นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #148 : ความจริงอันน่าสะพรึง [5]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #148 : ความจริงอันน่าสะพรึง [5]
สายตาจ้องมองหญิงชรา ผมรู้สึกประหม่า
ประหม่าแบบสุดฤทธิ์สุดเดช
แม้ในตอนนี้ผมจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะปลายนิ้วแหลมคมจ่อคอหอยของเธอพอดี แต่ร่างทะมึนที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้นทำเอาสุดแสนจะหนักใจ
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงไม่ไหวติง
ช่วงเวลาต่อจากนี้คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผมออกไปจากที่แห่งนี้และหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ทั้งหมดได้
ผมกดปลายแหลมเข้าใกล้ลำคอของเธอมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงผมกำลังกดปลายแหลมคมนั้นเข้าใกล้ยิ่งขึ้น หญิงชรากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริง…
เธอดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ
ดวงตากลวงโบ๋ของเธอยังคงจับจ้องตัวผม ขณะขยับริมฝีปากเปิดออก
“…มิเรลล์ แกมีเธอได้ยังไง?”
เธอเอ่ยคำถามเดิม ดวงตายิ่งดูว่างเปล่ามากขึ้นขณะพูด
“ตอบฉันมา”
ชายบิดเบี้ยวที่อยู่ด้านหลังเธอกระตุก จนในชั่วพริบตานั้นผมเกือบจะเสียหลัก แต่ผมยังคงรักษาความเยือกเย็นและยกมือจ่อคอเธอค้างเอาไว้ได้อยู่
แม้ว่าชายบิดเบี้ยวเริ่มเคลื่อนไหว แม้ว่าร่างกายของมันยืดข้ามตัวผมไป ผมก็ยังคงสงบนิ่ง
นี่คือเกมวัดใจ
เกมที่วัดว่าใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำก่อน
ทว่า… มีบางสิ่งบางอย่างที่หญิงชราไม่ได้คำนึงถึง
นั่นคือต่อให้ผมถอนมือออกแล้ววิ่งหนี ชายบิดเบี้ยวก็ยังตามทันอยู่ดี เพราะมันได้ยินเสียงของผมไปแล้ว
ด้วยเหตุนั้น ผมจึงยังคงยืนหยัดอยู่เช่นนี้
ผมรู้อยู่แก่ใจว่าชายบิดเบี้ยวจะไม่ลงมือ
ดังนั้น แม้พื้นจะเริ่มแตกร้าวเพราะชายบิดเบี้ยวเคลื่อนที่อยู่รอบกาย ผมก็จะไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
เอี๊ยดดด
ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตากลวงโหวของหญิงชรา แล้วรู้สึกว่าพื้นข้างหลังตัวเองทรุดลงพร้อมกับมีเงาทอดผ่านร่างกาย ผมเลียริมฝีปาก
‘ใจเย็น ๆ ฉันต้องใจเย็นเข้าไว้’
ผมตื่นตระหนกไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่นิดเดียวก็ห้าม
สายตายังคงตรึงไว้กับหญิงชราตรงหน้า ผมเริ่มพูดอีกครั้ง
“…แกเป็นใคร? เป้าหมายของแกคืออะไร? แล้วแกต้องการอะไรจากมิเรลล์?”
หญิงชรากะพริบตาทันทีที่ผมถามคำถามนั้น
ตอนแรกเธอดูประหลาดใจเอามาก ๆ แต่ไม่นานนัก ริมฝีปากของเธอก็เหยียดเป็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวน่าสะอิดสะเอียนออกมา
“แกไม่รู้หรอกเหรอ?”
น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความขบขันขณะมองผม
“ทั้ง ๆ ที่… อยู่ที่นี่ ทั้ง ๆ ที่มีมิเรลล์อยู่กับตัว… แกไม่รู้อะไรเลยเนี่ยนะ? ขะ… ขะ… ขะ…”
เสียงหัวเราะแหบต่ำและเชื่องช้าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของหญิงชรา ดวงตาว่างเปล่าจ้องตรงมาที่ผม ส่วนชายบิดเบี้ยวนิ่งงัน ศีรษะของมันขยับมาอยู่ข้าง ๆ หัวผมจนขนลุกไปทั่วทั้งลำคอด้านขวา
ท้ายที่สุดศีรษะของมันก็หยุดลง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับผม เผยให้เห็นรอยยิ้มอันเบี้ยวบิด
ผมอยากจะวิ่งหนีในจังหวะนั้น
ผมอยากจะสับตีนแตกจริง ๆ นะ
แต่ผมทำไม่ได้ ผมเสียสมาธิไม่ได้ เรียวมือกดลึกลงถึงผิวคอของหญิงชรา
“ตอบมา”
“เค๊ะ… เค๊ก”
หญิงชราลั่นเสียงหัวเราะแตก ๆ อีกครั้ง ดูจะขำขันกับปฏิกิริยาของผมเหลือเกิน ผมกำลังจะดันปลายแหลมให้จมลงไปในคอของเธอ แต่แล้วริมฝีปากอันแห้งผากก็อ้าออก
“พวกเรายึดถือตามหลักคำสอนของม่านหมอก”
อะไรนะ…?
รอยยิ้มของหญิงชราบิดเบี้ยวยิ่งขึ้นเมื่อสังเกตเห็นความสับสนของผม
“แกคิดว่าหมอกที่ปกคลุมโลกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเหรอไง? แกคิดว่าสาเหตุที่เกาะมันลอยฟ้า เป็นเพราะแผ่นดินข้างล่างนั่นอาศัยอยู่ไม่ได้เฉย ๆ งั้นเหรอ? คั่ก”
เสียงหัวเราะแตก ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของหญิงชราเริ่มคลุ้มคลั่งมากขึ้น
“มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ! คั่กคัก! ทุกสิ่งอย่าง… ผู้ก่อตั้งจงใจทั้งหมดนั่นแหละ!”
ผู้ก่อตั้ง?
“เขารู้แจ้งทุกสิ่ง เขาตระหนักถึงทุกอย่าง เขาคือผู้มาโปรด ช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากโลกต้องสาปนี้!”
ศีรษะของหญิงชรากระตุกในจังหวะนั้น ก่อให้เกิดเสียงกรอบแกรบแผ่วเบาจนผมผงะ
ผู้ช่วยให้รอด? รอดจากอะไรล่ะ…? ฟังดูเหมือนคำพูดของคนบ้าชะมัดเลย
‘ก็นะ เธอไม่เต็มนี่เนอะ…’
“เขาทำให้ฉันมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้ทั้งที่มีอาการ ใคร ๆ ก็บอกว่าฉันจะอยู่ได้ไม่เกินยี่สิบ แต่ดูฉันตอนนี้สิ”
หญิงชราอ้าปากตัวเอง
“ฉัน… แก่จนฟันร่วงหมดปากแล้ว ขั่ก ขะ”
หญิงชราฉีกยิ้มอีกครั้ง เผยให้เห็นช่องปากอันว่างเปล่า
ท่าทางของหญิงชราทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบมาพากลแบบบอกไม่ถูก แต่ในขณะที่กำลังประมวลผลข้อมูลดู ทฤษีหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
‘เป็นไปได้ไหมว่าเธอจะเป็นโรคสักอย่างที่รักษาไม่หาย แล้วไอ้ผู้ก่อตั้งหรือลัทธิอะไรนี่ดันรักษาเธอได้? เธอก็เลยกลายเป็นสาวกไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้?’
ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่นะ
ถ้าผมมีความสามารถในการรักษาโรคประหลาด ๆ ได้และอยากจะสร้างลัทธิขึ้นมา ผมก็คงทำแบบเดียวกัน
มันเป็นหนทางที่เร็วที่สุดในการหาผู้ติดตาม
‘ฉันเริ่มจะเข้าใจภาพรวมของลัทธิประหลาดนี่ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ถึงจะยังสงสัยเรื่องม่านหมอกอยู่ว่าคำพูดพวกนั้นมันหมายความว่ายังไงกันแน่ แต่ดูจากสภาพเธอแล้ว… ฉันว่าเธอไม่ยอมอธิบายให้ฟังหรอก’
จังหวะนี้ผมทำได้แค่คุมตัวเอาไว้และพาเธอกลับไปยังกิลด์
ไม่สิ เดี๋ยวนะ… ผมทำแบบนั้นไม่ได้นี่หว่า
เธอรู้เรื่องมิเรลล์กับดรีมวอล์กเกอร์แล้ว
ผมไม่สามารถปล่อยให้เรื่องของพวกเขาถูกเปิดเผยได้ เพราะนั่นหมายถึงการเปิดโปงความลับเรื่องระบบของผมไปด้วย
‘อา ชิบหายละ… ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันควรจะทำยังไงกับยายแกดีเนี่ย?’
ขณะจ้องมองเธอ ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัว
และความคิดนั้นก็คือ…
ฆ่าเธอซะ
ปลายลิ้นเลียริมฝีปาก ฝ่ามือสั่นเทาเล็กน้อย ผมไม่ได้รู้สึกสงสารผู้หญิงคนนี้แม้ว่าเธอจะตาย ซึ่งความจริง เธอสมควรตายด้วยซ้ำ
ผมไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกอะไรมากนักจากการเชือดเธอ
แต่มันก็แค่…
ผมไม่เคยฆ่าคนมาก่อน ความคิดที่จะฆ่าใครสักคนมันชวนรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย ทว่าหากจำเป็นต้องทำ ผมก็พร้อมที่จะลงมือ
‘หลังจากนั้นฉันอาจจะอ้วกแตกสักพัก แต่ฉันชินกับการอ้วกแล้วล่ะ’
ผมเลียริมฝีปากอีกครั้ง สัมผัสได้ว่าปากของตัวเองแห้งผากยิ่งกว่าเก่า
‘ไม่ว่าจะมองยังไง ฉันก็ปล่อยให้เธอรอดไปไม่ได้อยู่ดี เธอรู้มากเกินไป และการพาเธอกลับไปที่กิลด์ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฆ่าเธอจริง ๆ เหรอเนี่ย?’
ยิ่งใคร่ครวญสถานการณ์นี้มากเพียงใด ยิ่งดูเหมือนว่านี่จะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด และท้องไส้ของผมก็ยิ่งปั่นป่วน
อย่างไรก็ตาม ตัวผมเองไม่อาจเสียเวลาได้อีกต่อไป
เมื่อเห็นหญิงชราเอาแต่หัวเราะและไม่ยอมตอบคำถามอะไรอีก ผมก็รู้ว่ามันถึงเวลาที่ต้องจบเรื่องนี้แล้ว
ทว่ายังไม่ใช่ตอนนี้
ตัวตนของชายบิดเบี้ยวนั้น ผมสังหรณ์ใจว่ามันจะไม่สลายหายไปไหนแม้ว่าเธอจะตายไปแล้วก็ตาม
ผมยังสังหารเธอตอนนี้ไม่ได้
‘ฉันต้องฆ่าหลังออกไปจากที่นี่ได้แล้ว’
หัวสมองเรียบเรียงความคิดเสร็จสรรพ ผมกำลังจะเปิดปาก แต่แล้วเสียงของหญิงชราก็สะท้อนกลางอากาศอีกครั้งหนึ่ง
“แกเองก็ดูป่วยเหมือนกันนี่…”
“อ่า?”
เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ?
ระดับสายตาลดต่ำลงไปยังคู่สนทนา พบว่าเธอกำลังจ้องมองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย เสียงหัวเราะหรือรอยยิ้มของเธอเมื่อครู่ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น
แทนที่ด้วยใบหน้าอันจริงจัง
จริงจังจนน่าขนลุก
“…อา”
จากนั้น ราวกับเพิ่งนึกอะไรออกกะทันหัน รอยยิ้มหวนกลับมาบนใบหน้าของเธอ
“ไม่แปลกเลย ไม่แปลกใจเลย…”
“ว่าไงนะ? อะไ—”
“ฉันสัมผัสได้”
หญิงชรากล่าวแทรกขึ้น รอยยิ้มของเธอบิดเบี้ยวด้วยความนึกสนุก
“แกมีสะเก็ดทางความคิด… เหมือนกับฉันสินะ”