นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #149 : กลับมา [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #149 : กลับมา [1]
เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ?
พอได้ยินคำที่ไม่ได้คาดคิด ร่างกายพลันแข็งทื่อทุกสัดส่วน
สะเก็ดทางความคิด สะเก็ดทางความคิด สะเก็ดทางความคิด
คำนั้นวนเวียนอยู่ภายในหัว มันฉายวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะที่ผมครุ่นคิดถึงคำห้าพยางค์ที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน แต่กลับเป็นสิ่งที่ผมพยายามหาทางรักษามาโดยตลอด
เท่าที่ผมรู้ มันไม่มีวิธีรักษาได้
หนทางรักษาเพียงอย่างเดียวคือระบบประหลาดที่ผมมีอยู่
ทว่า…
ผู้หญิงตรงหน้ากำลังบอกว่าเธอเป็นโรคเดียวกับผม?
แล้วเธอมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้ทั้งที่เป็นโรคเดียวกันเนี่ยนะ?
ผมไม่เข้าใจ
นี่ผมโดนหลอกมาตลอดเลยหรือเปล่า? แบบที่พวกกิลด์บอกว่าไม่มีทางรักษาได้จริง ๆ คือโกหก?
…ระบบประหลาดนี่เป็นแหล่งเดียวที่สามารถรักษาผมจากโรคนี้ได้แน่เหรอ?
ไม่สิ ที่สำคัญที่สุดคือ เธอรู้ได้ยังไง? ผมไม่เคยเจอคนที่จับสังเกตได้เลยสักคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าแผนก หัวหน้าทีม หรือแม้แต่ไคล์… เธอจับสังเกตถึงมันได้เร็วขนาดนี้ยังไงกัน?
“แกน่าจะลองดู… สีหน้าของตัวเองหน่อยนะ”
รอยยิ้มของหญิงชรากว้างขึ้นขณะมองผม ดูเหมือนจะมีความสุขกับความระส่ำระส่ายภายในใจผม
“คนอื่นคง… บอกแกมาหลายครั้งแล้วสินะว่าโรคของแกมันไม่มีทางรักษา แล้วแกก็จะตายแบบที่ทำอะไรกับมันไม่ได้เลย… ฉันพนันได้เลยว่านั่นเป็นสิ่งเดียวที่แกได้ยินมาทั้งชีวิตแน่นอน”
ใช่แล้วล่ะ
มันเป็นตามนั้นจริง ๆ
แต่ในตอนนั้น สภาพของผมมันคนละกรณี
ไม่มีใครรู้ว่าโรคประหลาดที่กำลังกัดกินตัวผมอยู่คืออะไร หมอทุกคนที่ผมดั้นด้นไปหาต่างก็ให้คำตอบเดียวกันหมด
จิตใจของผมกำลังเสื่อมถอย ทว่าสมองกลับไม่มีอะไรผิดปกติ
จนกระทั่งผมหลุดมายังโลกแปลก ๆ แห่งนี้ ผมถึงได้รู้ตัวตนของโรคที่รุมเร้าตัวเองมาแสนนาน
สะเก็ดทางความคิด
ผม… มีสะเก็ดทางความคิด
แต่ถึงจะเข้าใจว่ามันคืออะไร ผมกลับยิ่งรู้สึกงงหนักกว่าเดิม
เท่าที่ผมเข้าใจ สะเก็ดทางความคิดเกิดจากการที่โหนดในสมองมีรอยร้าวมากเกินไป
ผมไม่มีโหนด
ในโลกเก่าของผมไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโหนดด้วยซ้ำ ความผิดปกติก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน พวกมันเป็นเพียงเรื่องแต่งปรำปราเสียมากกว่า
ถึงอย่างนั้น…
ผมก็ยังมีสะเก็ดทางความคิด ได้ยังไงไม่รู้?
นี่มันสมเหตุสมผลตรงไหนเนี่ย?
ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเลยสักนิด คำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของผมในปัจจุบันมีมากมายที่ผมอยากได้คำตอบเหลือเกิน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากหายจากการเป็นโรคนี้
ผมอยากเป็นอิสระสักครั้งในชีวิต ไม่อยากตื่นมาแล้วคิดว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของตัวเอง
ผมอยากตื่นมาแล้วรู้ว่าวันนี้…
เป็นวันที่ผมตั้งตารอคอยที่จะใช้ชีวิตได้จริง ๆ
“แกดูลังเลนะ ฉัน… แทงใจดำล่ะสิ?”
หญิงชรายังคงพูดต่อไปเมื่อสังเกตเห็นความสั่นคลอนของผมจากแรงกดบนลำคอของเธอที่เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ฉันมองออกนะว่าแกหาทางรักษาแบบเอาเป็นเอาตายอยู่ ฉันทำให้ได้นะ… รักษาโรคนั่นน่ะ”
คำพูดของเธอเปรียบเสมือนเสียงกระซิบแห่งการล่อลวง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสียงต่าง ๆ ก็เริ่มกระซิบในจิตใจของผม
‘ฟังเธอสิ’
‘รับการรักษาสิ…’
‘เธอเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าการรักษามันได้ผล แกเองก็ยังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของระบบเลยไม่ใช่รึไง ฟังเธอจะไม่ง่ายกว่าเหรอ?’
ชั่วขณะหนึ่ง ผมไขว้เขว
เพียงชั่วขณะสั้น ๆ นั้น… ผมเผลอคิดที่จะหันไปพึ่งพวกลัทธิจริง ๆ
ทว่ามันก็แค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
“ว่าไงล่ะ? ถ้าแกปล่อยฉันไป—”
“ไม่”
ผมขัดจังหวะผู้หญิงคนนั้น ลบเลือนรอยยิ้มไปจากใบหน้าของเธอในทันทีพร้อมกับสีหน้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป อย่างเชื่องช้า… กลายเป็นไร้อารมณ์
ดวงตาของเธอกลวงเปล่ามากขึ้น ถึงขั้นแค่สบตาก็เพียงพอที่จะทำให้ผมรู้สึกหนาวสั่นได้
“แน่ใจเหรอ?”
“แน่สิ”
ไม่ต้องเสียเวลาลังเลคิดคำตอบเลยด้วยซ้ำ
ผมรู้ดีว่าต่อให้ตัวเองอยากรับข้อเสนอนั้น ระบบก็คงไม่อนุญาตอยู่ดี นอกจากนี้ยังมีหลายสิ่งอย่างในกิลด์ที่ผมต้องจำเป็นต้องทำอยู่ด้วย
ผมมีระบบอยู่กับตัวแล้ว
แถมมันยังช่วยผมพัฒนาเกมอีก
นั่นคือทั้งหมดที่ผมอยากทำ
ผมเป็น… นักพัฒนาเกมสยองขวัญนะ
การเข้าร่วมลัทธิประหลาดที่ผมไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจเลยสักนิด
ผมอยากทำให้คนขวัญผวาด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป แบบมีจริยธรรมมากกว่าลัทธินี่น่ะ
“แก… จะต้องเสียใจที่ตัดสินใจแบบนี้”
“ก็อาจจะนะ”
เรียวมือยังคงกดลำคอของเธอ ผมเบี่ยงไปด้านข้างเล็กน้อยและหมุนตัวเธอให้หันหลังกลับ ก่อนจะคว้าท้ายทอยของเธอ
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ชายบิดเบี้ยวข้างกายก็เคลื่อนไหวตาม พยายามจะเอื้อมมือมาหาผม แต่ก็ชะงักไปทันทีที่ผมเพิ่มแรงกดลงบนลำคอของหญิงชรา
‘ใช่ ตามคาดเป๊ะ… มันไม่ขยับตราบใดที่ขู่เอาชีวิตเธอเอาไว้’
“ไป เดินหน้าซะ”
ผมดันตัวเธอด้วยฝ่ามือ นำทางไปยังประตูบ้าน โดยที่หญิงชราทำตามคำสั่งโดยไม่ปริปากพูดสักคำ
ทว่าพอพ้นเขตบ้าน ผมหยุดเดินและเหลียวมองข้างหลัง
“ให้มันอยู่ตรงนี้ ถ้ามันตามมา ฉันฆ่าแกแน่”
“…ถ้าฆ่าฉัน แกก็ต้องตายเหมือนกัน”
“ก็รู้ไง เพราะงั้นเรามาทำตัวเป็นมิตรต่อกันดีกว่านะ”
ผมมอบรอยยิ้มให้อย่างสุภาพ เธอไม่ตอบกลับและผมก็ไม่ได้ใส่ใจจะฟังคำตอบขณะนำตัวเธอออกจากบ้าน ในเวลาเดียวกัน ผมหันไปมองชายบิดเบี้ยวที่ยืนอยู่ตรงประตู จ้องมองมาทางเราโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่มัดกล้ามเดียว
มันแค่ยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองพวกเราไร้ร่องรอยแห่งอารมณ์
ผมละสายตาหลังจากรู้สึกอึดอัดชั่วครู่หนึ่ง แล้วส่งสัญญาณให้หญิงชราเคลื่อนไปข้างหน้า พวกเราเริ่มเดินข้ามถนนอันอ้างว้างของเมือง ที่ซึ่งมีเสาไฟส่องแสงริบหรี่ราวกับถ่านที่กำลังมอดดับภายใต้ความมืดมิดที่กดทับลงมา
แต่ละเสียงฝีเท้าของพวกเราดังกึกก้อง ถูกความเงียบงันกลืนหายแล้วก็สะท้อนกลับมาราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังฟังอยู่ ณ สุดขอบเขตของแสงสว่าง
ชั่วจังหวะหนึ่ง ผมเกือบจะคิดว่าตัวเองเห็นเงาร่างสูงยืนอยู่เบื้องล่างแสงไฟ
แต่มันก็แค่ชั่วจังหวะเดียวสั้น ๆ เท่านั้นก่อนจะหายลับไป ที่น่าแปลกใจที่สุดคือท่าทางเล็กน้อยของหญิงชรา เธอพึมพำอะไรบางอย่างเบา ๆ
มันเบามากจนผมเกือบคิดว่าเสียงนั้นเป็นแค่จินตนาการ
แต่ว่า
‘ฉันไม่ได้หลอนไปเองหรอก’
ตลอดทางที่เดินมา ต่างคนต่างไม่พูดคุยกัน
ความเงียบสงัดโอบล้อมจากทุกด้าน มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเราแผ่วเบาและอู้อี้ที่คอยทำลายมันลง
ผมเดินต่อไปแบบนั้น นำหญิงชราไปยังสถานีรถไฟอันคุ้นเคย
เมื่อเห็นสถานีรถไฟ ผมก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
‘ใกล้ถึงแล้ว อีกนิดฉันก็จะได้กลับโลกจริงสักที’
ประสบการณ์ทั้งหมดนี้รู้สึกเหมือนฝันร้ายสำหรับผมเลย ไม่เพียงแต่ลัทธิที่ผมพยายามสืบสวนจะใหญ่โตและยุ่งยากกว่าที่คาดคิดไว้แล้ว ยังดูทรงจะสามารถสะเก็ดทางความคิดได้อีกด้วย
‘แล้วก็มีเรื่องผู้ก่อตั้งที่เธอพูดถึงนั่นอีก… เขาเป็นใครกันแน่ เขามีส่วนเกี่ยวข้องยังไงกับหมอกรอบเกาะพวกนี้?’
คำถามมากมายผุดขึ้นในสมอง ทว่าไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ
แต่ไม่เป็นอะไรหรอก
ผมเข้าใจว่าตัวเองจะได้รับคำตอบในเร็ว ๆ นี้ และท้ายที่สุด เมื่อหยุดลงตรงหน้ารถไฟแสนคุ้นตา ผมก็เปิดประตูตู้โดยสารและเข้าไป สายตาจับจ้องหนทางออกจากโลกใบนี้
‘ในที่สุด’
ในที่สุด ผมก็ได้กลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงสักที
T/L: จริง ๆ แล้วชื่อตอน ‘กลับมา’ มันแปลว่าคนแปลกลับมาจากการอาการท้องเสียแล้ว (ฮา) โดนกินเลี้ยงสงกรานต์ทำพิษค่ะ ขออภัยที่ห่างหายไปนานนะคะ