นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #21 : พัฒนาเกม [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #21 : พัฒนาเกม [3]
“แล้ว…? นายคิดว่าไง?”
พวกเราหยุดอยู่หน้าห้องขนาดเล็กห้องหนึ่ง เมื่อสายตากวาดมองพื้นที่ที่แทบจะวางได้แค่โต๊ะกับเก้าอี้ตัวเดียว ผมก็หันไปหาไคล์
“นี่คือห้องทำงานในความคิดนายเหรอ?”
“…..”
ใบหน้าของไคล์กระตุก เขาหันหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนจะยกกำปั้นขึ้นมาปิดปากและกระแอมไอ
“เอาน่า ช่วงนี้ฉันอาจจะทำผลงานได้ดีก็จริง แต่นายไม่ได้เป็นสมาชิกกิลด์อย่างเป็นทางการ ฉันก็ทำได้เต็มที่เท่านี้แหละ แล้วที่นี่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย ถึงจะเล็กแต่มันก็มีความเป็นส่วนตัวดีนะ นายจะได้ทำเกมโดยไม่มีใครมากวนไง”
“…งั้นก็คงดีมั้ง”
ผมมองไปที่พรมสีเทาและหลอดไฟริบหรี่ด้านบนที่ส่องแสงสลัวไปทั่วห้อง ไม่มีหน้าต่าง ส่วนโต๊ะไม้ก็ดูจะโทรมไปหน่อย
ความรู้สึกมันเหมือนห้องเก็บของภารโรงมากกว่าห้องทำงานเสียอีก
แต่ก็เอาเถอะ ผมมีสิทธิ์บ่นที่ไหนล่ะ?
“แค่นี้ก็พอแล้ว”
ผมนั่งลงบนเก้าอี้และหยิบแล็ปท็อปออกมาจากกระเป๋าตัวเอง
เวลาไม่เคยคอยใคร ผมต้องเริ่มโปรเจกต์ก่อนที่จะสายเกินไป
แล้วหัวก็ดันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เรื่อง—”
“นี่นายไม่รู้จริง ๆ เหรอ?”
“อะไร..?”
“…เรื่องที่เกิดขึ้นกับโซอี้น่ะ?”
เกิดอะไรขึ้นกับโซอี้? มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอเหรอ? หรือเขากำลังพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้?
“เฮ้ออ”
ไคล์ถอนหายใจออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความสับสนจากผม
“พอจะรู้อยู่หรอกว่าบางครั้งนายก็ทำตัวตัดขาดจากโลกภายนอก ฉันเลยพอเดาได้ว่านายคงไม่รู้”
“ไม่รู้อะไร?”
เขากำลังพูดถึงเรื่องบ้าอะไรกันแน่เนี่ย?
ไม่สิ เดี๋ยวก่อนนะ…
“โซอี้…”
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที
“…พ่อแม่ของเธอเสียแล้ว”
ผมรู้สึกเหมือนคำพูดกระชากหายไปจากปากจนหมดเมื่อได้ยินประโยคนั้นของไคล์ ฝ่ามือรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่นานนักก็เจอหลายบทความ
< เดลินิวส์ > — [ข่าวด่วน: โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นกับเทอร์ลิน คอร์ปอเรชั่น: ประธานบริษัทและครอบครัวสูญหายหลังจากเกิดอุบัติเหตุบนเกาะ; ลูกสาวรอดชีวิต]
< ข่าวช่อง 8 > — [เทอร์ลิน คอร์ปอเรชั่น เผชิญกับการล่มสลายจากวิกฤตการณ์ในขณะนี้]
ผมหลับตาลงหลังจากที่ได้อ่านพาดหัวข่าวสองอันแรก
‘ชิบ’
ณ จุดนี้ผมไม่แปลกใจแล้ว อันที่จริงตัวเองควรจะคาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าปูมหลังของตัวละครที่เข้ามาในโลกนี้จะเหมือนกับในเกมเป๊ะ ๆ
“อย่างที่คิดไว้เลย นายไม่รู้จริง ๆ ด้วย”
ผมละสายตาจากโทรศัพท์ หันไปมองไคล์กำลังถอนหายใจ
“ฉันบอกเธอไปแล้วว่านายน่าจะไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด นายควรไปเคลียร์ความเข้าใจผิดด้วยตัวเองนะ”
“ไม่มีทางที่เธอ—”
ผมหยุดคำพูดของตัวเองไว้กลางคันก่อนที่มันจะหลุดออกมาครบประโยคว่า ‘ไม่มีทางที่เธอจะรับคำขอโทษของฉันจริง ๆ หรอก’
“เอ้ะ? เมื่อกี้ว่าไงนะ?”
“อ่า เปล่า ไม่มีอะไร ฉันจะลองคุยดูนะถ้ามีเวลา”
“ดีแล้ว”
ไคล์พยักหน้าด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันไม่ได้ขอให้นายไปสนิทด้วยหรอกนะ แต่เธอค่อนข้างดังที่นี่ นายอยู่กับฉันน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไปทำให้เธอฉุนเอาก็แย่ได้เหมือนกัน”
“..โอ้”
ริมฝีปากกระตุก
ผมรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว
เรียกได้ว่ารู้ดีกว่าใครเลยล่ะ เธอเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นชนิดที่ว่ากัดไม่ปล่อย จนผมถึงขนาดตั้งคำถามกับการตัดสินใจบางอย่างของทีมออกแบบตอนสร้างเกมเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ดูเหมือนว่านิสัยของเธอจะได้รับความนิยมจากผู้เล่นพอสมควร ความล้มเหลวที่แท้จริงมันเป็นเพราะฉากจบต่างหาก
“เอาล่ะ ในเมื่อนายเข้าใจแล้ว ฉันก็คงต้องขอตัวก่อน”
ไคล์พลิกข้อมือเพื่อดูเวลา
“ทางนี้ต้องไปเคลียร์งานต่อน่ะ ยังเหลืออีกเยอะเลย ไว้เจอกันใหม่นะ”
“โอเค…”
ไคล์หันหลังและเดินตรงไปยังประตูห้อง ฝ่ามือกำลังจะหมุนลูกบิดแต่ก็หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“อีกเรื่องหนึ่ง”
“อะไรเหรอ?”
“….นายควรหาเวลานอนบ้างนะ”
“หืม?”
ไคล์เปิดประตูแล้วส่ายศีรษะ
“สภาพนายอย่างกับศพเดินได้เลยว่ะ”
ปึง—
ประตูปิดลงทันทีที่เขาออกไป ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงอะไร จนกระทั่งผมมองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าจอแล็ปท็อปและเห็นรอยคล้ำใต้ตาเป็นถุงลึก
‘เออ เขาก็พูดถูกนะ…’
“เวรแล้วไง!”
นั่นทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่อยากจะถามเขาขึ้นมาได้พอดี
เรื่องเกี่ยวกับพวกตัวตนที่เข้ามาในโลกมนุษย์ เขาบอกว่าพวกมันต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการปรับตัวให้เข้ากับโลกนี้ มันเป็นแบบนั้นกันทุกตัวเลยหรือเปล่า?
“ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยถามทีหลังแล้วกัน”
ผมยังพอมีเวลาเหลือ
ตอนนี้ เป้าหมายหลักของผมคือการสร้างเกม
“เอาละ…”
ผมกดเปิดเครื่องแล็ปท็อป พลางเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วถอนหายใจออกมา
“…ฉันจะเริ่มยังไงดีล่ะเนี่ย?”
***
ทันทีที่ไคล์ก้าวพ้นจาก ‘ห้องทำงาน’ อันคับแคบที่ทิ้งเซธเอาไว้ข้างใน เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องกว้างขวางที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฝูงชนหลายสิบคนเดินไปมารอบ ๆ ฉากกั้นระหว่างโต๊ะทำงาน บางคนก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานอยู่ที่โต๊ะ
แม้ภาพเบื้องหน้าจะดูแปลกตา แต่ที่นี่คือแผนกเจ้าหน้าที่ภาคสนาม
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ พื้นที่ของเหล่าบุคลากรที่ต้องเข้าไปในเกต
แต่เนื่องจากลักษณะงานของพวกเขาต้องอาศัยการวิจัยและวิเคราะห์อย่างหนักหน่วง บุคลากรส่วนใหญ่จึงมักจะใช้เวลาไปกับการสืบสวนเกตและอ่านรายงาน มากกว่าการเข้าไปในเกตเพื่อจัดการกับตัวตนหรือวัตถุที่มีความผิดปกติ
นั่นจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนออฟฟิศทำงานทั่วไป
“ไคล์”
ในจังหวะนั้นเอง มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาหาไคล์ เขาเป็นชายร่างสูง ใบหน้าแบบชาวเอเชีย ส่วนสูงพอ ๆ กับไคล์ ผมตัดทรงสั้นเรียบร้อย และมีไฝเม็ดหนึ่งอยู่ข้างคาง
หลี่เทอร์แรนซ์ (Terrance Li) เข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงและจ้องไปที่ประตูบานเล็กข้าง ๆ ไคล์ คิ้วของเขาเลิกขึ้น
“คนที่นายพามาอยู่ในนั้นเหรอ?”
“…ใช่”
เมื่อเทอร์แรนซ์ถามถึงเซธ ไคล์ตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย แม้พวกเขาจะรู้หน้าค่าตากันดีเพราะเป็นสมาชิกหน่วยเดลต้าเหมือนกัน แต่คำถามนั้นก็ทำให้เขาระแวงนิดหน่อย
เทอร์แรนซ์กลับหัวเราะออกมา ผิดกับไคล์ที่เป็นฝ่ายกังวล
“ฉันยังแปลกใจอยู่เลยที่นายพูดตะล่อมให้หัวหน้าทีมขี้งกยอมยกห้องนั้นให้นายได้ แต่เมื่อก่อนมันก็เป็นแค่ห้องสูบบุหรี่ ฉันเลยพอเข้าใจได้อยู่”
“นายพูดเหมือนง่ายเลยนะ”
ไคล์ยิ้มเจื่อน ๆ ให้เทอร์แรนซ์ เขาพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ความจริงคือ ไคล์ต้องทุ่มสุดตัวกว่าจะกล่อมให้หัวหน้าทีมยอมยกห้องนั้นให้เขา
หัวหน้าทีมของพวกเขา… คนเรามันจะงกถึงขนาดนั้นได้ยังไงกันเนี่ย?
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ว่าแต่ ฉันได้ยินเรื่องคนที่นายพามาเยอะแยะเลยนะ”
“นายก็ด้วยเหรอ?”
ไคล์ตกใจในตอนแรก แต่ไม่นานก็สงบลง จนถึงตอนนี้ เกือบทุกคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับวีรกรรมของเซธผ่านหูมาบ้าง
ไคล์มั่นใจว่าทุกคนที่นี่รู้เรื่องนี้กันหมดแล้วแน่นอน
สิ่งที่เซธทำสำเร็จนั้นมันน่าทึ่งมาก ทั้งสร้างสถิติใหม่ในการทดสอบเบื้องต้น— แถมยังใช้วิธีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและไม่ใช้พลังพิเศษใด ๆ เลย— ย่อมต้องสร้างความฮือฮาอยู่แล้ว ไม่มีทางที่ข่าวนี้จะไม่แพร่สะพัดไปทั่ว
“แหงอยู่แล้วสิ พวกหน้าใหม่เม้าท์กันให้แซ่ดเลยเรื่องหมอนั่น”
“โอ้…?”
ไคล์รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
“แล้วพวกนั้นพูดว่ายังไงบ้างล่ะ?”
“….เขาว่ากันว่าแค่โชคดีน่ะ”
ใบหน้าของไคล์แข็งค้างทันทีที่ได้ยินคำพูดของเทอร์แรนซ์
“โชคดี? หมายความว่ายั—”
“อะไรกัน ไคล์ อย่าบอกนะว่านายไม่ได้คิดว่าเขาโชคดีเลยออกมาได้?”
เทอร์แรนซ์มองไคล์ด้วยสายตาแปลก ๆ ก่อนจะปรายตาไปทางประตูห้องทำงานของเซธ ไคล์ดูแววตาก็รู้ว่าเทอร์แรนซ์ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ถึงอย่างนั้น…
“ฉันไม่คิดแบบนั้น”
เขาส่ายศีรษะของตัวเอง
เรื่องโชคช่วยมันเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะเขาได้ฟังคำอธิบายของเซธตอนที่อยู่ตรงนั้นด้วย
หมอนั่น—
“ดูจากหน้านายแล้ว เหมือนนายจะเชื่อจริง ๆ สินะว่ามันไม่ใช่เพราะโชค”
ก็มันไม่ใช่จริง ๆ ไง…
ไคล์คลี่ยิ้มแบบฝืน ๆ ออกมา
เมื่อเห็นท่าทางของไคล์เป็นแบบนั้น เทอร์แรนซ์จึงได้แต่ยักไหล่แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ช่างเรื่องนั้นแล้วกัน ฉันได้ยินมาว่าเขาเป็นพวกนักพัฒนาเกมอะไรทำนองนั้นใช่ไหม?”
“ใช่”
“…แล้วเขาก็มาที่นี่เพื่อศึกษาและวิจัยข้อมูลเอาไปทำเกมตัวเอง?”
“ประมาณนั้นแหละ”
ไคล์พยักหน้า สีหน้าของเทอร์แรนซ์ยิ่งดูแปลกประหลาดมากกว่าเก่า เขามองไปทางประตูห้องของเซธพลางถอนหายใจและส่ายศีรษะไปมา
“ฉันได้ยินมาว่าเขาได้รับข้อเสนอจากหัวหน้าแผนกด้วย เขาควรรับไว้นะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไคล์ก็ขมวดคิ้ว
“ทำไมล่ะ?”
“ยังจะมาทำไมอีก?”
เทอร์แรนซ์มองไคล์ด้วยสีหน้าเหมือนจะสื่อว่า ‘นี่นายถามเรื่องที่มันเห็น ๆ กันชัดอยู่แล้วออกมาเนี่ยนะ?’
“…สาเหตุที่เกมสยองขวัญส่วนใหญ่ล้มเหลวในทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะไม่มีใครเขากลัวเกมกันแล้ว คือแบบ ใครมันจะไปกลัวของแบบนั้นวะ? อย่างพวกเราก็เจออะไรที่มันน่ากลัวกว่าของไร้สาระพวกนั้นตั้งเยอะตั้งแยะ”
“ไม่ แต่ว่า…”
ไคล์อยากจะเถียง แต่ก็สรรหาคำพูดมาคัดค้านไม่ได้ สิ่งที่เทอร์แรนซ์พูดมันก็ตรงประเด็น เป็นประเด็นที่แม้แต่ตัวเขาเองยังแอบเห็นด้วยลึก ๆ
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเชื่อมั่นในตัวเพื่อน เซธสามารถพัฒนาเกมที่ดีออกมาได้แน่ ๆ
“เพื่อนนายกำลังหาเรื่องให้ตัวเองเจ๊งชัด ๆ นายควรจะไปคุยกับเขาให้รับข้อเสนอนั้นก่อนที่มันจะสายเกินไปนะ”
“…..”
ไคล์เม้มริมฝีปากและกำลังจะส่ายหัว แต่เทอร์แรนซ์ยกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน
“เอาแบบนี้ไหม?”
เทอร์แรนซ์มองไปทิศทางเดียวกับห้องของเซธ
“เรียกฉันแล้วกันถ้าเพื่อนนายทำเกมเสร็จ ฉันจะเป็นคนทดสอบคนแรกให้เอง”
“ว่าไงนะ นั่น—”
“อะไรกัน? นายไม่เชื่อในตัวเพื่อนเหรอ?”
“ฉัน…”
ไคล์ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเซธ แต่เทอร์แรนซ์อยู่ในวงการนี้มาค่อนข้างนานแล้ว
แม้แรงก์ของเทอร์แรนซ์จะต่ำกว่าเขา แต่ก็มีชื่อเสียงพอสมควรในทีมของเรา
ถ้าเอาคนแบบนี้มาทดสอบเกมละก็…
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ไคล์”
เทอร์แรนซ์ตบไหล่ไคล์พร้อมกับหัวเราะออกมา
“…คิดซะว่าฉันกำลังช่วยเพื่อนของนายแล้วกันน่า”
“นายแค่อยากได้ห้องนั้น ใช่ไหม?”
เทอร์แรนซ์ส่งรอยยิ้มให้เฉย ๆ แล้วปล่อยมือจากไหล่ของไคล์
“มาบอกกันด้วยล่ะถ้าเขาทำเสร็จแล้ว ฉันแทบรอไม่ไหวที่จะได้ลองเล่นเกมของเขาเลยล่ะ!”
พอพูดจบ เขาก็บอกลาไคล์แล้วจากไป ไคล์ได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาห่างออกไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหลับตาลงและถอนหายใจด้วยสีหน้าซับซ้อน
“….บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ก็ได้มั้ง”