นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #143 : อีกฟากฝั่ง [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #143 : อีกฟากฝั่ง [2]
เสียงกึกก้องแผ่วเบาของฝีเท้าตามติดผมดั่งเงา แต่ละก้าวดังเกินกว่าที่ควรจะเป็นท่ามกลางความเงียบสงัด อากาศรู้สึกหนักอึ้งขึ้นทุกย่างก้าว บีบอัดเข้ามาจากทุกทิศทางขณะที่ผมเดินตามเข็มทิศ
เรียวขาหยุดลงชั่วครู่ ดวงตามองรอบกาย
ผมกลับมาอยู่ใจกลางเมืองอีกครั้งหนึ่ง ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือไม่มีใครอยู่รอบตัวผมเลย
เส้นถนนร้างผู้คนโดยสิ้นเชิง ไม่มีแม้แต่วิญญาณให้เห็น ทางเดินพื้นหินว่างเปล่าทอดตัวเบื้องล่างเสาไฟโลหะสูงที่กะพริบอย่างอ่อนแรง แสงบางเบาที่มีจังหวะไม่สม่ำเสมอก่อให้เกิดสายเงาชวนให้ใจคอไม่ดี เติมเต็มบรรยากาศด้วยความรู้สึกกดดันน่าประหลาด
‘…..นี่มันน่าขนลุกชะมัด’
ความคิดเดียวในหัวของผมจังหวะนี้คือ ห้ามทำให้เกิดเสียงแม้แต่น้อยเดียว
หากนี่เป็นแบบเดียวกับฉากชายบิดเบี้ยวจริง ๆ ละก็ สิ่งสุดท้ายที่ควรทำคือการพูด ผมจะปล่อยให้มันได้ยินเสียงของผมไม่ได้เด็ดขาด
‘จะว่าไป พอมองเข็มทิศแล้ว มันรู้สึกเหมือนจะนำฉันไปทางที่เคยไปมาแล้วเลยแฮะ’
ขณะที่ผมมองไปไปยังถนนและร้านค้าหน้าตาคุ้น ๆ ที่อยู่รอบข้าง ความไม่สบายใจเริ่มตั้งรกรากเพิ่มมากขึ้น ผมกำลังเดินในเส้นทางที่ตัวเองเคยเดินทางมาแล้วก่อนหน้านี้ ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงในแต่ละย่างก้าวที่ติดตามเข็มทิศ จนกระทั่ง…
ผมเข้าสู่ถนนคับแคบแสนคุ้นหูคุ้นตาเส้นหนึ่ง และฝีเท้าของผมก็หยุดชะงัก
ถ้าก่อนหน้านี้เรียกว่ายังไม่มั่นใจ งั้นตอนนี้ก็แทบจะแน่ใจแล้ว ผมกำลัง… โดนนำทางกลับไปยังบ้านของหญิงชราอีกครั้ง
‘โอ้ พระเจ้า…’
เมื่อมองไปยังถนนข้างหน้าและเห็นรอยขีดเขียนทั่วกำแพงพร้อมด้วยรอยแตกบนทางเดินหินลูกเต๋าแล้ว สิ่งเดียวที่ผมนึกออกในหนทางเบื้องหน้านี้คือบ้านของหญิงชรา
เข็มทิศกำลังนำทางไปที่แห่งนั้น ผมเม้มริมฝีปากแน่น
ลมหายใจผ่านเข้าจมูกอย่างเงียบเชียบ ผมกำเข็มทิศไว้พลางคิดเกี่ยวกับคำอธิบายของมัน ประโยคสุดท้ายมันบอกว่าอาจนำพาผมไปสู่สถานที่ที่คาดไม่ถึงได้ ผมจึงเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ใครจะไปคิดล่ะว่ามันพาผมกลับมาที่บ้านของหญิงชราน่ะ?
แค่นึกถึงสถานที่นั้นก็ทำเอาท้องไส้ปั่นป่วนแล้ว
ผมไม่อยากกลับไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยขยะนั่นเลยจริง ๆ
แต่…
ครั้งสุดท้ายที่ผมยอมทำตามความขี้ขลาดของตัวเองคือเมื่อไหร่กัน?
‘ถึงปากจะบอกว่าเกลียดและไม่อยากไป สุดท้ายก็ยังไปอยู่ดี ฉันนี่มันชอบหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ เลยแฮะ’
ผมส่ายศีรษะแล้วเดินต่อไปข้างหน้า จนกระทั่งเห็นอะพาร์ตเมนต์หน้าตาคุ้นเคย ทว่าไฟดับสนิทและสภาพดูไร้เงาของผู้อยู่อาศัย
นั่นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก
‘จริงสิ นี่เป็นโลกอื่น… เป็นอีกที่หนึ่ง ยายแกไม่น่าอยู่ที่นี่ บางทีเข็มทิศอาจจะให้กลับมาเพราะฉันพลาดอะไรไปสักอย่างในตอนนั้นก็ได้มั้ง?’
จะเรียกว่าผมสืบสวนสถานที่แห่งนั้นละเอียดแล้วก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก
พอลองมาคิดดู สิ่งเดียวที่ผมได้ติดมือมาคือรูปถ่ายที่แสดงให้เห็นสามีสองคนของเธอในฉากพื้นหลังเหมือนกัน ยืนอยู่ข้างรถไฟขบวนเดียวกัน
หรือว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นที่ผมต้องค้นหาอีก?
ผมเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้บ้านอย่างระมัดระวังพลางสอดส่องไปบริเวณรอบข้าง จนกระทั่งมาถึงประตู ผมหยุดและวางมือลงบนลูกบิด สัมผัสได้ถึงพื้นผิวโลหะเย็นเยียบของมันปะทะกับผิวหนัง
เพียงแค่หมุนข้อมือหนึ่งครั้ง เสียงคลิ้กบางเบาดังขึ้น และบานประตูก็เปิดออก
คลิ้ก!
“…..”
ผมยืนนิ่งอยู่กับที่พลางมองลงที่พื้นรอบข้าง
ถึงแม้เสียงจะเล็กน้อย แต่ก็ดังเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของชายบิดเบี้ยวได้ ถ้าชายบิดเบี้ยวอยู่ที่นี่จริง ผมก็น่าจะเห็นวี่แววสักอย่างที่บ่งบอกถึงการปรากฏตัวของมัน
ทว่า…
ไม่มีอะไรเลย
แม้แต่ตอนที่ผมฉายไฟขึ้นไปด้านบน ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดอยู่ในเงาของผม
ชายบิดเบี้ยวไม่ได้อยู่ในระยะสายตา
ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีที่รับรู้ได้ดังนั้น แต่ผมก็ไม่ได้ลดการป้องกันลง ชายบิดเบี้ยวเป็นความผิดปกติที่มีเล่ห์เหลี่ยม นี่อาจจะเป็นแผนของมันก็ได้ถ้ามันอยู่ที่นี่จริง ๆ
ผมแง้มประตูออกเล็กน้อย พร้อมกับกลั้นหายใจรอรับกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้กระแทกรูจมูก แต่…
‘หือ?’
เมื่อเข้าไปในอะพาร์ตเมนต์ ภาพที่ผมคาดเอาไว้กลับไม่ปรากฏ
ครั้งหนึ่งที่เคยเป็นสถานที่สกปรกโสมมเต็มไปด้วยขยะและซากปรักหักพัง ในตอนนี้กลับดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิง พื้นบ้านสะอาดสะอ้านจนแทบจะผิดธรรมชาติ ราวกับว่าความสกปรกเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่มาก่อน แม้วอลเปเปอร์จะลอกล่อนตรงขอบและมีสีเหลืองซีดเซียวปะปน ก็ยังคงรู้สึกอยู่ดีว่าพื้นที่ได้รับการดูแลรักษากว่าก่อนหน้านี้มากจนตัวผมไปไม่เป็น
มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่เนี่ย?
‘ทำไมมันถึงดูดีเรียบร้อยขนาดนี้ล่ะ?’
มันแทบจะรู้สึกเหมือนเป็นคนละสถานที่กันเลย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจของผม พอมองไประยะไกลตรงห้องนั่งเล่นที่สะอาดหมดจดซึ่งเป็นที่ตั้งของทีวี ดวงตาของผมสะดุดเข้ากับวงกลมขนาดมหึมาที่สลักลึกบนพื้นโดยทันที
‘นี่มัน…’
ทันใดนั้นเอง ผมก็นึกถึงภาพความทรงจำตอนที่ตัวเองอยู่ใต้โซฟาและสังเกตเห็นรอยอะไรสักอย่าง เพราะตอนนั้นมีทั้งเสื้อผ้าและขยะอยู่บนพื้นมากมาย ผมจึงมองเห็นมันได้ไม่ทั้งหมด แต่ตอนนี้ทุกอย่างโล่งโจ้งแล้ว รอยนั้นจึงปรากฏให้ผมเห็นชัดเจน
มันเป็นวงกลมสีแดงยักษ์ใหญ่ที่วาดไว้บนพื้น ประกอบด้วยสัญลักษณ์หลายอย่างที่ผมไม่รู้จัก
ขณะที่ผมจ้องมองมัน ความเย็นยะเยือกก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับมันให้ความรู้สึกผิดปกติอยู่ลึก ๆ แรงกดดันที่ชวนให้กังวลใจเริ่มคืบคลานมาตามผิวหนัง
ยิ่งจ้องมองวงกลมนั้น ความรู้สึกอันเป็นลางร้ายก็ยิ่งชอนไชขึ้นมาสูง และในจังหวะที่ผมกำลังจะขยับตัว ทีวีพลันสว่างวาบราวกับมีชีวิต
พรึ่บ!
“…..!”
ใจหนึ่งผมคาดไว้แล้วว่าเพลงกล่อมเด็กที่แสนคุ้นหูคงจะเล่นออกมาในทันใด ทว่าสิ่งที่เล่นบนทีวีในตอนนี้กลับไม่ใช่
เรียกว่าห่างไกลจากที่คิดไว้ลิบลับเลยล่ะ
เริ่มแรกมันเป็นเพียงสัญญาณรบกวนซ่า ๆ จากนั้นวิดีโอก็กะพริบติดขึ้นมา ภาพที่เห็นนั้นแตกเป็นเม็ดเล็กและบูดเบี้ยว เหมือนกับได้เปิดเทป VHS เก่า ๆ หลังจากถูกทิ้งไว้นานหลายปีจนฝุ่นเกาะเขรอะ
เสียงหึ่ง ๆ ทุ้มต่ำที่สั่นสะเทือนหลั่งไหลเข้าไปในมวลอากาศ มันดังมากขึ้นเรื่อย ๆ ล่วงล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังกัดแทะขอบของจิตใจ บนหน้าจอเริ่มปรากฏรูปร่างของกลุ่มคนชุดคลุมยาวสีขาวที่ปิดบังใบหน้า พวกเขาล้อมรอบตราสัญลักษณ์สีแดงที่ขีดเขียนอย่างลวก ๆ บนพื้น
สัญลักษณ์เหล่านั้นกระตุกเป็นจังหวะบางเบา และตรงกลางนั้นมีคนยืนอยู่เพียงคนเดียว
เขาเป็นผู้ชาย
สวมสูทแบบเดิม หมวกทรงสูงแบบเดิม
และเมื่อผมค่อย ๆ หยิบรูปถ่ายใบแรกขึ้นมาเทียบดู ผมก็รู้ทันทีว่าร่างนั้นคือใคร
เขาคือสามีคนแรก
ก่อนที่ผมจะมีเวลาประมวลผลสถานการณ์ เสียงสวดฮึมฮัมก็เริ่มสะท้อนออกมาจากทีวี ขณะที่วงเวทใต้เท้าของชายคนนั้นเต้นตุบ ๆ รุนแรงมากยิ่งขึ้น ผมมองดูชายคนนั้นที่เริ่มตื่นตระหนก เขาพยายามวิ่งออกจากวงกลม แต่กลับถูกกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาวกักขังไว้ข้างใน
‘ไม่สิ มันเหมือนกับว่าเขาชนกำแพงอะไรสักอย่าง…’
กำแพงล่องหนงั้นเหรอ?
เขาดูสิ้นหวังขณะพยายามจะออกไป แต่มันไร้ประโยชน์
ไม่ว่าจะทุบกำแพงแรงแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะอ้อนวอนมากเพียงใด เขาก็ออกไปไม่ได้
…และในขณะที่กำลังทำแบบนั้น ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังร่างชุดคลุมสีขาวคนหนึ่ง
ตลอดเวลา เขาเอาแต่มองร่างนั้น
และในไม่ช้า…
เขาก็หยุดนิ่ง
ไม่สิ ไม่ใช่ว่าเขาหยุด; มันเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างเข้าควบคุมร่างกายของเขาโดยสมบูรณ์ ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกกระตุกเส้นเชือกจนตึงเปรี๊ยะ
กร๊อบ!
จากนั้น ศีรษะของเขาก็สะบัดกลับหลังอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ตามมาด้วยท่อนแขนและรอยพับของเสื้อผ้าที่บิดเบี้ยวไปในทิศทางผิดธรรมชาติ ส่งเสียงที่ทำให้ผมสะดุ้งเฮือกจนมวนท้อง
ผมมองดูภาพเหตุการณ์ที่ดำเนินต่อไปอีกหลายนาทีด้วยดวงตาเบิกกว้าง
และเมื่อมันสิ้นสุดลงก็รู้สึกราวกับว่าทุกเสี้ยวอากาศถูกกระชากออกจากปอดจนสิ้น ผมหายใจไม่ออก
ทำได้เพียงจ้องมองอย่างแข็งค้าง สายตายึดติดอยู่กับวิดีโอบันทึกกะพริบริบหรี่
ตรงนั้น ณ ใจกลางเฟรมภาพ หนึ่งร่างสูงแสนคุ้นตายืนตระหง่าน แขนขาของมันยาวผิดธรรมชาติ ยืดเหยียดเกินกว่าจะเป็นสัดส่วนของมนุษย์ ใบหน้าของมันซุกซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกทรงสูงบิดเบี้ยว
มันไม่ขยับเขยื้อน
มันไม่จำเป็นต้องขยับ
แม้จะเป็นภาพที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอบันทึก แต่แค่ตัวตนของมันอย่างเดียวก็ชวนให้หายใจไม่ออกแล้ว ราวกับว่าหน้าจอกำลังหลั่งรินความหวาดผวาออกมาสู่ห้อง
‘ชายบิดเบี้ยว…’
นั่นคือชายบิดเบี้ยว