวน้อย เจ้าจันทร์น้อย~”
“ส่องแสงจ้า รีบกลับหนา~”
เพลงกล่อมเด็กงั้นเหรอ?
มันเป็นเพลงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ในชั่วขณะนั้น ผมได้แต่แข็งค้างอยู่กับที่
แต่ก็ไม่นานนัก
แอ๊ดดดดดด!
เสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นตามมาติด ๆ ผมเริ่มขวัญหายขึ้นมาบัดดล
‘ยายคนนั้น!’
ผมกวาดสายตาไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนก ตั้งท่าจะมุ่งหน้าไปทางประตู แต่กลับตระหนักได้ว่าตัวเองติดแหง็กอยู่ในกองขยะอัดแน่น หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวคงส่งเสียงจนผมซวยได้แน่
‘ชิบ ทำยังไงดี…?’
ผมมองรอบกายเพื่อหาจุดที่พอจะซ่อนตัวได้
เอี๊ยด เอี๊ยดดด!
เสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ละย่างก้าวประทับสอดคล้องกับจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวของผม ความตื่นตระหนกพุ่งสูงขณะที่ผมกวาดตาสอดส่องทั่วห้องอย่างบ้าคลั่ง เพื่อมองหาอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้
‘มันต้องมีสักที่สิ อาจจะเป็น…’
ท้ายที่สุด สายตาก็ไปตกลงตรงโซฟาสกปรกตัวหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ ผมกัดฟันกลั้นอาเจียนและหมอบลงต่ำ คลานเข้าไปใต้มันแบบแทบจะไม่กล้าหายใจ
กลิ่นเหม็นสาบข้างใต้นั้นรุนแรงยิ่งกว่า และถึงแม้จะพยายามหายใจทางปากอย่างสุดความสามารถแล้ว กลิ่นบางส่วนก็ยังคงเล็ดลอดเข้าจมูกอยู่ดี จนผมเกือบจะอาเจียนออกมา
ตรงนี้มีทั้งถุงเท้าและกล่องสารพัดอย่างวางเกลื่อนทั่วพื้นไม้
‘อยากอ้วกชะมัด…’
และนั่นไม่ใช่เพราะผมหวาดกลัวด้วยซ้ำ
ภาพรอบตัวมีแต่ความน่าสะอิดสะเอียน แต่ในเวลาเดียวกัน ช่วงที่แอบดันพวกข้าวของให้ออกห่าง ผมได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนพื้นไม้รอบ ๆ
รอยประหลาด
ผมจ้องมองมัน แต่ก็ไม่สามารถระบุสีของรอยนั้นได้ชัดเจนนัก แม้จะไม่พึ่งพาแว่นตา มันก็ยังมองยากอยู่ดีเพราะบรรยากาศมืดมาก ทว่ามันก็ดูจะเป็นสีแดง เป็นเส้นบาง ๆ คดเคี้ยวไปข้างหน้าตามแนวพื้น เหมือนกับเคยมีอะไรบางอย่างโดนลากผ่าน
มันดูเหมือนจะลากยาวไปไกลกว่านั้น แต่ขยะทั้งหมดทั้งมวลมันบดบังรอยนั่นไว้หมด
ผมอยากรู้ว่ามันคืออะไร แต่โชคร้ายที่ผมไม่มีเวลาเหลือเฟือเพื่อหาคำตอบ เพราะเสียงฝีเท้าขยับเข้าใกล้ยิ่งขึ้นจนบ่งบอกให้ผมรับรู้ว่าในที่สุด หญิงชราได้มาถึงชั้นหนึ่งแล้ว
“ล่องเมฆา ละมุนช้า~”
“ดอกนิทรา เติบโตมา~”
ท่วงทำนองกล่อมเด็กยังคงบรรเลงเป็นฉากหลัง
เสียงเพลงนุ่มนวล ทว่าภายในความเงียบสงัดนี้ มันกลับให้ความรู้สึกหายใจไม่ออก
เอี๊ยดดด—
เท้าเปล่าข้างหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาหลังจากนั้นไม่นาน ผมกลั้นลมหายใจทันควัน
‘เธออยู่นี่แล้ว!’
นอกจากนี้ยังกลั้นเสียงแบบสุดชีวิตอีกด้วย
“แปลกจัง…”
เสียงของหญิงชรากระซิบกลางอากาศ ตัดผ่านเพลงกล่อมเด็กที่กำลังคลอเป็นพื้นหลัง
“…ทำไมทีวีถึงเปิดล่ะ?”
ตึก… ตัก! ตึก… ตัก!
ผมรู้สึกได้เลยว่าหัวใจของตัวเองกำลังตะบันแรงเสียจนแทบจะกลัวว่าหญิงชราจะได้ยิน อย่างไรก็ตาม ผมสามารถชะลอมันลงได้ในเวลาไม่นานจากนั้น
‘เธอก็แค่คุณยายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต้องกลัวไปหรอก ถ้าโดนเธอเจอตัวก็แค่ฝ่าออกไปเท่านั้นเอง วันรุ่งขึ้นอาจจะมีปัญหากับตำรวจนิดหน่อย แต่ไว้ค่อยไปหาทางแก้เอาดาบหน้าก็ได้’
ผมพยายามกล่อมตัวเองด้วยความคิดและไอเดียสารพัดเพื่อสงบสติอารมณ์
จนกระทั่ง…
พรึ่บ!
โทรทัศน์ดับลง ความเงียบสนิทเข้าปกคลุมห้อง
มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งแปลก ๆ จนผมลอบกลืนน้ำลาย
แต่ที่สำคัญที่สุด…
แสงสลัวยังคงอยู่แม้โทรทัศน์จะดับไปแล้วก็ตาม มันโผบินจากซ้ายไปขวา
“ฮืมม”
เสียงของหญิงชราดังตามมา ในขณะที่แสงส่ายวนจากขวาไปซ้ายอย่างต่อเนื่อง
“…รู้สึกว่ามันต่างจากเมื่อก่อนนะ”
“—!”
เส้นขนลุกชันทันทีที่ได้ยินคำพูดของเธอ
เธอรู้?!
แต่ได้ยังไงกัน?
ผมระมัดระวังในทุกการกระทำของตัวเอง ถึงจะรื้อหาเบาะแสและคำใบ้ แต่ผมก็วางทุกอย่างกลับจุดเดิมทันทีที่สำรวจทั้งพื้นที่นั้น ๆ เสร็จ ซึ่งพูดกันตามหลักความเป็นจริงแล้ว โดยภาพรวมจะดูเหมือนเดิม
“อา ใช่…”
มือผอมกะหร่องเอื้อมลงไปหาพื้น หยิบสิ่งของบางอย่างขึ้นมา ดูเหมือนจะเป็นกล่องที่ใช้แล้วใบหนึ่ง?
“เมื่อก่อนอันนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้นี่”
อะไรนะ?
“แล้วอันนี้ก็ด้วย แต่ก่อนมันไม่ได้อยู่ตรงนี้นะ… แปลกจริง…”
หญิงชราชี้นู่นชี้นั่นต่อไม่หยุด ไล่เรียงสิ่งที่อยู่ผิดที่ผิดทางทีละชิ้นจนผมเหวอไปเลย ยายแกรู้ได้ไงเนี่ย?
คนที่ใช้ชีวิตในสภาพนี้มีความจำระดับนี้ได้ยังไงกัน?
‘ไม่สิ บางทีอาจเป็นเพราะมีความจำระดับนี้ถึงอยู่รอดในสภาพนี้ได้ล่ะมั้ง’
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันทำให้ผมขนลุกไปหมด ฝ่ามือปิดปากตัวเองพลางเฝ้ารอให้เธอจากไป
‘ไปทีเถอะ ไปทีเถอะ ไปทีเถอะ’
โชคดีที่ไม่นานนัก คำอธิษฐานของผมก็เป็นผล หญิงชราโยนข้าวของกลับลงบนพื้นและพึมพำออกมา “ฉัน… คงแก่แล้วจริง ๆ สินะ”
เอี๊ยดดด!
พื้นลั่นเสียงอีกครั้งหนึ่งเมื่อเธอเริ่มเคลื่อนตัวออก
แต่ถึงแม้จะได้ยินเสียงเธอจากไป ผมก็ยังไม่กล้าขยับเขยื้อนจากจุดที่ตัวเองอยู่แม้แต่นิ้วเดียว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ได้ยินเสียงเธอเดินไปถึงบันไดและขึ้นชั้นบนแล้วก็ตาม
เวลายังผ่านไปได้ไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ
ตัวผมยังคงแปะแนบพื้นพร้อมกับหลับตาลง ปล่อยให้ความเงียบงันโอบล้อมรอบกาย
จนกระทั่งผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหยิบรูปถ่ายใบเดิมออกมาดู
‘ก่อนหน้านี้ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ แต่พอมาดูตอนนี้แล้ว ฉันมั่นใจเลยว่ายายแกต้องมีความเกี่ยวข้องกับชายบิดเบี้ยวแน่นอน’
เสื้อผ้าที่ผู้ชายในรูปสวมใส่นั้นเหมือนกับของชายบิดเบี้ยวไม่มีผิดเพี้ยน
ผมระบุได้อย่างชัดเจน
‘…ขอมั่นใจแบบล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่านี่ต้องเกี่ยวข้องกับชายบิดเบี้ยวแน่ แต่ผู้ชายคนนี้คือใครกันล่ะ? เป็นสามีของเธออย่างที่ฉันเดาไว้เหรอ? งั้นคนนี้ก็คือเธอสินะ?’
ผมอยากจะมุดออกไปจากตรงนี้แล้วถามเธอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผมกลัวว่าจะทำให้เธอตกใจจนหัวใจวายมากกว่า
ถึงอย่างนั้น สิ่งนี้ก็นับว่าเป็นเบาะแส
ทั้งหมดที่ผมต้องทำต่อจากนี้คือ ตามสืบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสามีของเธอ
ดวงตาพิจารณารูปถ่ายในมืออีกพักหนึ่ง แล้วจึงละสายตาออก
‘ฉันว่าน่าจะออกไปได้แบบปลอดภัยแล้วล่ะ’
ผมได้ยินว่าผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปยังชั้นสองแล้ว และก็รอนานจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอื่นอยู่ในห้องนี้
ผมจึงค่อย ๆ แหวกบรรดาข้าวของและพยุงร่างออกจากโซฟา พร้อมทั้งพยายามไม่ให้ตัวเองคลื่นไส้เท่าที่จะอดทนไหว
เสร็จแล้วก็ยืดหลังบิดขี้เกียจไปทีหนึ่ง เตรียมตัวจะออกจากห้อง ทว่า…
พรึ่บ!
“ทราลลาลาลาล~”
“เจ้าดาวน้อย เจ้าจันทร์น้อย~”
“ส่องแสงจ้า รีบกลับหนา~”
โทรทัศน์เปิดขึ้น แสงสว่างสาดส่องไปทั่วบริเวณอีกครั้ง ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปทางทีวี ทั่วทั้งร่างกายของผมแข็งเป็นหินเมื่อเห็นหญิงชรายืนอยู่ด้านหลังมัน ดวงตาโหลลึกกำลังจ้องตรงมาที่ตัวผมขณะที่เธอถือตะเกียงแบบพกพาอยู่
“…ว่าแล้วเชียว มีคนอยู่จริง ๆ ด้วย”