นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #139 : รูปถ่าย [5]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #139 : รูปถ่าย [5]
หลังจากที่ผมปิดประตูก็มีแต่ความเงียบสงัด
ทว่าน่าเสียดายที่ความเงียบนั้นคงอยู่ได้ไม่นานนัก
คลิ้ก คลิ้ก คลิ้ก
ลูกบิดประตูเริ่มหมุนและส่งเสียงคลุกคลิก มันบิดซ้ายทีขวาทีเพราะหญิงชรากำลังพยายามจะฝ่าเข้ามาข้างใน และเมื่อนึกถึงความทรงพลังของเธอ ผมก็รู้ว่าประตูจะพังลงในไม่ช้าแน่นอน
…หรืออย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่ผมคิดตอนแรก
“…..”
หลังจากพยายามอยู่สองสามครั้ง เสียงลูกบิดก็เงียบหาย
และแล้ว—
ตึ่บ! ตึ่บ!
ผมได้ยินเสียงฝีเท้าอู้อี้ของเธอที่เริ่ม… จากไป?
‘เธอถอยงั้นเหรอ?’
ในตอนแรก ผมทำตัวไม่ถูก แต่พอนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ผมก็เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นกับดัก และแน่นอนว่าผมจะไม่ยอมตกหลุมพรางซ้ำสอง ความสนใจหันไปทางหน้าต่างบานไกล ๆ แล้วมุ่งตรงไปหามันโดยไม่ลังเล
‘นี่ก็ยัง… รกชะมัด แม้แต่ห้องเธอเองก็แย่ไม่แพ้กันเลย’
ขยะเกลื่อนกลาดบนพื้นตามฉบับเดิม แต่คราวนี้มันหนักกว่าห้องนั่งเล่นข้างล่าง จนผมต้องก้าวยาว ๆ เพื่อจะได้เดินข้ามกองขยะไปได้
ณ ตอนนี้ ผมปรับตัวกับกลิ่นเหม็นเน่าได้แล้ว มันเลยไม่สามารถระแคะระคายผมได้อีกต่อไป
เมื่อมาถึงหน้าต่าง ผมเคาะกระจกหนึ่งครั้ง ก่อนที่ของเหลวสีดำเหนียวหนืดจะเข้าปกคลุมมือ แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นค้อน
เท้าก้าวถอยหลัง เตรียมจะทุบกระจกให้แตก แต่แล้ว…
ผมชะงักและมองออกไปนอกหน้าต่าง
ดวงตากลวงโบ๋คู่หนึ่งกำลังจ้องตรงมา ตัวผมแข็งค้างอยู่กับที่
“….อ่า”
หญิงชรายืนอยู่ข้างนอกหน้าต่าง กำลังมองผมจากด้านล่าง ตะเกียงของเธอยกสูงขึ้นขณะมองตัวผม
ความหวาดกลัวอันเงียบงันเข้าเกาะกุมทรวงอก พลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว
‘งั้นก็ไม่ใช่เสียงปลอมหรอกเหรอ? เสียงเท้าพวกนั้นเป็นของจริง? แสดงว่าเธอถอยไปจริง ๆ จนลงไปยันชั้นล่าง? แต่มันเร็วมากเลยนะ…’
ผมรู้สึกได้ว่าริมฝีปากของตัวเองสั่นระริกขณะถอยหลังไปอีกก้าว
“อ่ะ? อึ่ก…!”
แต่ในจังหวะนั้นเอง ผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างบริเวณข้อเท้า ซึ่งทำให้ผมสะดุดหงายหลัง
กองขยะช่วยรองรับแรงกระแทกไว้ได้ แต่เมื่อเหลือบตาลงมองดูว่าตัวเองสะดุดเข้ากับอะไร ความรู้สึกจุกก็พุ่งขึ้นมาถึงลำคอ— ผมจ้องมองสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นมือเหี่ยวย่นและแห้งกรังข้างหนึ่ง
มือ…?
“โ-โอ้ เชี่ย”
ยิ่งมองมันก็ยิ่งมั่นใจ หัวใจของผมเต้นแรงมากจนแทบจะกระแทกกับกระดูกซี่โครง ให้ความรู้สึกราวกับว่ามันพยายามจะดิ้นหนีออกมา
ทว่ายังไม่จบเพียงเท่านั้น
เมื่อมองดูมือข้างนั้นอย่างละเอียดแล้ว ผมก็เห็นชุดสูทหน้าตาคุ้น ๆ และแม้ว่าทุกส่วนในร่างกายจะกรีดร้องบอกให้หนีไป แต่ผมก็ยังเอื้อมไปแหวกขยะท่วมศพออกไปเพื่อเปิดเผยรูปลักษณ์ของร่างนั้น
“นี่มัน…”
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าหลังจากที่เขี่ยขยะเสร็จทำเอาผมช็อกราวกับเป็นอัมพาตไปทุกสัดส่วน ก่อนจะปิดปากและลุกขึ้นยืน
ศพมีสภาพเหมือนกับเหยื่อทุกรายของชายบิดเบี้ยว ร่างกายเป็นมัมมี่จนดูคล้ายกับว่าโดนสูบเลือดออกไปทุกหยาดหยด ดวงตากะพริบเชื่องช้า และปากค่อย ๆ ขยับเปิดปิด
นั่น… มันยังไม่ตาย!
แต่นั่นยังไม่ใช่ส่วนที่น่าสยดสยองที่สุด
ส่วนที่น่าขนหัวลุกมากที่สุดคือเครื่องแต่งกายของศพนั้น มันเป็นหมวกทรงสูงและชุดสูทแบบเดียวกับที่ชายบิดเบี้ยวสวมใส่
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย…”
ผมกลืนน้ำลายพลางหันความสนใจไปยังรูปถ่ายในมือตัวเองเพื่อยืนยันว่ามันเป็นเสื้อผ้าแบบเดียวกัน และในตอนนั้นเอง ผมก็สังเกตเห็นรูปถ่ายอีกใบหนึ่งอยู่ข้าง ๆ ศพ
ผมลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาพลิกดู
ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ทำแบบนั้นแน่
เมื่อพลิกรูปถ่ายขึ้นมา ความคิดพลันหยุดกึก ผมหยิบรูปอีกใบออกมาและจ้องมองสองใบนั้น สายตาโยกสลับไปมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
นั่นมัน…
สมองของผมเริ่มประมวลสถานการณ์ไม่ถูก
รูปถ่ายทั้งสองใบแสดงภาพเหตุการณ์เหมือนกัน คู่รักคู่หนึ่งยืนอยู่ข้างรถไฟ สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน และโพสท่าด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน พวกเขาดูราวกับเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ
แต่พวกมันมีจุดแตกต่างกันจุดหนึ่ง
ไม่สิ มันมีให้เห็นทิ่มตาอยู่สองจุดต่างหาก
หญิงชราคนนั้น… เป็นผู้หญิงคนเดียวกับในรูปถ่ายใบแรก ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือเธอแก่กว่ารูปก่อนหน้านี้ ใบหน้ามีริ้วรอยเล็กน้อยใต้เปลือกตาและจมูก แต่รูปลักษณ์ของเธอไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ทำให้ผมสติหลุดจริง ๆ คือฝ่ายชายต่างหาก
เขา…
ถึงแม้จะสวมสูทและหมวกทรงสูงแบบเดียวกัน ทว่าเขากลับเป็นคนละคนกัน
ใช่แล้วล่ะ พอมองดูรูปถ่ายทั้งสองใบแล้ว ผมสามารถระบุได้อย่างมั่นใจเลยว่าพวกเขาเป็นคนละคนกันโดยสิ้นเชิง เพราะรูปลักษณ์ของชายคนนี้ดูมีอายุมากกว่าชายในรูปถ่ายใบก่อน อีกทั้งสีนัยน์ตา ความยาวของเส้นผม และโครงสร้างใบหน้า
องค์ประกอบเหล่านั้นล้วนแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในตอนนั้นเอง ผมก็นึกถึงคำพูดของหญิงชราไปด้วย
‘นั่นเป็นรูปที่ฉันถ่ายกับสามีคนแรกเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นเขากำลังจะออกเดินทางไปทำงานระยะยาว’
‘…แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่เขาไม่เคยกลับมาจากการเดินทางครั้งนั้นเลย’
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามประคองสติให้มั่นคงอย่างสุดความสามารถ และเรียบเรียงข้อมูลเบาะแสทั้งหมดที่ตัวเองรวมรวบมาได้จนถึงตอนนี้
‘ดูจากที่เธอแก่ขึ้นในรูปใบนี้และผู้ชายในรูปก็หน้าตาเปลี่ยนไป แสดงว่าคนนี้คือสามีคนที่สองของเธองั้นเหรอ? ใช่ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่… แต่ทำไมเธอถึงจัดฉากถ่ายรูปให้เหมือนเดิมเป๊ะล่ะ? แล้ว…’
ผมมองลงไปยังศพที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเองและมองรูปถ่ายอีกครั้ง พยายามไม่ให้ฝ่ามือสั่นเท่าที่จะฝืนไหว
‘…นี่คือสามีคนที่สองของเธองั้นเหรอ? ทำไมเขาอยู่ในสภาพนี้ล่ะ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เธอมีความเกี่ยวข้องอะไรกับชายบิดเบี้ยว? ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่…?’
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ภายในหัว แต่คำตอบกลับมีน้อยเหลือเกิน
ศีรษะปวดตุบ ๆ เพียงเพราะคิดเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ แต่อีกใจก็รู้ดีว่าไม่มีเวลาให้เสียเปล่าแล้ว ผมขยับเท้าไปทีละก้าว แอบมองจากหน้าต่างเพื่อดูว่าหญิงชรายังคงอยู่ข้างล่างหรือไม่ แต่ว่า…
“หืม?”
เธอหายไปแล้ว
บริเวณด้านนอกตรงจุดที่เธอเคยยืนอยู่นั้นว่างเปล่า
‘เดี๋ยวนะ ถ้าเธอไม่อยู่ตรงนั้น แล้วไปอยู่ตร—’
คลิ้ก!
เสียงคลิ้กแผ่วเบาสะท้อนไปทั่วห้อง ร่างกายของผมแข็งทื่อทันทีที่เห็นลูกบิดค่อย ๆ เคลื่อนไปด้านข้าง และร่างชราภาพก็ปรากฏ
“อ๊ากกก—!”
ความลังเลไม่มีเลยแม้แต่น้อย
ผมพุ่งตัวไปยังประตู กระแทกไหล่ใส่บานประตูในขณะที่มือของหญิงชราสอดเข้ามาพอดี เสียงแตกร้าวน่าสะอิดสะเอียนดังเข้าหูหลังจากนั้น ผมช่างหัวประตูและวิ่งแร่ไปที่หน้าต่าง ใช้หมัดที่ห่อหุ้มด้วยสสารสีดำชกมันโดยตรง
ปัง!
เมื่อหันกลับไปมองต้นเสียง บานประตูเปิดอ้าออกอย่างรุนแรง พร้อมกับหญิงชราคนเดิมอยู่ตรงนั้น
สายตาของพวกเราสบกันเสี้ยววินาที ท้ายที่สุดผมก็กระโดดลงจากชั้นสอง ท่อนขารับแรงกระแทกจากการตกแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก่อนจะวิ่งหนีหน้าตั้ง
‘วิ่ง ฉันต้องวิ่ง…!’
ผมไม่หันกลับไปมองข้างหลังแม้แต่ครั้งเดียวขณะที่วิ่งหนี
ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องวิ่ง
นั่นเป็นสิ่งเดียวที่มีภายในหัวสมอง
วิ่งเท่านั้น