นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #147 : ความจริงอันน่าสะพรึง [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #147 : ความจริงอันน่าสะพรึง [4]
เห็นได้ชัดเลยว่า มิเรลล์มีความสำคัญกับหญิงชราสุด ๆ
หรืออาจจะไม่ใช่แค่กับหญิงชรา แต่รวมถึงลัทธิอะไรก็ตามที่เธอสังกัดอยู่ด้วย ซึ่งพอนึกย้อนกลับไปถึงข้อมูลที่ผมพยายามรวบรวมมา ดูท่าว่าคนที่สนใจในตัวมิเรลล์จริง ๆ จะเป็นหัวหน้าลัทธิเองเสียมากกว่า
ประมาณว่าจำเป็นต้องใช้เธอเพื่อช่วยให้คนคนนั้นก้าวหน้าขึ้นอะไรทำนองนั้น
ปฏิกิริยาของหญิงชราคือหลักฐานชั้นดีในการยืนยันความคิดนี้
เมื่อเห็นว่าเธอยอมทำตามคำขอของผมทุกอย่าง ถึงขั้นยกเลิกพิธีกรรมอะไรสักอย่างที่ทำอยู่ ผมก็กระจ่างเลยว่ามิเรลล์สำคัญต่อเธอและลัทธิมากขนาดไหน
ผมจึงฉวยโอกาสจากจุดนั้น
บาเรียประหลาดตรงหน้าหายวับในพริบตา ทว่าแทนที่จะหนี ผมกลับพุ่งเข้าหาหญิงชราโดยไม่ลังเล
“แก—!”
ใบหน้าของหญิงชราบูดเบี้ยวและหงิกงอทันทีที่เห็นผมพุ่งเข้ามาหา แต่ผมไม่สนใจ รีบหวดมือลงไปขณะที่ดรีมวอล์กเกอร์ในกำมือของเธอกำลังดิ้นดุกดิก ทำให้สถานการณ์ยิ่งยากลำบากสำหรับเธอ
ความคิดแรกของผมก่อนหน้านี้คือหาโอกาสหลบหนี
อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักขึ้นมาได้ว่ามันอาจจะกลายเป็นแบบแมววิ่งไล่จับหนูอีกรอบหนึ่ง แถมหากมีชายบิดเบี้ยวตัวอื่นซุ่มอยู่แถวนี้ ผมรู้เลยว่าชีวิตตัวเองได้จบเห่แน่
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมตัดสินใจพุ่งเป้าไปยังตัวเธอโดยตรง
นอกจากเธอจะควบคุมพวกชายบิดเบี้ยวได้แล้ว เธอยังมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับลัทธิประหลาดด้วย
ถ้าผมจัดการเธอได้ ผมก็จะรู้ข้อมูลของลัทธิมากขึ้น พร้อมทั้งหลบหนีออกจากฉากทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้
‘พลังของเธอฉันพอจะประเมินได้อยู่ นอกจากความสามารถในการควบคุมชายบิดเบี้ยวแล้ว เธอก็ไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่’
แผนการนี้ถือว่ารัดกุม และผมก็ลงมืออย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่จังหวะการลงมือไปจนถึงสีหน้าขวัญผวาของหญิงชรา
ทว่า—
ตึบ! ตึบ! ตึบ!
ในจังหวะที่ผมเริ่มเคลื่อนไหว ทันใดนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาจากทางบันไดอย่างรวดเร็ว หัวใจของผมแทบจะกระดอนออกมาจากอกเมื่อเหลือบไปเห็นเงาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นข้างบันได ตรงดิ่งมาทางตัวผม
มันเร็วมาก
เร็วจนน่าเหลือเชื่อ
ผมตรัสรู้ทันทีเลยว่าชายบิดเบี้ยวกำลังมาแล้ว แต่แทนที่จะตื่นตระหนก ผมกลับลงมือต่อ ทุบตีหญิงชราที่ยกมือทั้งสองขึ้นมาป้องกันการโจมตี
ปั่ก!
การโจมตีโดนเป้าหมาย ตัวเธอเซถอยหลัง
ในจังหวะนั้น ร่างชายบิดเบี้ยวก็ชัดเจนขึ้นในพื้นหลัง ศีรษะของมันหันมาจ้องมองทางผม ทำให้ร่างกายผมหนาวสั่นไปทั่วทั้งตัว
‘ตอนนี้แหละ!’
เงาเส้นยาวโผล่ขึ้นมาข้างหลังหญิงชราที่กำลังโซซัดโซเซ รวบแขนของเธอเอาไว้
“ป-ปล่อย…!”
ชัดเจนว่าแม้เธอจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าชายบิดเบี้ยว ตัวเธอก็ยังมีพละกำลังไม่น้อย เพราะเธอเกือบจะหลุดจากจับกุมของดรีมวอล์กเกอร์ได้ แสดงว่าเท่านี้ยังไม่เพียงพอ ผมจึงวิ่งไปข้างหน้าและยื่นมือออก ปลายแหลมยาวก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง หยุดนิ่งอยู่ตรงลำคอของหญิงชราพอดิบพอดี
ผมนิ่งสนิทอยู่กับที่ โลกรอบกายนิ่งงัน ค่อย ๆ ไล่ระดับสายตาขึ้นไปจนสบเข้ากับร่างใหญ่ยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังหญิงชรา รอยยิ้มบิดเบี้ยวของมันเผยให้เห็นฟันแหลมคม และเงาจากหมวกทรงสูงขนาดใหญ่นั้นบดบังใบหน้าส่วนใหญ่ ทำให้มันน่าสยดสยองยิ่งกว่าเก่า
เพียงแค่มันมีตัวตนอยู่ตรงนี้ก็ทำเอาตัวสั่นแล้ว
ความรู้สึกราวกับว่ามีก้อนหินมหึมาวางทับบนหัวไหล่จนงอลงเล็กน้อยทั้งสองข้าง ผมพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ทว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน
ในขณะที่จดจ้องไปยังปลายแหลมของสสารสีดำที่หยุดนิ่งตรงลำคอของหญิงชราพอดี ผมก็เปิดปาก รู้สึกถึงความเจ็บแปลบเล็กน้อยจากริมฝีปากอันแห้งผากซึ่งแยกออกจากกันเป็นครั้งแรกหลังจากเงียบมาเนิ่นนาน
“บอกให้มันถอยไป… ไม่งั้นแกตาย”
ตึก… ตัก! ตึก… ตัก!
ทันทีที่เอ่ยออกไป หัวใจของผมเต้นระรัวด้วยความเร็วที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน พร้อมกับจ้องมองชายบิดเบี้ยว
ผมเครียดมาก เครียดจนแทบลืมหายใจชั่วขณะ
มันจะลงมือไหม หรือมันจะไม่…?
ผมรออยู่นานราวกับชั่วนิรันดร์ ทว่า… โชคดีที่ชายบิดเบี้ยวไม่ขยับเขยื้อน
เหมือนกับว่ามันไม่ได้สนใจเสียงของผมเลย มันยังคงจับจ้องตัวผมแบบไม่ละสายตา
เหมือนกับว่ามันกำลังเฝ้ารอคำสั่งสักอย่าง
นั่นทำให้ผมรู้ว่าแผนของตัวเองนั้นได้ผล
‘…เป็นไปตามคาด มันจะไม่ขยับตราบใดที่ยัยแก่นี่ตกอยู่ในอันตราย’
นี่แหละคือหนทางแท้จริงในการออกไปจากที่แห่งนี้
ตอนนี้ก็สามารถพูดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องชายบิดเบี้ยวแล้ว ผมจ้องหน้าหญิงชราตรงหน้าตัวเอง
ถือเป็นครั้งแรกหลังจากผ่านมาพักใหญ่เลยที่ผมรู้สึกว่าตัวเองหายใจหายคอได้คล่องขึ้น
“เรามาคุยกันหน่อยดีไหม? แค่เราสองคนน่ะ…?”
***
ในเวลาเดียวกัน
ตอนนี้ยังค่อนข้างเช้ามืด ประมาณ 3:00 น. ปกติเวลานี้ คนส่วนใหญ่จะนอนหลับกันหมดแล้ว แม้แต่เหล่าผู้ที่ทำงานให้กับกิลด์เองก็ไม่เว้น
มอนสเตอร์ส่วนใหญ่มาจากเกต และหากไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
แผนกหนึ่งเดียวที่ต้องตื่นตัวตอนกลางคืนต่างจากแผนกอื่น ๆ คือแผนกกักกัน เพราะความผิดปกติมักจะแผลงฤทธิ์ในกลางดึกบ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ที่อยู่ในออฟฟิศตอนกลางคืนก็มีไม่มากนัก
เนื่องจากพวกเขามักโดนส่งตัวไปยังพื้นที่ที่มีรายงานเกี่ยวกับความผิดปกติกันหมด
ณ ห้องทำงานของหัวหน้าแผนก
“พับผ่าสิ”
เมื่อจ้องมองเอกสารกองพะเนินเบื้องหน้า หัวหน้าแผนกก็เกาหลังศีรษะแกรก ๆ
ข้างกายเขามีหญิงสาวผมสั้นสีดำประบ่า แสดงความเวทนาผ่านสีหน้าเล็กน้อยขณะเหลือบมองหัวหน้าแผนก พร้อมกับวางมือลงบนไหล่ของเขาแผ่วเบา
“…เงินเดือนเยอะ งานก็เยอะตามนั่นแหละค่ะ”
“….”
หัวหน้าแผนกไม่มีอารมณ์แม้แต่จะตอบโต้
ไม่สิ อันที่จริงเขาตอบนะ…
“ใช่แล้ว และก็ต้องมีผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมด้วย เธอคิดว่างั้นไหม หัวหน้าทีมโซรัน (Soran) ?”
“ห่ะ?”
ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันทีที่สัมผัสได้ถึงสายตาจากหัวหน้าแผนก เธอขมวดคิ้วพลางถอยหลังก้าวหนึ่ง
“เดี๋ยวสิคะ อย่าบอกนะว่าคุณคิดจะให้ฉันช่วยเคลียร์น่ะ?”
หัวหน้าแผนกแย้มยิ้ม ส่วนหัวหน้าทีมหน้าถอดสี เธอหันหลังกลับไปทางประตูทันควัน
“คิดจะไปไหนงั้นเหรอ?”
“ออกไงคะ ถามมาได้ เงินเดือนฉันไม่ได้ครอบคลุมงานพวกนี้ซะหน่อย”
“ไม่ เธอต้องอยู่ต่อ”
หัวหน้าแผนกบังคับให้เธอนั่งลงบนโซฟาตัวหนึ่ง ต่อให้เธอประท้วงประมาณว่า ‘นี่มันกลางดึกนะ ทำไมฉันยังต้องทำงานอีกเนี่ย? เขาเลิกทาสกันไปแล้วไม่ใช่รึไง’ เขาก็เมินเธอและกลับไปนั่งที่โต๊ะ
แต่พอนั่งลงแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงโอดครวญของเธออีกครั้ง
ศีรษะเงยขึ้นเพื่อจ้องมองหัวหน้าทีม เห็นเธอฟาดเอกสารลงบนโต๊ะก่อนจะมองหน้าเขา
“ไร้สาระชะมัด ทำไมต้องเรียกฉันมาทำเจ้านี่คนเดียวด้วยเนี่ย? หัวหน้าทีมคนอื่นก็ว่างเหมือนกันนะคะ”
“พวกเขาไม่ว่าง”
“แต่—”
“พวกเขาคุมลูกทีมอยู่ รวมถึงพวกเด็กแลกเปลี่ยนจากแผนกอื่นด้วย เป็นงานที่เธออุตส่าห์สลัดหลุดมาได้นั่นแหละ”
“…..”
เมื่อเจอคำพูดของเขาเข้าไป หัวหน้าทีมจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบ
เธอกำลังจะเตรียมโต้กลับ แต่หัวหน้าแผนกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แถมผมยังได้รับรายงานจากไคล์กับโซอี้มาด้วยว่า คุณโยนงานของตัวเองทั้งหมดไปให้พวกเขา”
“ว่าไงนะ?!”
หัวหน้าทีมโซรันเกือบจะตัวลอยด้วยความตกใจ
“ไอ้หนูท่อพวกนั้นทำอะไ—” พอรู้ตัวว่าเผลอหลุด เธอก็รีบเอามือปิดปากฉับพลัน แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะหัวหน้าแผนกได้ยินเต็มสองหูพลางส่ายศีรษะไปมา
ทั้งที่เป็นคนมีความสามารถขนาดนั้นแท้ ๆ เธอกลับ…
ขี้เกียจตัวเป็นขน
และเป็นเพราะมีนิสัยจำพวกเดียวกันเนี่ยแหละ หัวหน้าแผนกถึงได้รับมือไหว
“ทำงานซะ”
ขณะที่กำลังส่ายศีรษะ เขาก็ชี้ไปยังกองเอกสารตรงหน้าเธอ
“ยิ่งทำเสร็จเร็ว เราก็จะยิ่งได้กลับบ้า—”
หัวหน้าแผนกพูดยังไม่ทันจบประโยค โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เขาเปิดมันพร้อมขมวดคิ้วเพื่อเช็กว่าใครติดต่อมาในเวลาป่านนี้ ก่อนที่คิ้วทั้งสองข้างจะกระดกขึ้น
“ก็ได้ เดี๋ยวฉันจัดการงานเอกสารให้เดี๋ยวนี้แหละค่ะ คุณจะให้ฉันทำอันไห—”
“ลืมเมื่อกี้นี้ให้หมด”
หัวหน้าแผนกสาวเท้าไปยังที่แขวนเสื้อตรงปลายสุดของห้อง คว้าเสื้อโค้ทกับหมวกทรงสูงมาสวมอย่างรวดเร็ว และรีบจ้ำอ้าวไปทางประตู
“เธอทำหมดนี่คนเดียวเลย ผมต้องไปแล้ว”
ปึง!
จากนั้นเขาก็ออกไป ทิ้งให้หัวหน้าทีมเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูก
กว่าเธอจะตั้งสติได้ เขาก็หายลับไปเสียแล้ว
ความสิ้นหวังฉายชัดจนบิดเบือนสีหน้าปกติของเธอ
“เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยวค่ะ… หัวหน้าแผนก!!”