นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #22 : พัฒนาเกม [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #22 : พัฒนาเกม [4]
เกมสยองขวัญที่ดีประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ฉากจัมป์สแกร์ติดต่อกัน ไม่ก็ฉากเลือดสาดชวนแหวะที่มาพร้อมกับความน่ากลัวงั้นเหรอ?
“ไม่ใช่เลยสักอย่าง”
ผมนั่งเหม่อลอย จ้องมองหน้าจอแล็ปท็อปด้วยความว่างเปล่า เสียงหึ่ง ๆ ของพัดลมดังสะท้อนไปทั่วห้องอันเงียบสงัด
เวลาผ่านไปได้หลายชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่ที่ผมนั่งลงและเปิดเครื่องแล็ปท็อป ถึงอย่างนั้นในช่วงเวลาทั้งหมด— ยาวนานสองชั่วโมงเต็ม— กลับไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากส่งสายตาว่างเปล่าให้กับหน้าจอ
การพัฒนาเกมไม่ใช่เรื่องยาก
ด้วยเครื่องมือและโปรแกรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมมั่นใจว่าตัวเองสามารถพัฒนาเกมที่พอเล่นได้
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ประเด็นที่ต้องหาคำตอบให้ได้คือทำยังไงให้เกมมันน่ากลัว โดยเฉพาะในโลกที่เกมสยองขวัญกระตุกต่อมความรู้สึกของคนทั่วไปได้น้อยกว่าโลกเก่า
“…นี่มันยากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ”
ผมเกาหลังศีรษะของตัวเอง รู้สึกว่าอาการปวดหัวกำลังคืบคลานเข้ามา
การจะเป็นเกมสยองขวัญที่ดีได้จริง ๆ นั้น จำเป็นต้องทำให้องค์ประกอบหลายอย่างสมบูรณ์แบบ
1. บรรยากาศ
ต้องเสริมสร้างความตึงเครียดก่อนถึงฉากจัมป์สแกร์
2. เสียงและภาพ
อาจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือการเล่นกับประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ เสียงประกอบและดนตรีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประสบการณ์สยองขวัญให้สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะยิ่งถ้าได้ใช้เสียงที่เหมาะสมก็จะสามารถทำให้ผู้เล่นรู้สึกไม่สบายใจ สับสน หรือจมดิ่งลงไปในความพรั่นพรึงโดยสมบูรณ์
3. การเล่าเรื่อง
นี่คือหัวใจสำคัญในการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางจิตวิทยาลงในจิตใจของผู้เล่น และเป็นหน้าที่ของนักพัฒนาที่จะต้องฟูมฟักเมล็ดพันธุ์นั้นให้เติบใหญ่งอกงามมากขึ้น
มันยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ หลายอย่างที่ต้องคำนึง แต่โดยทั่วไปแล้ว สามอย่างนี้คือสิ่งจำเป็น
“อืมม”
คลิก!
ผมกดทัชแพดและเปิดยูเอนจิ้น[1]ขึ้นมา เป็นโปรแกรมพัฒนาตัวหลักที่ผมเคยใช้ทำเกมตอนที่ยังอยู่บริษัทเก่า
“…ถ้าต้องรีบทำให้เสร็จเร็วที่สุดก็ควรจะเลือกทำอะไรที่มันเรียบง่ายไว้ก่อน”
ข้อดีของเอนจิ้นตัวนี้คือ มันมีโครงสร้างแม่แบบมากมายให้เลือกใช้พัฒนาเกม ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการเขียนโค้ดลงไปให้เหลือน้อยที่สุด
“ส่วนเมคคานิกของเกม[2]…”
ของพวกนั้นก็ต้องลดให้เหลือน้อยที่สุดเช่นกันเพื่อเป็นการประหยัดเวลา
แต่เอาจริง ๆ แล้ว เกมสยองขวัญไม่จำเป็นต้องมีลูกเล่นซับซ้อนด้วยซ้ำ
“ฉันแค่ต้องทำให้ตัวละครขยับไปข้างหน้าได้ วิ่งได้ก็พอ”
ผมเคาะนิ้วลงบนโต๊ะพลางครุ่นคิด ตัวเอนจิ้นมีเสียงประกอบและดนตรีเตรียมไว้ให้แล้ว สิ่งเดียวที่ขาดไปตอนนี้คือเส้นเรื่องและทิศทางโดยรวมของเกม
“ควรจะใช้ประสบการณ์ล่าสุดของตัวเองมาเป็นแนวทางและฐานของเนื้อเรื่องดีไหมนะ?”
ผมนั่งเงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะเม้มริมฝีปาก
“ใช่ แบบนั้นน่าจะเวิร์ก”
ในหัวของผมตอนนี้มีอยู่สองฉาก อันแรกคือวงออร์เคสตรา และอันที่สองคือการทดสอบครั้งล่าสุด
ถ้าให้เทียบระหว่างสองฉากนี้ อันหลังทำง่ายกว่ามาก
กลไกมีลูกเล่นเรียบง่าย ‘มอนสเตอร์’ ก็เรียบง่ายพอกัน
การจะสร้างมอนสเตอร์ในเกมออกมาให้สูสีกับวาทยกรสักตัวมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยความสามารถของผม ซึ่งว่ากันตามตรงแล้ว ตัวผมเองยังมีปัญหากับวาทยกรตัวจริงอยู่ด้วยซ้ำ
สำหรับตอนนี้ คงต้องจำใจใช้ฉากที่สองเพียงอย่างเดียว
เมื่อทุกอย่างถูกวางแผนไว้ในหัวเรียบร้อยก็หักนิ้วตัวเองและลงมือทำงานทันที
ผมไม่มีเวลาให้เสียเปล่าอีกแล้ว
*
เวลาผ่านไปสี่วันทั้งอย่างนั้น
แต๊ก แต๊ก แต๊ก แต๊ก แต๊ก แต๊ก—
เสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดดังสนั่นไปทั่วห้อง ดวงตาของผมอ่อนล้าจากการต้องปะทะกับแสงจ้าของหน้าจอแล็ปท็อปไม่หยุดหย่อนจนศีรษะเริ่มปวดตุบ
ถึงอย่างนั้น สายตาของผมก็ไม่เคยละไปจากหน้าจอ
และแล้ว—
แต๊ก!
“เรียบร้อย!”
ปลายนิ้วกดแป้นพิมพ์เป็นครั้งสุดท้าย ผมชักมือกลับและมองดูผลงานที่อยู่ตรงหน้า
“…ถึงจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็น่าจะพอเล่นได้แล้ว”
ผมยัดทุกสิ่งอย่างที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งล่าสุดลงไป ถึงแม้มันจะไม่ใช่การถอดแบบออกมาให้เหมือนเป๊ะ ๆ แต่ผมก็พยายามจำลองบรรยากาศและความตึงเครียดที่เคยสัมผัสมาอย่างสุดฝีมือ พยายามให้แก่นแท้มันใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลลัพธ์โดยรวมออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ
“น่าจะพอทำให้คนกลัวได้บ้างแหละหน่า”
ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น แล้ว…
ก๊อก ก๊อก—
“มาได้จังหวะพอดีเลย”
ประตูเปิดออก และไคล์ก็เดินเข้ามา
“เซธ นี่มันสองทุ่มแล้วนะ งานฉันก็เสร็จแล้วด้วย นายจะไป—”
“ไคล์ นายนี่มาได้ถูกเวลาจริง ๆ”
ผมลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินตรงไปหาไคล์แล้วจับไหล่ของเขา จากนั้นจึงผลักเจ้าตัวไปหาเก้าอี้
“เดี๋ยวสิ ทำอะไรของนาย…!?”
“เงียบไปเหอะน่า ฉันแค่อยากให้นายช่วยอะไรหน่อย”
ผมกดตัวเขาให้นั่งลงแล้วคลิกที่ทัชแพด
“มาลองนี่มา”
“อันนี้คือ…?”
คิ้วของไคล์ขมวดเข้าหากันครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทันทีที่ตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
คอของเขาหันขวับมาทางผม
“นายทำเสร็จแล้วเหรอ? เร็วขนาดนี้เลย? ปกติเกมมันต้องใช้เวลาทำนานกว่านี้ไม่ใช่รึไง?”
“ตัวเกมยังไม่เสร็จดีหรอก นี่แค่โครงน่ะ แต่มันก็พอเล่นได้แล้ว ฉันอยากฟังความเห็นจากนาย ขอแบบตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจเลยนะ”
ความคิดเห็นนี้เป็นสิ่งสำคัญ
ไคล์เป็นคนที่ต้องรับมือกับเรื่องพวกนี้เป็นประจำ เขาจึงเป็นหนูทดลองที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกมประเภทนี้ ถ้ามันทำให้เขากลัวได้ แสดงว่ากับคนส่วนใหญ่ก็ได้ผลเหมือนกันแน่นอน
แต่อีกแง่หนึ่ง…
ความทนทานต่อเรื่องสยองของเขาสูงกว่าคนทั่วไป เพราะฉะนั้นเลยมีโอกาสที่เขาจะไม่รู้สึกกลัว แต่อย่างน้อย ตัวเขาก็พอบ่งบอกได้ว่าถ้าคนปกติมาเล่นแล้วจะรู้สึกยังไง แค่เขาสะดุ้งสักเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว
“…ก็ได้”
ดูเหมือนไคล์เองก็ตื่นเต้นที่จะได้ลองเล่นเกมนี้นิดหน่อยนะ
“แล้วต้องเล่นยังไงล่ะ? ฉันต้องทำอะไรบ้าง?”
“แบบนี้”
ผมอธิบายวิธีการเล่นคร่าว ๆ ให้ไคล์ฟังแล้วกดเริ่ม ไม่นานนัก ทั่วทั้งห้องก็ตกลงสู่ความเงียบงัน สายตาของผมเฝ้ามองไคล์เล่นเกม
‘เขาจะต้องกลัวบ้างแหละ ใช่ไหม?’
หน้าจอสว่างวาบขึ้น นิ้วของไคล์ขยับไปมา
สายตาของผมจ้องมองเงียบ ๆ สังเกตไคล์อย่างตั้งใจ ขอให้ได้เห็นสักเศษเสี้ยวปฏิกิริยาตอบสนองจากเขาสักหน่อยก็ยังดี
ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับเกมนี้มาก
มากเสียจนแทบไม่ได้นอนเลยในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมค่อนข้างพอใจกับผลงานเกมชิ้นนี้ ประสบการณ์ครั้งล่าสุดของผมในทุกแง่มุมผสมผสานอยู่ภายในนั้น
ทว่า…
[เกมโอเวอร์]
“…..โอ้ะ ตายซะแล้ว”
ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยแม้เพียงเสี้ยวเดียว
หัวใจของผมหล่นวูบขณะจ้องมองไคล์ สายตากับรอยยิ้มแห้ง ๆ บนใบหน้านั้นส่งมาทางผม แล้วก็พึมพำออกมา ‘ขอลองอีกทีนะ’
ผมพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยและเฝ้าดูเขาลองเล่นใหม่อีกครั้ง
สายตาจ้องเขม็งไปที่เขาเหมือนกับก่อนหน้านี้ รอคอยปฏิกิริยาอะไรสักอย่าง เอาแค่สะดุ้ง ตัวสั่น หรือลังเลนิดหน่อยก็ได้
แต่—
[เกมโอเวอร์]
เหมือนเดิม ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานขณะที่ไคล์จ้องหน้าจอ พยายามจะเริ่มเกมใหม่อีกรอบ
“ฉันขอเร่งเสียงหน่อยนะ”
“…อื้อ”
ผมหลับตาลงและพยักหน้าให้ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนมีก้อนแข็ง ๆ จุกอยู่ตรงลำคอ
คราวนี้ผมไม่แม้แต่จะมอง
ไม่จำเป็นต้องมองเลย
ปฏิกิริยาของเขาบ่งบอกทุกอย่างแล้ว ต่อให้เอาเกมไปให้คนอื่นลอง— ใครสักคนที่ไม่ใช่ไคล์— ผมก็กลัวว่าผลลัพธ์มันจะยังออกมาเป็นแบบเดิม
เกมนี้น่ะ…
มันไม่น่ากลัวเลยสักนิดเดียว
‘บัดซบเอ้ย’
เชิงอรรถ
[1] ยูเอนจิ้น (U-Engine) ส่วนตัวคิดว่าน่าจะอ้างอิงมาจาก Unreal Engine / เอนจิ้นเกม คือซอฟต์แวร์พื้นฐานที่มีระบบเรนเดอร์ภาพ ฟิสิกส์ เสียง และแอนิเมชั่นแบบสำเร็จรูป ช่วยลดเวลาและขั้นตอนในการสร้างเกม ทำให้นักพัฒนาไม่ต้องเขียนโค้ดพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
[2] เมคคานิกของเกม (Game Mechanics) คือระบบรากฐานกลไกการเล่นเกมนั้น ๆ เป็นตัวกำหนดว่าผู้เล่นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์หลัก ๆ กับตัวเกมอย่างไรบ้าง กำหนดสิ่งที่ผู้เล่นทำได้และทำไม่ได้ ทำให้ภาพรวมของตัวเกมชัดเจนขึ้นว่าจะออกมาเป็นแนวไหน