นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #144 : ความจริงอันน่าสะพรึง [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #144 : ความจริงอันน่าสะพรึง [1]
‘เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว…’
ดวงตาจ้องมองวิดีโอบันทึกตรงหน้าด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก ผมเพิ่งจะได้เห็นอะไรไปกัน?
สายตาของผมไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม?
ไม่ต้องสงสัยเลย… นี่คือชายบิดเบี้ยว
เมื่อจ้องมองร่างสยดสยองที่ยังคงตามหลอกหลอนในความฝันอยู่บ่อยครั้ง ผมก็พบว่าตัวเองกำลังลอบกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า ทั้งการแต่งกายอันคุ้นตาตั้งแต่หมวกทรงสูงไปจนถึงชุดสูท และร่างกายผอมโย่งที่ผมไม่มีวันลืมเลือน
‘ใช่ ไม่ผิดแน่… มันเป็นชายบิดเบี้ยวจริง ๆ’
ผมย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์จากวิดีโอในสมอง หัวใจเต้นแรงราวกับลอยมาติดค้างอยู่ในลำคอขณะที่ความเข้าใจเริ่มคืบคลานเข้ามา
ชายบิดเบี้ยว…
มันเป็นความผิดปกติที่มนุษย์สร้างขึ้น
‘นี่…’
เรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?
ดวงตาจ้องมองไปยังกลุ่มคนชุดขาวที่ปรากฏอยู่ในเทป ความรู้สึกไม่สบายใจพลันทวีคูณ โดยเฉพาะเมื่อสายตาของผมตกลงบนร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณวงล้อม
เห็นได้ชัดเจนว่าร่างนั้นคือผู้หญิง และพอนึกถึงเทปก่อนหน้านี้ ผมก็จำได้ว่าชายที่ติดอยู่ในวงล้อมจ้องมองเธอด้วยความสิ้นหวัง
ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
‘ฝ่ายหญิงฝ่ายชายรู้จักกันแน่นอน และเป็นไปได้สูงว่าฝ่ายหญิงมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เขาอยู่ตรงนั้น จนสุดท้ายเขาก็กลายเป็นชายบิดเบี้ยว’
ถ้าให้ผมเดาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ตัวเลือกก็คงหนีไม่พ้นหญิงชราคนนั้น ทั้งคำพูดของเธอเกี่ยวกับสามีที่ว่าเขาไม่เคยกลับมาหลังจากการเดินทาง และคนที่ติดอยู่ในวงกลมนั่นก็คือเขา… ผมมั่นใจเลยว่าข้อสันนิษฐานของตัวเองถูกต้องโดยไม่มีข้อกังขา
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีข้อสงสัยหลงเหลืออยู่
‘คนชุดขาวพวกนั้นเป็นใคร? พวกเขา… เกี่ยวข้องกับลัทธิเดียวกับที่ฉันคิดอยู่รึเปล่า? ตอนนี้ชัดแล้วว่ายายเป็นพวกเดียวกับพวกเขา ซึ่งก็คือพวกที่อยู่เบื้องหลังชายบิดเบี้ยว แต่… เป้าหมายของพวกเขาคืออะไรล่ะ? แล้วสามีคนที่สองของเธอก็ด้วย? เขาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้? หรือว่าเขาเองก็โดนเปลี่ยนเป็น…’
ความคิดหยุดชะงักลง
ทันใดนั้นเอง ผมก็หยิบโทรศัพท์ออกมาและเปิดไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับชายบิดเบี้ยว สายตาหยุดตรงจำนวนเหตุการณ์ที่ทางกิลด์สงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกัน
รวมทั้งหมดมีเจ็ดเหตุการณ์…
แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นบนเกาะที่แตกต่างกัน โดยมีลักษณะของคดีเหมือนกันทุกประการ
‘บ้านสองชั้นหลังเดี่ยว ลงมือตอนที่ในบ้านมีคนเดียว ส่วนใหญ่การโจมตีจะเกิดขึ้นบนชั้นสอง’
ขณะกำลังอ่านข้อความอย่างละเอียดและวิเคราะห์สถานการณ์ ความคิดวนเวียนยุ่งเหยิงภายในหัว แต่แล้วเมื่อผมเรียบเรียงทุกสิ่งที่ได้เผชิญมาในช่วงนี้ ชิ้นส่วนที่เคยกระจัดกระจายก็เริ่มประกอบเข้าด้วยกัน
‘จริงด้วย ทำไมก่อนหน้านี้ฉันถึงคิดไม่ได้นะ?’
มันเหมือนกับเป็นจังหวะปิ๊งป่องขึ้นมายังไงยังงั้นเลย
ผมครุ่นคิดเกี่ยวกับแผนผังของบ้านแต่ละหลังและตัวเหยื่อ บ้านสองชั้นหลังเดี่ยวที่มีผู้อาศัยเพียงคนเดียว สถานที่ไหนจะมีลักษณะแบบนั้นอีกล่ะ?
บ้านของหญิงชราไง!
‘ต่อให้ยายคนนั้นกับกลุ่มที่เธอทำงานด้วยจะควบคุมความผิดปกติตัวนี้ได้สมบูรณ์ แต่สิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้คือความโกรธที่มันมีต่อคนสร้าง ถ้าเกิดว่าสาเหตุที่มันไล่ล่าคนที่มีลักษณะตามเกณฑ์พวกนั้น เป็นเพราะมันพยายามแสดงความแค้นที่มีต่อยายแก่นั่นล่ะ?’
ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นใคร ชายบิดเบี้ยวฆ่าพวกเขาด้วยความคิดที่ว่ากำลังฆ่าผู้หญิงคนนั้น
แม้จะยังไม่แน่ใจเบื้องลึกเบื้องหลังของบทกลอน หรือทำไมชายบิดเบี้ยวถึงชอบเล่น แต่ผมแน่ใจว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว
‘ใช่เลย ทุกอย่างมันสมเหตุสมผล…’
ในขณะที่จุดต่าง ๆ เริ่มเชื่อมโยงกันมากขึ้นไปทีละอย่างสองอย่าง มันก็ยังมีคำถามหนึ่งค้างคาในใจอยู่ดี
สามีคนที่สอง…
เกิดอะไรขึ้นกับสามีคนที่สอง?
เขาพบจุดจบแบบเดียวกับสามีคนแรกหรือเปล่า? ถ้าเป็นอย่างนั้น… ความคิดของผมหยุดชะงักเมื่อทฤษีอันน่าสยดสยองปะทะเข้าหัว
มีชายบิดเบี้ยวสองตัวงั้นเหรอ?
ความคิดที่ว่ามีชายบิดเบี้ยวอีกตัวซุ่มซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งทำให้ผมเริ่มเครียด แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น ผมกลับไปมองข้อมูลในโทรศัพท์ สายตาหยุดอยู่ที่จำนวนคดี
‘เจ็ดเคส เคสละเกาะ…’
ผมเอามือปิดปากและส่ายศีรษะ
‘ไม่หรอก ฉันแค่คิดมากไปเองแหละ มันน่าจะเป็นชายบิดเบี้ยวตัวเดิมที่ย้ายไปมาระหว่างเกาะได้มากกว่า ไม่มีทางหรอกน่า ไม่มีทางที่จะมีชายบิดเบี้ยวถึงเจ็ดตัว ไม่มีทางเด็ดขาด—’
พรึ่บ!
เสียงดับลงของโทรทัศน์กระชากผมออกจากห้วงความคิด ห้องตกอยู่ในความมืดมิดฉับพลัน แต่ก็ไม่นานนัก เพราะมีแสงสลัวสาดมาจากด้านหลังผม ส่องสว่างพื้นที่ตรงหน้ารำไร
ทั่วทั้งร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่เมื่อเห็นแสงนั้นแกว่งไปทางขวามาทางซ้ายอย่างเชื่องช้า ผมจ้องมองแน่นิ่งราวกับเป็นอัมพาต ขณะที่เงาของผมขยับตามแสงนั้น… พร้อมกับเงารูปทรงศีรษะยื่นออกมาเหนือไหล่ขวาของผมพอดี
“———!”
ผมสะดุ้งจนเกือบจะตัวโยน ทุกโสตประสาทต่างกู่ร้อง แต่ผมก็ยังคงข่มเสียงเงียบได้อย่างหวุดหวิด ลมหายใจสะดุดเมื่อผมค่อย ๆ หันศีรษะไป ความหวาดกลัวคืบคลานขึ้นมาตามแนวสันหลัง
ดวงตากลวงโบ๋ไร้ชีวิตชีวาคู่หนึ่งจ้องตรงมายังดวงตาของผม
‘…อ๊ะ’
เสียงเกือบจะหลุดจากปาก ทว่ายั้งตัวเองไม่ให้พึมพำมันออกมาได้ทันการ ผมถอยกะโผลกกะเผลกไปข้างหลัง ร่างกายทุกตารางนิ้วสั่นสะท้านขณะที่ความหนาวเย็นกัดกินไปถึงกระดูก ความคิดพลันสับสนวุ่นวาย
แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
มันเป็นเสียงที่แหบแห้งและสากหู ราวกับมีใครบางคนกำลังขูดผนังด้วยเล็บยาวแหลมคม
“สุดท้ายเธอก็หาที่นี่เจอจนได้สินะ”
หญิงชรายกมือผอมบางขึ้นและถือตะเกียงออกมาข้างหน้า แสงสลัวจากมันเผยให้เห็นริ้วรอยบนใบหน้าที่ร่วงโรยตามกาลเวลา เธอเพ่งมองผมจากด้านหลังแสงไฟนั้น
“…ฉันก็เดา ๆ อยู่ว่าเธออาจจะหาที่นี่เจอ แต่ไม่คิดเลยว่าเธอหาเจอจริง ๆ ฉันชักจะอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะ”
ศีรษะของเธอเอียงเล็กน้อย
“เธอหาที่นี่เจอได้ยังไง?”
ความเงียบงันเติมเต็มภายในห้องหลังสิ้นคำพูดของเธอ ความคิดที่จะตอบคำถามนั้นไม่เคยผุดขึ้นมาในหัวผมเลยแม้แต่น้อย
ผมรู้ดีว่านี่อาจจะเป็นกับดักเพื่อล่อให้ผมพูดออกมา
‘ถ้าเกิดชายบิดเบี้ยวอยู่ที่นี่จริง ๆ ละก็ แค่คำพูดเดียวอาจจะทำฉันตายได้เลย ฉันจะไม่หลงกลนั่นเด็ดขาด’
“หืม? ไม่ใช่พวกชอบคุยสินะ?”
ริมฝีปากของเธอโค้งเป็นรอยยิ้มอย่างช้า ๆ และตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นว่า ในปากของเธอไม่มีฟันเหลืออยู่เลยสักซี่เดียว
“…เอาเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่ปัญหาอยู่ดี”
ความสนใจของหญิงชราหันไปทางสัญลักษณ์บนพื้นพร้อมกับใช้เท้าเคาะเบา ๆ
“ในเมื่อเธอมาอยู่นี่แล้ว งั้นเธอก็กลายเป็นแบบเดียวกับสามีคนก่อน ๆ ของฉันไปแล้วกัน”
ทันใดนั้น รอยสัญลักษณ์บนพื้นก็กระตุกตุบ ๆ และผมก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงกะทันหันรอบตัว ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ผมไม่คิดจะอยู่ต่อแน่นอน จึงตัดสินใจเคลื่อนไปทางช่องว่างระหว่างหญิงชรากับประตูบ้าน แต่…
ตึง!
จมูกของผมกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างแข็ง ๆ ในจังหวะที่พยายามจะหนี ทำให้ผมจำต้องถอยหลังกลับ จ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า
จู่ ๆ หัวสมองก็นึกถึงวิดีโอก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ ผมจึงยื่นมือออกไปข้างหน้า
ณ ตรงนั้น ผมสัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่เรียบเนียนและทนทาน
นี่มัน..
นี่มันอะไรวะเนี่ย?