นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #19 : พัฒนาเกม [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #19 : พัฒนาเกม [1]
“…..”
เมื่อถึงทางออกในท้ายที่สุด ผมก้าวเดินพ้นประตู และรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่จับจ้องมาทางตัวเอง
บรรยากาศเงียบกริบ ทุกคนมองผมหมดเลย
‘หน้าฉันมีอะไรติดรึเปล่า?’
สายตาของพวกเขาทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงส่งแล็ปท็อปคืนให้หัวหน้าแผนก
“พอดีผมเผลอหยิบอันนี้ติดมาด้วย ต้องคืนที่ใครเหรอครับ?”
ผมกังวลเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนออกจากที่แปลก ๆ นั่นแล้ว แม้มันจะไม่ใช่รุ่นราคาแพงหูฉี่ แต่ก็ดูมีราคาไม่น้อยเลยทีเดียว
ใจจริงคือไม่อยากโดนเรียกเก็บเงินเฉย ๆ คนอย่างผมไม่มีปัญญาจ่ายหรอกนะ
“…อ้อ ใช่”
หัวหน้าแผนกรับแล็ปท็อปมาวางไว้บนโต๊ะ
เขาพยักหน้าพร้อมกับพึมพำ ‘ช่างเป็นคนดีจริง ๆ เอาแล็ปท็อปมาคืนให้ด้วย เป็นคนดีมาก… ดีมาก ๆ …’
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงกับโต๊ะ
ปัง!
“นั่นไม่ใช่ประเด็น!”
ผมสะดุ้งตัวโหยง หันความสนใจไปทางหัวหน้าแผนกที่ลุกพรวดขึ้นมากะทันหัน
“คุณเคลียร์การทดสอบได้ไง? ไปทำอีท่าไหนมา?!”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“นี่เป็นการเคลียร์ที่เร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยนะ เป็นไปได้ยังไงเนี่ย?”
“ครับ…?”
ผมมองหัวหน้าแผนกด้วยความสับสน
เขาไม่เห็นงั้นเหรอ?
“คุณออกจากการทดสอบเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?”
“…ผมใช้คอมครับ” ผมตอบกลับ แล้วหยุดชั่วครู่หนึ่งเพื่อหันสายตาให้มองไปทางมอนิเตอร์
แต่แล้วผมก็ชะงัก จอมอนิเตอร์พวกนั้น… ไม่ได้แสดงภาพบรรยากาศภายในการทดสอบ กลับกัน มันดันเต็มไปด้วยตัวเลขค่าชี้วัดต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับการทดสอบเลยสักนิด
หัวหน้าแผนกเดาะลิ้นราวกับเข้าใจความคิดของผม
“ถ้าผมเห็นแล้วจะถามคุณไหมล่ะ?”
“นั่นก็จริงครับ…”
“แล้วสรุปคือ?”
“อย่างที่บอกไปครับ ผมใช้คอม”
ผมเอื้อมไปหยิบแล็ปท็อป แงะฝาพับขึ้นมา แล้วเปิดโปรแกรมที่เขียนโค้ดไว้โดยไม่ลีลา หน้าจอกะพริบติด ๆ ดับ ๆ
จากนั้นจึงหมุนแล็ปท็อปเอียงไปทางหัวหน้าแผนกเล็กน้อย
“ในเมื่อตัวอะไรไม่รู้ที่อยู่ข้างในมันกลัวแสง ผมเลยสร้างโปรแกรมที่ทำให้หน้าจอกะพริบเพื่อขังมันไว้ หลังจากนั้นก็ค่อนข้างง่ายครับ”
ผมข้ามรายละเอียดไปบางจุดด้วยเหตุจำเป็น แต่วิธีการที่ผมอธิบายก็ไม่ใช่เรื่องโกหก เลยไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะหาช่องโหว่ในเรื่องที่ตัวเองเล่าได้
“ผมไม่ได้จะบอกว่าวิธีนี้มันสมบูรณ์แบบนะครับ แต่นี่คือทางที่ดีที่สุดเท่าที่ผมทำได้ด้วยความสามารถตัวเองตอนนี้แล้ว”
ผมพูดจบแค่นั้นแล้วรอให้หัวหน้าแผนกเป็นฝ่ายพูด แต่กลับพบเจอเพียงบรรยากาศเงียบสนิท สายตาของทุกคนในห้องจ้องตรงมาทางผม
“…..”
ความเงียบสงัดนั้นชวนให้รู้สึกน่าอึดอัดใจ
จนกระทั่ง—
“ว้าว บ้าไปแล้ว… ทำแบบนี้ก็ได้เหรอเนี่ย?”
เสียงของโซอี้แทรกผ่านความเงียบงัน เธอดูอดใจไม่ไหวจนไม่อาจกลั้นปากได้อีกต่อไป
คำพูดของเธอดึงให้หัวหน้าแผนกหลุดออกจากภวังค์ เขากลับไปนั่งบนเก้าอี้และวิเคราะห์โปรแกรมในแล็ปท็อป
“ทำไมก่อนหน้านี้ฉันถึงคิดไม่ได้นะ?”
เขาทำสีหน้าเหมือนกับคนทำตัวไม่ถูกก่อนจะหันกลับมามองผมอย่างรวดเร็ว ฝ่าเท้าของผมถอยร่นออกมาเมื่อเห็นสายตานั้น
จู่ ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“นี่ คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากเป็นแค่คนสังเกตการณ์น่ะ?”
เขาปิดแล็ปท็อปแล้วขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น
ผมถอยหลังหนีอีกก้าว
“ดูสิ คุณค่อนข้างมีพรสวรรค์เลยนะ การที่คุณสามารถคิดวิธีการที่เราคิดไม่ถึงมาก่อนได้ มันก็พิสูจน์แล้วว่าคุณน่ะมีของ ถ้าไม่มาร่วมงานกับเราคงเสียดายแย่เลย”
“เรื่องนั้น…”
ผมหันไปมองไคล์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสีหน้าสับสนและตกตะลึงจากเขาเท่านั้น
“สวัสดิการของทางเราค่อนข้างดีเลยนะ แถมโบนัสเซ็นสัญญาก็สูงพอตัวด้วย คุณจะได้รับทั้งกลยุทธ์ที่เหมาะสมและ—”
“ขอบคุณสำหรับข้อเสนอนะครับ แต่ผมขอผ่านดีกว่า”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครช่วยได้แล้ว ผมจึงพูดขัดจังหวะหัวหน้าแผนกไปตรง ๆ
“พอดีผมค่อนข้างกลัวพวกเรื่องสยองน่ะครับ”
“…..”
หัวหน้าแผนกมองหน้าผม สีหน้าของเขาเหมือนอยากจะบอกเต็มทนว่า ‘นี่คุณพ่นเรื่องไร้สาระอะไรออกมาเนี่ย?’
ผมกระแอมไอ
“เรื่องจริงนะครับ”
เขายังคงดูเหมือนจะไม่เชื่ออยู่ดี
“…แล้วผมก็ชอบงานตัวเองด้วย”
ระบบมันบังคับให้ผมต้องพัฒนาเกม ถ้าเข้ากิลด์แล้วละก็ ผมรู้ตัวเลยว่าไม่มีเวลาเหลือไปพัฒนาเกมแหง ๆ
“….ไว้ในอนาคตอาจจะคิดดูนะครับ แต่ตอนนี้คงต้องขอปฏิเสธ”
“ก็ได้”
หัวหน้าแผนกดูเหมือนยังมีเรื่องอยากจะพูดอีก แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับการตัดสินใจของผมและทำแค่พยักหน้าให้
“ในเมื่อคุณไม่อยากเข้า ผมก็ไม่บังคับหรอก แต่มันน่าเสียดายจริง ๆ นี่นา ผมคิดว่าคุณมีพรสวรรค์จริง ๆ นะ”
“ขอบคุณครับ”
ในท้ายที่สุด หัวหน้าแผนกก็ไม่ได้เซ้าซี้เรื่องนี้ต่อ ผมเดินกลับไปหาไคล์อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพิงหลังกับผนังแล้วไถลตัวลงไปนั่ง
“เฮ้ออ…”
จังหวะนั้นเอง ผมถอนลมหายใจออกมายาว ๆ และผ่อนคลายลงได้ในที่สุด
‘นึกว่าจะตายซะแล้ว’
ทุกวินาทีในการทดสอบนั้นผ่านไปอย่างทรมานทรกรรม ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอะไรเข้าสิงผม แต่พอมาลองมองย้อนกลับไปแล้ว มันคงเป็นเพราะผมสติแตกไปแล้วจริง ๆ นั่นแหละ
‘…ทำเอาไม่อยากจะยุ่งเรื่องสยองขวัญไปอีกสักอาทิตย์เลยล่ะ’
นั่นคือสิ่งที่ผมปรารถนาเป็นอย่างมาก แต่พอคิดถึงไอ้ตัวประหลาดที่ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ ท้องของผมก็ปั่นป่วน
ปั่นป่วนมากเสียจนรู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำซะเดี๋ยวนี้เลย
แต่พอผมกำลังจะขยับตัวไปก็มีสุ้มเสียงหนึ่งดังเข้าหู
“ทำไมคุณถึงไม่รับข้อเสนอนี้ล่ะ?”
เสียงนั้นไม่ใช่ของใครอื่นนอกจากโซอี้ เธอยืนกอดอก พิงหลังกับผนังด้วยท่าทีสบาย ๆ สายตาจ้องมองมาที่ผมพร้อมกับนิ่วหน้าเล็กน้อย
“หัวหน้าแผนกไม่ค่อยชมใครหรอกนะคะ คุณควรดีใจแล้วคว้าโอกาสนี้ไว้ด้วยซ้ำ หลายคนถึงกับยอมตายเพื่อให้ได้โอกาสแบบนี้เชียวนะ”
ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ นี่มันตรรกะบ้าบออะไรเนี่ย…? แต่ก็นะ เธอเหมือนกับในเกมเป๊ะเลย ทั้งขวานผ่าซากและถูกประคบประหงมมาอย่างดี ราวกับพวกเจ้าหญิงไม่มีผิด
‘แต่เอาเข้าจริง ฉันก็ค่อนข้างแปลกใจนะที่เธอยังทำตัวแบบนี้ได้อยู่หลังจากผ่านอะไรแบบนั้นมาแล้ว’
“งั้นเหรอครับ?”
ผมตอบเธอไปแบบส่ง ๆ ด้วยความหวังว่าเธอจะปล่อยผมไปเสียที แต่ดูเหมือนว่านั่นกลับยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
เมื่อรู้ว่าสถานการณ์อาจจะบานปลายได้อย่างรวดเร็ว ผมจึงยันตัวลุกขึ้นยืนและพูดขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากออกมาแม้แต่คำเดียว
“ปล่อยผมไปเถอะ ผมไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเลิศหรูเหมือนคุณหรอกนะ”
“หมายความว่ายังไง?”
ผมปรายตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะพึมพำออกมา “ผมไม่มีพ่อแม่รวย ๆ ให้พึ่งพาเวลาที่อะไร ๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการไง”
ถ้าผมมีละก็ คงไม่ต้องมานั่งกังวลกับไอ้เรื่องยาบ้า ๆ นี่หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังขัดขวางไม่ให้ผมมีสิ่งที่เรียกว่า ทางเลือก ด้วย
“น่ะ… นายว่าไงนะ?”
ร่างกายของเธอดูแข็งทื่อเมื่อได้ยินคำพูดของผม ผมน่าจะไปแทงใจดำเธอเข้า แต่สิ่งที่ผมกล่าวออกไปก็ไม่ใช่เรื่องโกหก
และเหนือสิ่งอื่นใด คือผมต้องไปเข้าห้องน้ำแล้วจริง ๆ
“พูดอีกทีซิ พูด—”
“ขอทางหน่อย”
ผมเบี่ยงตัวหลบและเดินผ่านไคล์ไป เขามองผมด้วยสีหน้าแปลก ๆ ท่าทางของเขาดูแข็งทื่อไม่แพ้กัน สายตาพลางมองสลับไปมาระหว่างผมกับเธอ
เขายังช็อกกับผลการทดสอบของผมอยู่เหรอ?
คงงั้นแหละมั้ง
‘ช่างเหอะ ยังไงฉันต้องไปแล้วจริง ๆ’
***
ซ่าา—
สายน้ำเย็นเยียบไหลลงสู่อ่างขณะกำลังล้างหน้า
“อึก…!”
เสียงครางหลุดออกมาจากปากอย่างกะทันหัน
ผมเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า จ้องมองเงาสะท้อนใบหน้าตัวเอง ฟันขบเข้าหากันแน่น มือทั้งสองข้างยึดขอบอ่างไว้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มจนพวกมันเริ่มสั่นเทา
อาการของโรค… กำลังกำเริบอีกแล้ว
“เ-เวรเอ๊ย”
มันไม่ได้รุนแรงอะไรนัก แต่ก็ยังรู้สึกได้
ผมต้องประคองตัวไว้ไม่ให้ล้มลงไป ความเจ็บปวดตกค้างภายในจิตใจ แขนทั้งสองยังคงสั่นไม่หยุด
แม้จะไม่ถึงขั้นร้ายแรง แต่มันก็ทำให้ผมทรงตัวได้ลำบาก
“ฮ่าา… ฮ่าา…”
ช่วงอกกระเพื่อมขึ้นลงสลับไปมา ผมกลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบ
‘ก็นะ… ฉันเกลียดเรื่องสยองจริง ๆ นั่นแหละ’
อาการเหล่านี้เริ่มกำเริบบ่อยขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งหมดเป็นเพราะความวิตกกังวลและความกลัวที่ผมเพิ่งเผชิญมา
“แม่ง—”
เอี๊ยด!
เสียงเอี๊ยดของประตูดังแผ่วเบา ดึงผมให้ออกจากห้วงความคิด
ผมหันศีรษะไปอย่างช้า ๆ จังหวะกระเพื่อมของอกค่อย ๆ สงบลง—
— และผมก็เห็นเขา
ไมล์ส กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เขาให้ความรู้สึกต่างไปจากปกติเล็กน้อย
ทว่าทันทีที่เขาสังเกตเห็นผม สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป พร้อมกับลักยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า
“โอ้ะ คุณอยู่นี่นี่เอง”
เขาเดินมาที่อ่างล้างหน้าข้าง ๆ ฉัน พลางบีบสบู่ใส่มือด้วยท่าทางสบาย ๆ
“…ผมได้ยินมาว่าคุณได้อันดับหนึ่งในการทดสอบ”
“อ่า ใช่แล้วล่ะ”
ผมพยักหน้าสั้น ๆ พยายามควบคุมลมหายใจให้มั่นคง
“มันน่าประทับใจมากเลยนะครับ”
“ขอบใจ แล้วคุณล่ะ?”
“รองจากคุณน่ะครับ ผมได้ที่สอง”
“อ้อ”
เพียงครู่เดียว ความเงียบอันเปราะบางก็เข้าปกคลุมระหว่างเรา
ความเงียบงันคงอยู่เนิ่นนานเกินควร— จนกระทั่งไมล์สเป็นฝ่ายทำลายมันอีกครั้ง
“ผมนึกว่าคุณจะไม่เข้าร่วมแล้วซะอีก”
“ก็ใช่…”
ผมเลียริมฝีปากพลางส่ายศีรษะ
“…บทจะเกิด มันก็เกิดขึ้นมาดื้อ ๆ อย่างนั้นแหละ”
“บทจะเกิดก็เกิดงั้นเหรอ? มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไง?”
“หือ มีอะไรรึเปล่า?”
“เปล่าครับ ดีแล้วล่ะที่คุณทำได้ดี”
เขายิ้มให้อีกครั้ง หมุนก๊อกน้ำแล้วล้างมือด้วยท่าทางสงบ เป็นจังหวะ
“….”
ผมยืนนิ่งเงียบ บทสนทนาเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
มีบางอย่างให้ความรู้สึกทะแม่ง ๆ
ผมชำเลืองมองเขา พยายามหาต้นตอ แต่ก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต— เขาทำเพียงแค่เช็ดมือด้วยกระดาษทิชชูอย่างใจเย็น
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังสลัดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจออกไปไม่ได้อยู่ดี
‘ไมล์ส… ไมล์ส… ไมล์ส…’
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้เจอกัน มีบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขาที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ
และจนตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร
“ผมไปก่อนนะครับ”
เขาส่งรอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับลักยิ้มพิมพ์ใจฉบับเดิม แล้วเอื้อมมือไปทางประตู
ในจังหวะที่เขาดึงประตูเปิดออกนั้นเอง—
“เฮ้…”
“หืม?”
เขาชะงักและหันกลับมามองผม
“มีอะไรเหรอครับ?”
“คือว่า…”
ผมลังเล แต่ก็ตัดสินใจถามออกไป “เมื่อกี้ผมลืมถาม นามสกุลของคุณคืออะไรเหรอ?”
“นามสกุลของผมเหรอครับ?”
เขากะพริบตา ดูสับสนไปชั่วขณะ
จากนั้นก็ตอบกลับมาทั้งที่มือข้างหนึ่งยันประตูเอาไว้—
“โฮมส์ (Holms) ครับ”
ปึง!
บานประตูปิดลงตามหลังเขา และห้องน้ำก็กลับสู่ความเงียบสงบ
ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิม เปลือกตาปิดลง ชื่อนั้นสะท้อนก้องภายในหัว
“อย่างนี้… นี่เอง”
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็ไขกระจ่าง
ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแปลกประหลาด ความรู้สึกตงิดใจ ความรู้สึกคุ้นเคย
ไมล์ส…
เขาเองก็เป็น ตัวละครจากหนึ่งในเกมที่ผมเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนามาก่อน