นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #20 : พัฒนาเกม [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #20 : พัฒนาเกม [2]
ไมล์ส โฮมส์
ผมจำเขาไม่ได้ในทันที ไม่ใช่เพราะผมลืมตัวละครนี้ไปแล้วหรืออะไรทำนองนั้นหรอกนะ
ไมล์สไม่ใช่ตัวละครที่ผมจะลืมได้ง่าย ๆ ก็ดันออกแบบไว้น่าจดจำซะขนาดนั้นจะให้ผมลืมเขาลงได้ยังไง?
เขาเป็นคนอำมหิต โรคจิต และหน้าไหว้หลังหลอก เป็นตัวละครประเภทที่ชอบฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้อื่น ขโมยผลงานเพื่อผลักดันให้ตัวเองก้าวหน้า ซึ่งนิสัยแบบนี้มันก็สมเหตุสมผลดีเมื่อพิจารณาถึงเกมที่เขาอยู่
มันคือเกมแนวเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ เป็นโลกไร้กเกณฑ์ที่เขาต้องขโมยและแย่งชิงจากผู้รอดชีวิตรายอื่นเพื่อให้อยู่รอด
มันมีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เกมนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าจะให้ผมยกมาพูดสักข้อละก็ คงต้องบอกว่าเป็นเพราะกราฟิก มัน… ทำออกมาได้ไม่น่าประทับใจเลย งบประมาณส่วนใหญ่ของเกมทุ่มเทลงไปกับเนื้อเรื่อง ส่งผลให้คุณภาพด้านกราฟิกโดนละเลยไป
ผมเคยนำปัญหานี้ไปปรึกษากับฝ่ายบริหารหลายครั้ง แต่พวกเขาทุกคนตอบกลับมาเหมือนกันหมดว่า: “เนื้อเรื่องจะชดเชยส่วนกราฟิกเอง ไม่ต้องห่วง ทำหน้าที่ของคุณไปก็พอ”
ตัวผมจึงทำได้แต่ถอยออกมาอย่างเงียบ ๆ
“…ถึงว่าล่ะ ตอนแรกฉันเลยจำเขาไม่ได้”
โซอี้จำได้ง่ายกว่ามาก เพราะเธอคือผลลัพธ์โดยตรงจากความล้มเหลวของเกม ‘หายนะซากอุบัติ (Dead Rising)’ ซึ่งทำให้บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบกราฟิกมากขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังล้มเหลวอยู่ดี
“ก็ไม่ใช่ว่าทุกเกมมันเจ๊งหมดหรอกนะ แต่ทำไมตัวเอกของสองเกมห่วยสุดถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะเนี่ย?”
หัวสมองพยายามอย่างหนักเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้
ไม่เพียงแต่โซอี้จะอยู่ที่นี่ ไมล์สเองก็อยู่ด้วย แค่คนเดียวก็ทำเอาปวดกบาลไปหมดแล้ว นี่ดันมีถึงสอง?
“แล้วหวยมาลงที่ไมล์สเนี่ยนะ…”
ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดอยากจะเข้ากิลด์อยู่บ้าง แต่ความคิดนั้นได้ปลิวหายไปหมดแล้ว
ไม่มีทางที่จะเอาตัวเองไปอยู่ร่วมกิลด์ที่มีเขาเด็ดขาด
ผมไม่อยากทำงานในสถานที่ที่ต้องคอยระแวงว่าจะมีคนแทงหลังได้ทุกเมื่อหรอกนะ
ไม่มีวัน แน่นอน
***
“…ฉันบอกแล้วไงว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ เซธเขา… เพิ่งโดนไล่ออกมาน่ะ เลยอาจจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วเขาก็น่าจะไม่รู้เรื่องนั้นด้วย”
“เขาเพิ่งโดนไล่ออกเหรอ?”
“ใช่แล้ว ฉันก็เลยให้เขามาที่นี่”
“เข้าใจละ”
“…เธอคงไม่ทำอะไรเขาหรอกใช่ไหม?”
โซอี้มองสีหน้าแข็งเกร็งของไคล์ เธอไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็ส่ายศีรษะของตัวเอง
“ฉันไม่ทำหรอกน่า”
“โอ้ ดีแล้ว”
ไคล์ดูโล่งอกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ
“ฉันรู้จักเซธดี เขาอาจจะดูเป็นคนไม่สนโลกไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอก อีกอย่าง เธอคงไม่ได้เจอเขาบ่อย เพราะเขาไม่ได้ทำงานกับเราโดยตรง”
“อืม ฉันก็คิดงั้น”
น้ำเสียงของโซอี้ฟังดูเบาบาง เสียงของเธอไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา นั่นทำให้ไคล์หายกังวลได้เปราะหนึ่ง
“….ดีแล้วล่ะ งั้นฉันไปเช็กเขาสักหน่อยนะ หมอนั่นคงตัวสั่นเพราะการทดสอบไปหมดแล้วมั้ง”
“ได้สิ”
โซอี้มองตามไคล์ที่เดินจากไป ภายในหัวหวนนึกถึงคำพูดสุดท้ายของเขา และสีหน้าของเธอก็มืดมนลง
ตัวสั่นเพราะการทดสอบเนี่ยนะ…?
นั่นมันน่าขำชะมัด ไม่เพียงเขาจะผ่านการทดสอบได้เร็วที่สุดจนเป็นสถิติใหม่เท่านั้น แต่ตอนที่เขาออกมากลับดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ทำอย่างกับตัวเองไม่ได้เพิ่งชนะพวกหน้าใหม่ระดับหัวแถวมางั้นแหละ
เขาไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ตัวสั่น เลยสักนิด
ทันใดนั้น ท้องไส้ของเธอก็รู้สึกปั่นป่วน
— ผมไม่มีพ่อแม่รวย ๆ ให้พึ่งพาเวลาที่อะไร ๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการไง
คำพูดของชายคนนั้นดังก้องในหัวของเธออีกครั้ง ความรู้สึกปั่นป่วนภายในท้องทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เวลาผ่านไปได้ไม่นานนักนับตั้งแต่เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตก ทำให้เธอและครอบครัวต้องติดอยู่บนเกาะบ้า ๆ นั่น นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเธอก็ว่าได้
ทุก ๆ วันเป็นดั่งขุมนรก เธอต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดด้วยความหวังว่าจะได้เจอพ่อแม่
แต่โชคร้ายที่เธอไปไม่ทัน ตอนที่ไปถึง ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว พ่อแม่ของเธอเสียชีวิต
ไม่สิ พวกเขา…
“….”
โซอี้กัดฟันกรอด สีหน้าที่เคยสงบนิ่งนั้นเกือบจะพังทลาย มันยากสำหรับเธอที่จะระงับความเดือดดาลลงได้
โดยเฉพาะ เมื่อเธอรู้สึกเหมือนโดนเยาะเย้ย
ข่าวการจากไปของพ่อแม่เธอดังไปทั่วโลกเพราะอิทธิพลและอำนาจของพวกเขา มันไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้เรื่องนี้ เธอไม่เชื่อเรื่องที่ไคล์เล่าหรอกนะ
ไคล์น่ะแสนดีมากเกินไป จนมักจะพูดถึงคนอื่นในแง่ดี
ส่วนหมอนั่น ชื่อเซธใช่ไหม?
โซอี้พยักหน้าเงียบ ๆ พร้อมกับจดจำชื่อนั้นไว้
“น่าเสียดายจริง ๆ ที่เขาไม่เข้ากิลด์…”
***
ทันทีที่การปฐมนิเทศสิ้นสุดลง ทุกคนก็ถูกพากลับมายังชั้น -5 เมื่อเทียบกับตอนที่พวกเรามาครั้งแรกแล้ว ครั้งนี้มีคนพลุกพล่านมากกว่าเดิม แต่ละคนกำลังเคลื่อนตัวไปยังที่ต่าง ๆ ส่วนเก้าอี้กับจอโปรเจกเตอร์เหล่านั้นหายไปตั้งนานแล้ว
พื้นที่บริเวณนี้จึงดูเหมือนล็อบบี้เอาไว้เข้าสำนักงานอะไรทำนองนั้น ซึ่งว่ากันตามตรง ล็อบบี้ทางเข้าบริษัทเก่าของผมยังดูดีกว่านี้อีก
หัวหน้าแผนกหยุดเดินและหันมามองทางเรา
“ผลการทดสอบโดยรวมถือว่าค่อนข้างดี พวกคุณส่วนใหญ่ผ่านมันมาได้ ถึงจะมีล้มเหลวอยู่บ้าง แต่การล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตราบใดที่คุณเรียนรู้อะไรได้สักอย่างจากประสบการณ์นั้น ทุกอย่างก็จะโอเค แต่…”
เขากวาดตามองเอกสารในมืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาสนใจพวกเรา คราวนี้น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น
“….ผมไม่รับประกันว่าคุณจะมีชีวิตรอดถ้าล้มเหลวอีกครั้ง”
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศนิ่งสงัด ผมยืนอยู่ด้านหลังกลุ่ม คอยสอดส่องปฏิกิริยาของคนอื่น ๆ
มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมเท่าไหร่นัก
ณ เวลานี้ ความสนใจทั้งหมดของผมจดจ่ออยู่กับภารกิจของตัวเอง
เกม… เกม… ผมต้องรีบพัฒนาเกมออกมาโดยด่วน และต้องทำให้มันน่ากลัวมากพอที่จะเขย่าประสาทของผู้คนในโลกนี้ได้ด้วย
ยิ่งคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองก็ยิ่งรู้สึกขมขื่น
‘จะไปทำได้ยังไงวะเนี่ย?’
นอกจากอยู่ตัวคนเดียวแล้ว เวลาในการพัฒนาก็ไม่ได้มีมากขนาดนั้นด้วย
“เอาล่ะ ตอนนี้เราผ่านส่วนที่ยากไปแล้ว ผมจะจัดพวกคุณเป็นทีมแบบเร็ว ๆ เลยแล้วกัน”
ความสนใจของทุกคนหันกลับไปยังหัวหน้าแผนกอีกครั้ง ผมเองก็สนใจเช่นกัน แต่เนื่องจากมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผมเลยได้แต่ยืนดูอย่างเงียบเชียบขณะที่คนรอบกายถูกจัดแบ่งเข้าทีมต่าง ๆ ทีละคน
“แต่ละทีมไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ ทุกทีมดีพอ ๆ กันหมด เพราะงั้นอย่าไปคิดมากเรื่องทีมของตัวเองเลยนะ”
เขาจัดสรรสมาชิกเสร็จเรียบร้อย ทั้งหมดแบ่งออกได้เป็นเจ็ดกลุ่ม
“อีกไม่นานเดี๋ยวหัวหน้าทีมก็จะมาหาพวกคุณเอง ระหว่างนี้อยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ จะทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานในอนาคต หรือจะนั่งไถมือถือเล่นไปเรื่อยก็ได้ พวกคุณผ่านส่วนที่ยากสุดมาแล้ว สำหรับวันนี้ที่เป็นวันแรกของพวกคุณก็จบแค่นี้แหละ”
หัวหน้าแผนกทิ้งท้ายด้วยคำพูดนั้น ก่อนจะขอตัวและเดินไปยังพื้นที่อื่น
ทันทีที่เขาจากไป เสียงจอแจก็เริ่มดังขึ้น
ผมยังคงยืนอยู่ด้านหลัง สังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความสงบนิ่ง
จนกระทั่ง…
“นายทำอะไรอยู่เนี่ย?”
เสียงของไคล์ดังเข้าหู
ผมหันศีรษะไป เห็นเขากำลังกวักมือเรียกผมอยู่
“จะไปไหนกันเหรอ…?”
“ไปไหนอะไรล่ะ? ก็ไปที่ห้องทำงานของนายไง”
“เอ่อ?”
ห้องทำงาน…?
“ฉันได้ห้องทำงานด้วยเหรอ?”