นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #17 : ทางออก [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #17 : ทางออก [3]
“เชี่ย!”
ผมกระโดดพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวจากข้างหลัง แล้วเอื้อมมือคว้าเก้าอี้ ขว้างเข้าใส่ร่างเงาด้านหลังผมตรง ๆ
โครม!
เสียงกระแทกดังก้องกังวานไปทั่ว ผมเหลียวหันไปมอง
‘นั่นไง!’
คราวนี้ ผมเห็นมันแล้ว
ในวินาทีที่ผมหันกลับไป บรรยากาศพลันเย็นยะเยือก เงาร่างสูงตระหง่านที่มีเค้าโครงคล้ายมนุษย์แต่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นตรงหน้า ร่างของมันสั่นไหวราวกับกลุ่มควันที่มีรูปร่าง
แขนสีดำแข็งแรงเลื้อยเข้ามาหาผม นิ้วมือเหยียดตรง รัดเข้าที่ลำคอและกำรอบ ๆ เอาไว้
ผมไม่มีเวลาได้ทันตอบโต้ก่อนที่มันจะคว้าถึงตัว
“…..!?”
ตอนนี้หายใจก็ไม่ออก กรีดร้องก็ไม่ได้
ความรู้สึกหนึ่งเดียวที่มีอยู่คือหวาดกลัว มือขวาพยายามเอื้อมไปแกะสิ่งที่รัดคออยู่ออก แต่ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหน แรงบีบของมันก็แข็งแกร่งมากเกินไป
เรี่ยวแรงของผมเริ่มเลือนหาย แห้งเหือดออกไปเพราะความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้ ทุกวินาทีผ่านไปด้วยความหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ และในไม่ช้า แรงฮึดสู้ของผมก็เริ่มมอดดับ แขนขาอ่อนแรงลง ความมืดมิดทยอยคืบคลานเข้ามาใกล้ รอคอยที่จะกลืนกินผมไปทั้งตัว
“อึก—!”
ความสิ้นหวังเข้าครอบงำ ผมควานมือไปทางด้านหลังจนสัมผัสได้กับอะไรบางอย่างแข็ง ๆ
แล็ปท็อป…?
นิ้วมือกำรอบมันไว้แน่น ผมยกขึ้น เตรียมจะฟาดลงบนเงานั้น— จนกระทั่งความทรงจำหนึ่งเข้าวาบผ่าน
โถงทางเดิน แสงไฟ
ความคิดบางอย่างผุดขึ้น ไม่มีเวลามามัวลังเลแล้ว
ผมพลิกแล็ปท็อปมทางด้านหน้าตัวเองด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ หน้าจอจ่อตรงกับร่างตนนั้น
“….!?”
ปฏิกิริยาเกิดขึ้นทันที!
เมื่อแสงจากหน้าจอแล็ปท็อปสาดไปโดนร่างเงานั้น มันก็สลายตัวหายวับไปจากสายตา พร้อมกับแรงบีบตรงลำคอที่มลายหายไปด้วย
ตุบ!
ผมทรุดตัวลงและหอบหายใจ ตะเกียกตะกายถอยหลังหนีโดยที่ยังกอดแล็ปท็อปเอาไว้กับตัว จนกระทั่งหลังชนเข้ากับมุมห้อง ลมหายใจของผมถึงเริ่มกลับมาคงที่
“ฮ่าา… ฮ่าา…”
ทุกสัดส่วนของร่างกายกรีดร้องขณะที่ผมพยายามประคองทัศนวิสัยให้ชัดเจน ช่วงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกับการเคลื่อนไหวของลูกสูบรถยนต์
หัวสมองแทบจะคิดอะไรไม่ออก ปอดปวดแสบปวดร้อนไปหมด
ผมเกือบจะหมดสติอยู่รอมร่อ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ายังสลบไปตอนนี้ไม่ได้
‘ฉันจะ… วูบไม่ได้’
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้ง พยายามเรียกความคิดอ่านกลับคืนมา
มันดูเป็นไปได้ยาก แต่ในที่สุดผมก็พอจะใช้หัวคิดวิเคราะห์ได้อีกครั้ง
ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มประเมินสถานการณ์และมองไปรอบข้าง มันมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากหน้าจอแล็ปท็อปฉายอาบทั่วบริเวณ เงาที่อยู่รอบกายทำเอาผมขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว แม้แต่การสั่นไหวเพียงเล็กน้อยของพวกมันก็ทำให้ผมระแวงได้
‘….ไอ้มอนสเตอร์ตัวนั้น หรือจะเป็นอะไรก็ช่างเหอะ… มันฟื้นขึ้นมาไม่ได้ถ้ายังมีแสงอยู่’
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้ว
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ยังถือแล็ปท็อปเครื่องนี้ไว้ ผมก็ปลอดภัย
แต่มันจะแน่เหรอ?
สายตาเหลือบมองลงไปตรงหน้าจอ
‘แบตเตอรี่ 13%…’
ผมเลียริมฝีปาก พลางกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า
แบตเตอรี่เหลือน้อยกว่าที่คาดคิดไว้มาก ผมกดแถบแบตเตอรี่เพื่อดูเวลาที่เหลืออยู่
[เวลาใช้งานแบตเตอรี่คงเหลือ 15 นาที]
“สิบห้า…?”
ผมจ้องมองแล็ปท็อปและเกือบจะสบถออกมา นี่มันแบตเตอรี่ขี้หมาอะไรเนี่ย? โดยปกติแล้ว มันควรจะอยู่ได้ขั้นต่ำสักชั่วโมงหนึ่ง
‘…คงโดนเซ็ตไว้ล่ะมั้ง’
ผมเลิกตั้งคำถามเรื่องแบตเตอรี่ และเริ่มหาทางออกไปจากสถานการณ์นี้
‘ในเมื่อมอนตัวนั้นจะโผล่มาแค่ตอนมืดอย่างเดียว แปลว่าถ้ายังมีแล็ปท็อปอยู่กับตัว ฉันก็น่าจะกันมันได้ ปัญหาเดียวคือการหาทางออกเนี่ยแหละ’
ผมนึกถึงโถงทางเดินก่อนหน้านี้
‘ทางเดินวกวนไปมาพวกนั้นคงไม่นำไปทางออกให้หรอก แสดงว่าทางออกต้องอยู่หลังหกประตูนั่นสักบานแน่ ๆ ฉันลองไปแล้วห้าบาน สี่บานแรกล็อกอยู่ เป็นไปได้ไหมว่าทางออกคือบานที่หก? …หรือมันอาจจะซ่อนอยู่ในสี่บานแรก?’
ความคิดของผมตบตีกันวุ่นวายขณะพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดของฉาก กรณีที่ดีที่สุดคือประตูบานที่หกเปิดแล้วผมก็เจอทางออก แต่มันจะง่ายขนาดนั้นจริงเหรอ?
ผมหวังให้เป็นแบบนั้นนะ
แต่ถ้าไม่ใช่ขึ้นมาล่ะ?
หัวใจของผมหล่นวูบ
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัว ผมเริ่มตัวสั่น
“อย่าบอกนะว่าฉันต้องจัดการไอ้ตัวนั้นน่ะ…?”
ความรู้สึกหนักอึ้งทับถมทรวงอกเมื่อคิดได้อย่างงั้น
อย่างไรก็ตาม ผมเม้มริมฝีปากแล้วถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนจะเร่งความสว่างของหน้าจอ
ภายในห้องสว่างขึ้นทันตา ผมหันแล็ปท็อปเข้าหาตัวเอง
ปลายนิ้วเริ่มละเลงพิมพ์โดยไม่ลังเล
แต๊ก แต๊ก แต๊ก แต๊ก—
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กดทับไปทั่วห้อง เสียงกดแป้นคีย์บอร์ดดังสะท้อนไปมาขณะลงมือ
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงนาที และเมื่อเสร็จสิ้นเรียบร้อย ผมก็เช็กเวลาที่เหลืออยู่
[เวลาใช้งานแบตเตอรี่คงเหลือ 7 นาที]
“….เท่านี้คงได้”
ผมหันแล็ปท็อปกลับไปแล้วหรี่ความสว่างลงอีกครั้ง
จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สักหน่อย ก่อนจะยันตัวเองลุกขึ้นยืน
“เอาล่ะ”
ผมมองไปรอบตัวด้วยความประหม่า
‘….หวังว่ามันจะได้ผลนะ’
ผมเดินเอาหลังพิงกับผนัง คอยหันหน้าจอออกจากลำตัว ซึ่งค่อย ๆ ขยับไปทางประตูเข้าห้อง
เมื่อถึงจุดหมาย ผมโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อมองแล็ปท็อปพร้อมกับเอื้อมไปคว้าลูกบิด
ในวินาทีที่ไฟด้านบนโถงสว่างขึ้น ฝ่ามือก็หมุนลูกบิดและก้าวเข้าไปในทางเดิน
ผมมุ่งหน้าไปยังประตูบานที่หก และจับลูกบิดโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
คลิ้ก!
แล้วก็เป็นไปดั่งคาด
ผมพยายามจะเปิดประตู แต่มันกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน
‘ชิบ’
หัวใจของผมจมดิ่งเมื่อได้เผชิญกับความจริงนี้
‘….ก็อย่างที่คาดไว้ล่ะนะ เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นจริง ๆ ด้วย’
ผมรีบกวาดสายตามองไปรอบข้างก่อนจะหันความสนใจกลับมาที่แล็ปท็อป กล้องยังคงทำงานอยู่ และผมก็เห็นตัวเองยืนอยู่ใจกลางโถงทางเดิน ซึ่งสายตากำลังก้มต่ำจับจ้องหน้าจออีกทอดหนึ่ง
แล้วในที่สุด—
พรึ่บ!
แสงไฟวูบดับลง
เสียงหึ่งแผ่วเบาดังแว่วอยู่ในอากาศ ผมยังคงจ้องมองแล็ปท็อป
แต่ความเงียบสงบนั้น กลับถูกทำลายลงในเวลาต่อมา
ตั่ก ตั่ก ตั่ก ตั่ก!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังสนั่นไปทั่ว มันพุ่งตรงมาทางผมด้วยความเร็วสูง ในชั่วขณะที่สายตามองผ่านกล้องนั้นเอง ผมก็ได้เห็นมัน
ร่างเงาปรากฏตัวขึ้นตรงปลายสุดของทางเดิน
ทันทีที่ไฟดับ มันก็จ้องมาทางผมแล้วออกตัววิ่งเต็มกำลัง
แค่พักหายใจเพียงรอบเดียว มันก็มาถึงตัวแล้ว ผมเลยต้องรีบหันหน้าแล็ปท็อปไปทางมัน
“…..!?”
แสงสว่างวาบฉายขึ้น ร่างเงานั้นหายไป
ผมกำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้ว…
“ฮ่าาา”
ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวเป่าจรดท้ายทอยตัวเอง
ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
แต่ในเวลาเดียวกัน—
“เสร็จฉันละ!”
ผมกระแทกนิ้วลงบนปุ่มคีย์บอร์ดอันหนึ่งเพื่อเปิดใช้งานโค้ดที่ตัวเองพิมพ์เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ แล้วเหวี่ยงจอให้มันหันกลับไปด้านหลังด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว
แล็ปท็อปสว่างวาบขึ้นมา
พรึ่บ! พรึ่บ!
หน้าจอกระพริบถี่— สว่าง แล้วก็มืด สว่าง แล้วก็มืด
ผมหมุนตัวไปโดยรอบ
มันอยู่ตรงนั้นนี่เอง
ร่างเงายืนห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว แขนของมันเอื้อมมาถึงคอผม— ร่างของมันสั่นกระตุกมา ๆ หาย ๆ ติดอยู่ท่ามกลางห้วงแสงไฟวูบวาบอย่างกับตัวละครติดบั๊ก[1]
‘ตอนนี้แหละ!’
ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อย
กำมือข้างที่ว่างอยู่ให้กลายเป็นหมัดแน่น
แล้วซัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของร่างเงาเต็มแรง
ปั่ก!
ด้วยจังหวะที่พอดีกับช่วงแสงดับ หมัดของผมกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างแข็ง ๆ เงาร่างนั้นล้มลงกองกับพื้นอย่างรวดเร็ว โครงหน้าของมันบิดเบี้ยวผิดรูป
ผมไม่หยุดเพียงแค่นั้น
ลำตัวพุ่งไปข้างหน้าต่อ อะดรีนาลีน[2]หลั่งกลบความหวาดกลัวจนหมดสิ้น
ผมเตะลงบนร่างเงา— ซ้ำแล้วซ้ำเล่า— คอยกะจังหวะเตะให้ตรงกับการกะพริบของหน้าจอ
ปั่ก ปั่ก—!
ผมไม่รู้ว่าตัวเองกระหน่ำเท้าไปนานแค่ไหนแล้ว
ย่ำลงครั้งหนึ่ง ต่อเนื่องด้วยอีกครั้งตามมา ทุกการโจมตีสอดคล้องกับแสงไฟกะพริบ ร่างกายของผมเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ แม้จะเหนื่อยล้ามากเพียงใดก็ไม่ยอมหยุด
จนกระทั่งผมทรุดเข่าลง และหอบหายใจเอาอากาศเข้าตัว เงาร่างนั้นก็ไม่ตอบโต้อีกต่อไป
มันกระตุกอย่างอ่อนแรง ร่างกายติดบั๊กสั่นซ่า ๆ อยู่บนพื้น
สายตาของผมมองไป ช่วงอกไหวกระเพื่อม
“แฮ่กก… แฮ่กก…”
พรึ่บ
หลอดไฟบนเพดานกะพริบอีกครั้ง อาบทั่วทั้งห้องให้สลัวด้วยแสงซีดเผือด
เสียงหึ่ง ๆ ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศอย่างต่อเนื่อง
ผมทรุดตัวลงกับพื้น สมองแทบจะไม่รับรู้สถานการณ์อะไรทั้งนั้นแล้ว
“ฉันทำ… สำเร็จแล้วเหรอ?”
ผมค่อย ๆ หันศีรษะไป สายตาตรวจสอบบริเวณที่เงานั้นเคยอยู่
ว่างเปล่า
เงียบสงัด
‘ไปแล้ว?’
ผมกระเถิบตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
จากนั้น—
แว๊บ
การแจ้งเตือนกะพริบขึ้นต่อหน้าต่อตาผม
: [โหนดขั้นพื้นฐาน : ภาชนะกักกัน เปิดใช้งาน!]
ได้รับจิตวิญญาณแรงก์ < F >: ไนท์วอล์กเกอร์พเนจร (Wandering Nightwalker)
เชิงอรรถ
[1] ในนิยายต้นฉบับใช้คำว่า Glitched แต่ทางนี้คิดว่าแปลเป็น ติดบั๊ก (Bug) น่าจะกระชับกว่า ความหมายของมันคล้าย ๆ กัน คือการทำงานผิดปกติของอุปกรณ์หรือเทคโนโลยี เช่น ภาพกระตุก เสียงซ่า
[2] อะดรีนาลีน (Adrenaline) คือสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เตรียมร่างกายให้สามารถรับมือกับภาวะฉุกเฉิน หรือทำให้ร่างกายตื่นตัวและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นชั่วคราวเพื่อสู้หรือหนี