นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #140 : ชุมทางเอลเดอร์เกลน [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #140 : ชุมทางเอลเดอร์เกลน [1]
“ฮ่าาา… ฮ่าา…”
ปอดของผมแทบไหม้
ผมไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมานานแค่ไหนแล้ว ได้แต่ขยับขาให้เร็วเพื่อพาตัวเองไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความคิดที่ว่าหญิงชรากำลังไล่ตามมาเป็นแรงผลักดันให้ผมหยุดไม่ได้ และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน
ทั้งหมดที่รู้คือ ผมต้องหนีไปให้ไกลที่สุดจากสถานที่นั้น
‘สยองเกิน โคตรสยองเลย!’
“ฮู่วว!”
ท้ายที่สุด เรี่ยวแรงก็หมดลง ผมเซไปหยุดลงข้างตรอกคับแคบแห่งหนึ่ง
แสงสว่างส่องรำไร กำแพงเต็มไปด้วยร่องรอยขีดเขียนกระจัดกระจาย ถังขยะขนาดใหญ่สองใบวางอยู่ข้าง ๆ ล้อมรอบด้วยถุงขยะที่ฉีกขาดเพราะภายในอัดแน่น กลิ่นในบริเวณถือว่าพอทนได้ ดีกว่าบ้านวินาศสันตะโรของหญิงชรานั่นตั้งเยอะ
“ฮ่าา… ฉันว่า… ฮ่าา… ตรงนี้น่าจะโอเค… แล้วล่ะ”
ผมขยับไปหากำแพงและเอนหลังพิงกับมัน ตอนแรกผมคิดว่าจะทรุดตัวลงนั่งเพื่อพักผ่อน แต่พอเห็นความสกปรกของที่นี่แล้วก็เปลี่ยนใจ
ผมไม่ใช่พวกบ้าความสะอาดอะไรหรอก ทว่าตั้งแต่ก้าวเข้าไปในบ้านหญิงชรานั่น ภาพของขยะเริ่มกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ผมรู้สึกคลื่นไส้เสียแล้ว
ไม่ว่าสภาพของมันจะเป็นยังไงก็ตาม สำหรับตอนนี้ผมแค่ต้องการพักหายใจ ลมหายใจเข้าออกผ่านจมูกอย่างเชื่องช้าและมั่นคง มือหยิบโทรศัพท์ออกมาค้นหาเที่ยวบินไปยังเกาะมาโลเวียที่ใกล้เวลาปัจจุบันที่สุด
มันถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว
‘เควสต์ก็น่าจะเสร็จแล้วด้วยใช่ไหม? ฉันเจอเบาะแสเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยวจากรูปถ่ายพวกนั้นแล้ว เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอนะ ขอให้มันพอทีเถอะ…’
ผมได้แต่หวังและภาวนาว่าตัวเองบรรลุเงื่อนไขทั้งหมดของเควสต์เสร็จสิ้นแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายนาที หรืออาจจะครึ่งชั่วโมง หรือมากกว่านั้น มันก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น หน้าต่างเควสต์ไม่ปรากฏ ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีพลันตกตะตอนอยู่ภายในอก
‘ปกติมันจะใช้เวลานานกว่านี้ แต่ฉันกลัวว่า… ถึงจะรอนานกว่านี้อีกหน่อย มันก็อาจจะไม่โผล่ขึ้นมาอยู่ดีเนี่ยสิ’
ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ผมได้ตรวจสอบเที่ยวบินกลับมาโลเวียแล้ว ซึ่งเที่ยวบินถัดไปคือ 8:00 น.
ตอนนี้มันเพิ่งจะ 1:00 น.
ผมยังต้องรออีกตั้งเจ็ดชั่วโมง
และถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ…
ใครจะไปรับประกันได้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่สนามบินล่ะ? บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ เมืองแห่งนี้…
บางสิ่งบางอย่างที่ให้ความรู้สึกไม่ชอบมาพากล
มันเกือบจะเหมือนกับว่า…
ทุกคนมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกันหมด ราวกับว่าอิทธิพลของหญิงชราคนนั้นได้ฝังรากลึกภายในที่แห่งนี้
แต่บางทีผมอาจจะแค่คิดมากไปเองก็ได้ มันไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันความคิดดังกล่าว และเป็นไปได้ว่าผมแค่กำลังหวาดระแวงเกินเหตุ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง ผมตัดสินใจที่จะเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
‘เชื่อในสัญชาตญาณตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ถึงมันจะไม่ถูก กรณีแย่สุดก็แค่เสียเวลาไปเจ็ดชั่วโมง ยังไงฉันก็ต้องติดอยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงเวลาเที่ยวบินถัดไปอยู่ดี’
“เฮ้ออ…”
เสียงถอนหายใจทุ้มยาวเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเมื่อผมพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน เควสต์ดูทรงว่าจะยังไม่เสร็จสิ้น ก็แสดงว่ามันยังมีอย่างอื่นอีกที่ผมต้องสืบหา
‘ฉันควรยอมแพ้แล้วรอเฉย ๆ ดีไหมนะ?’
นี่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดหากมองโดยภาพรวม สถานการณ์มันรู้สึกอันตรายของจริง และเควสต์ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอีกด้วย ผมสามารถถอนตัวเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงจำนวน SP ที่เป็นรางวัลจะไม่ใช่น้อย ๆ แต่สำหรับตอนนี้ การปล่อยมือจากมันไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ทว่าในขณะเดียวกัน…
‘ทิ้งเควสต์ไปมันจะคุ้มเหรอ?’
จุดประสงค์ของเควสต์นี้คือช่วยผมพัฒนาเกม เพิ่มความลึกล้ำให้กับตัวเกมและทำให้มันดียิ่งขึ้น มันเป็นเควสต์ที่ช่วยให้เกมของผมทำร้ายจิตใจได้มากคนยิ่งขึ้น ผมจะทิ้งมันลงจริง ๆ งั้นเหรอ?
“….”
ผมกุมหน้าอกตัวเอง
ตรรกะในหัวสมองบอกให้ผมรออยู่ที่นี่จนกว่าเครื่องบินจะมา แต่ว่า…
‘ไม่ ฉันทิ้งไม่ได้’
มันไม่ใช่เพราะผมต้องการเคลียร์เควสต์ หรือเพราะผมปล่อยมือจากรางวัลไปไม่ได้ มันเป็นเพราะความรู้สึกส่วนตัวมากกว่า ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำบางอย่างเป็นขบวนการใหญ่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เควสต์ที่ระบบเป็นคนมอบหมาย ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยพัฒนาเกมเพียงอย่างเดียว
มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่
ผมแค่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามันคืออะไร
และกุญแจสำคัญในทั้งหมดทั้งมวล คือรูปถ่ายสองใบในมือของผม
เมื่อจ้องมองพวกมันสลับไปมา ผมก็ยิ่งรู้สึกขนลุกมากขึ้นเรื่อย ๆ กับความประหลาดของรูปทั้งสองใบ ถึงแม้จะเป็นสองช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่รูปถ่ายกลับมีคุณภาพเท่ากัน แม้แต่ท่าโพสกับสีหน้าก็ยังเป็นแบบเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน
พวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่ตรงส่วนท้ายของรถไฟขบวนหนึ่ง
“หืมม”
ดวงตาหรี่เล็กลงขณะมองรถไฟ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว หรือว่านี่จะเป็นเบาะแส? รถไฟนี้อาจจะเป็นที่ที่ผมต้องไปต่อเพื่อคลี่คลายสถานการณ์นี้หรือเปล่า?
‘ทำไมเธอถึงถ่ายรูปที่นี่? รถไฟขบวนนี้ไปลงตรงไหน? ทำไมพวกเขาถึงขึ้นรถไฟ…?’
คำถามสารพัดประดังประเดเข้าสู่สมองขณะจ้องมองรูปนั้น
ยิ่งมีคำถามผุดขึ้นในหัวมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่ากุญแจสำคัญของเรื่องราวคือรถไฟ
ดังนั้น ผมจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาค้นหาสถานีรถไฟใกล้เคียงทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ผมได้ผลลัพธ์ภายในเวลาไม่นานจากนั้น
[ชุมทางเอลเดอร์เกลน (Elderglen Junction)][1]
“เอาล่ะ นี่คงเป็นจุดหมายต่อไปของฉันสินะ”
ผมเก็บโทรศัพท์แล้วยันตัวออกจากกำแพง เริ่มเดินไปตามเส้นทางที่ได้มาจากโทรศัพท์
*
ชุมทางเอลเดอร์เกลนนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน
มันใช้เวลาเดินเท้าสามสิบนาทีจากใจกลางเมืองไปถึงสถานี ซึ่งตั้งหลบมุมลับตาผู้คนอยู่ใกล้ขอบเมือง เสาไฟถนนกะพริบริบหรี่ ส่องแสงบางเบาลงบนเส้นทางพื้นหิน อากาศยามค่ำคืนซึมลึกเข้าถึงกระดูก ทิ่มแทงผิวหนังส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าของผมจากทุกทิศทาง
ท้องถนนเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ผมหยุดอยู่ข้างรั้วโลหะขนาดใหญ่ เปิดไฟฉายและส่องไปยังรางข้างหน้าไกล ๆ ผมมองเห็นตู้โดยสารและตู้สินค้ากระจัดกระจายไม่เป็นทิศทางอยู่ตามทางรถไฟ บางตู้จอดอยู่บนราง บางตู้ตกขอบทาง
บางตู้จอดพาดขวางราง บางตู้เอียงออกข้าง ราวกับท่อนกระดูกหักในสุสานที่ถูกลืมเลือน
สถานที่แห่งนี้เงียบสนิท และดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่เลย
ผมพอจะมองเห็นโครงร่างของรถไฟหลายตู้ที่อยู่ระยะไกล แต่แสงจากไฟฉายไม่ได้แข็งแกร่งถึงขั้นทำให้ผมมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ยังไงซะ จะชัดหรือไม่ชัดก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก
“อึบ!”
ผมกระโดดจับรั้วโลหะ แล้วดึงตัวเองขึ้นเหวี่ยงข้ามไปลงจอดที่อีกฟากฝั่งด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย
ตุบ!
ผมลงพื้นอย่างนุ่มนวลและส่องไฟฉายไปเบื้องหน้าเหมือนเดิม กลิ่นฉุนของเหล็กโชยเข้าเต็มรูจมูกจนผมต้องชะงักไปชั่วขณะ แวบหนึ่งผมเกือบคิดว่าเป็นเลือด แต่กลิ่นนี้มีความแตกต่าง
มันได้กลิ่นของสนิมรุนแรงกว่ามาก
‘ตายห่า พักหลังมานี้ฉันเห็นเลือดบ่อยจนถึงขนาดดมกลิ่นแล้วยังแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเป็นเลือดเหรอวะเนี่ย?’
ริมฝีปากพลันกระตุก
ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี
ไฟฉายสั่นระริกในกำมือ ก่อให้เกิดสายเงาเขย่าขวัญที่เหมือนจะกระตุกไปตามแนวผนัง รูปถ่ายที่ผมมีอยู่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมากนัก สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคือรถไฟเก่าขนาดใหญ่ ซึ่งโดดเด่นเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
นั่นคือเบาะแสเดียวของผม
แต่แม้จะกวาดสายตาสำรวจสถานีแล้ว ผมกลับไม่เห็นแม้แต่วี่แววของมัน
‘จริงด้วยสิ มันไม่อยู่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว เวลาผ่านไปนานขนาดนั้น ฉันมั่นใจว่า—’
ความคิดยังไม่ทันจบ เงาขนาดมหึมาก็ปรากฏเลือนรางด้านหน้าตั้งแต่ไกล ในจังหวะที่ผมมองออกว่ามันคืออะไร ฝ่ามือก็แข็งทื่อ พร้อมกับอ้าปากค้างก่อนจะหุบลง
ผมจ้องมองรถไฟหน้าตาสุดแสนจะคุ้นเคย แล้วหยิบหนึ่งในรูปถ่ายขึ้นมาชู พลางสลับสายตาไปมาระหว่างภาพกับของจริง
สุดท้าย ผมก็ส่ายศีรษะไปมา
“…ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”
ไม่เลย แม้แต่เสี้ยวเดียว
เชิงอรรถ
[1] ชุมทาง (Junction) คือสถานีที่มีเส้นทางรถไฟมากกว่าหนึ่งเส้นมาตัดกัน โดยอาจเป็นจุดเชื่อมของเส้นทางสายหลักและสายรอง หรือเป็นจุดเปลี่ยนทิศทางของขบวนรถไฟ