นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #24 : ชิ้นส่วนที่ขาดหาย [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #24 : ชิ้นส่วนที่ขาดหาย [2]
ทางออกของปัญหามันอยู่ใต้จมูกแค่นี้เอง
ยิ่งผมคิดถึงมันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่านี่แหละ อาจจะเป็นชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของเกม
แต่เอาเข้าจริง…
ผมกลับอยากจะภาวนาให้ตัวเองคิดผิดเหลือเกิน
“อยากจะอ้วกแล้วสิ”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปยังประตูห้อง แง้มมันออกเล็กน้อยแล้วชะโงกศีรษะออกไปดู
ข้างนอกไม่มีใครอยู่เลย ดวงไฟในออฟฟิศปิดสนิท ทิ้งให้ทุกอย่างจมอยู่ในความมืดมิดอันน่าอึดอัด ความเงียบงันหนักอึ้งกดทับบรรยากาศ เห็นได้ชัดว่าทุกคนกลับบ้านกันไปหมดแล้ว และเมื่อลองเช็กดูก็พบว่าเวลามันเป็น 1:07 น.
….ผมเป็นเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ในกิลด์
“ฮู่วว”
ผมสูดหายใจลึก ๆ และหันกลับไปมองโต๊ะทำงานของตัวเอง
ริมฝีปากสั่นระริกขณะพยายามเค้นสุดสมองหาวิธีแก้ปัญหารูปแบบอื่น แต่ยิ่งคิดเวียนวนอยู่กับทางออกที่เพิ่งค้นพบ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองก้าวต่อไปได้
“….ก็ได้วะ”
ทุกส่วนของร่างกายอยากจะปฏิเสธสถานการณ์จำยอมนี้
อยากจะมองหาคำตอบอื่นนอกเหนือจากนี้
ทว่าตัวผมเองไม่มีเวลาเหลือเฟือถึงขนาดให้มานั่งคิดหาวิธีใด ๆ อีกต่อไปแล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือนจะเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด และผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับมัน
ติดอยู่อย่างเดียวคือ…
“ฉันอาจจะตาย”
ใช่แล้วล่ะ การกระทำของผมมีโอกาสสูงมากที่จะส่งตัวเองไปเจอหน้ายมบาลก่อนวัยอันควร
แต่ถึงอย่างนั้น…
การเอาแต่นิ่งเฉยก็เป็นตั๋วเตรียมทัวร์นรกได้เช่นกัน
ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากต้องลุยไปตามแผน อย่างน้อยที่สุดก็ยังดีกว่ามาเฝ้ารอความตายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“ฉันต้องเตรียมอะไรสักหน่อยก่อน”
ผมก้าวออกจาก ‘ห้องทำงาน’ และเข้าสู่พื้นที่ของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ฝีเท้าเดินลัดเลาะผ่านซอกระหว่างฉากกั้นโต๊ะ เงาตะคุ่มดูเหมือนจะยืดขยายและบิดเบี้ยวไปทุกครั้งที่ผมเลี้ยวเข้าหัวมุม ความว่างเปล่าอันน่าขนลุกทำให้พื้นที่บริเวณนี้เหมือนกำลังบีบอัดเข้าใกล้
“เจอแล้ว”
ในที่สุด ผมก็พบสิ่งที่ตัวเองกำลังมองหา
“เจ้านี่น่าจะใช้ได้นะ”
มันคือเชือกยาวและหนาเส้นหนึ่ง
ผมลองดึงอยู่สองสามครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันแข็งแรงเพียงพอ หลังจากทดสอบเสร็จแล้วก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“…โอเคเลย”
แม้จะรู้สึกผิดเล็กน้อยที่หยิบเชือกมาโดยพลการ แต่ผมกะว่าจะเอามาคืนให้ทีหลังอยู่แล้ว เพียงแค่ปรายสายตามองแวบเดียวก็รู้เลยว่านี่ไม่ใช่เชือกธรรมดา
มันน่าจะเป็นสิ่งที่พวกเจ้าหน้าที่ภาคสนามพกติดตัวไปตอนทำภารกิจในเกต
“ที่นี่ตอนดึกมันน่าขนลุกจริง ๆ”
ลำพังแค่ความเงียบก็ทำเอาอกสั่นหวั่นใจมากพออยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมใจคอไม่ดีจริง ๆ คือการไม่มีใครอยู่ในพื้นที่อันกว้างขวางแสนว่างเปล่านี้เลยสักคน ความสงบเกินควรนั้นให้ความรู้สึกราวกับว่าทั้งตึกกำลัง… เติบโต ขยายตัว เหมือนกับว่ามันมีชีวิต
ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ ยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อรวบรวมของที่ต้องการครบทุกอย่างแล้ว ผมก็รีบกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง
คลิ้ก!
ฝ่ามือล็อกประตูปิดตามหลัง เสียงคลิ้กของโลหะกระทบก้องเกินกว่าที่มันควรจะเป็น ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เตรียมตัวสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“…เป็นไงเป็นกันวะ”
ผมดันโต๊ะออกห่างจากเก้าอี้และวางมือลงบนสวิตช์ไฟ หายใจเข้าออกสักสองสามรอบ แล้วก็ดับไฟลง
แป๊ก
มือทั้งสองสั่นเทาเมื่อความมืดมัวเข้ามากลืนกินจากทุกทิศทาง
ผมเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา อาศัยแสงน้อย ๆ นำทางไปยังที่นั่งแล้วหย่อนตัวลง จากนั้นจึงเปิดแอปบันทึกเสียงในโทรศัพท์ และตั้งเวลาอัดเอาไว้ห้านาที
“…นานเท่านี้น่าจะพอ”
ผมถอนหายใจด้วยความประหม่าขณะวางโทรศัพท์ลง
แผนการนั้นเรียบง่ายมาก
ผมตั้งใจจะอัดเสียงดนตรีของวาทยกรเพื่อเอาไปใช้เป็นเพลงประกอบในเกม
นี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่ผมพยายามคิดมาอย่างหนักหน่วงแล้ว
พอได้มาลองนึกย้อนไปถึงตอนนั่งรถแท็กซี่เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า— ถ้าเอาเพลงนั้นมาผสานกับตัวเกม ผมจะสามารถสร้างอะไรที่มันโดดเด่นออกมาได้แน่นอน
ความคิดนั้นทำให้หัวใจเต้นเร้า แต่ในขณะเดียวกัน มันก็โคตรจะเสี่ยงตาย
นอกจากจะยังไม่แน่ใจว่าโทรศัพท์สามารถอัดพลังของเสียงดนตรีได้ไหม ผมก็ยังไม่รู้ด้วยว่าตัวเองจะมีชีวิตผ่านพ้นมาตลอดรอดฝั่งได้หรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งเวลาไว้เพียงห้านาที
นั่นคงเพียงพอสำหรับการทำเกมของผม
“โอเค ฉันว่าฉันพร้อมแล้วล่ะ”
ผมเหลือบมองบริเวณข้อมือแล้วกดลงไปบนเรียวแขน
สายลมเย็นเยียบพัดผ่านพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาสีดำเบื้องหน้า ผมรีบยื่นเชือกที่เพิ่งไปฉกมาเมื่อกี้นี้ให้มัน และวางมือทั้งสองข้างลงบนที่พักแขนของเก้าอี้
“มัดฉันให้แน่น ๆ เอาให้แน่ใจว่าฉันจะทำร้ายตัวเองไม่ได้”
ร่างเงาเชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถามใด ๆ มันเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบมาด้านข้างผม ใช้เชือกพันรอบข้อมือและข้อเท้าตรึงติดกับเก้าอี้ไปทีละข้าง
เมื่อมันทำเสร็จเรียบร้อย ผมลองดิ้นไปมาไม่กี่ครั้ง— แต่ก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตัวเองแทบจะขยับร่างกายไม่ได้เลย
แน่นหนาสุด ๆ
‘…โอเค แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะฉีกหน้าตัวเองแล้ว’
ผมยังคงรู้สึกสั่นสะท้านทุกครั้งที่นึกถึงภาพเหตุการณ์จากฉากแรก
ศีรษะก้มต่ำลง นัยน์ตาจ้องมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงที่พักแขน นิ้วมือปัดหน้าจอสองสามครั้งเพื่อเชื่อมต่อแอปเพลงเข้ากับแล็ปท็อป ในขณะเดียวกันก็เลือกเพลงที่มีความยาวประมาณห้านาทีและปิดโหมด ‘เล่นต่ออัตโนมัติ’
โทรศัพท์มือถือเปรียบเสมือนประกายแสงสุดท้ายในห้องดำมืดนี้
มันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยวผมให้อยู่ภายในที่แห่งนี้ได้
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว…”
ปลายลิ้นเลียริมฝีปาก พลางเบนความสนใจไปยังไนท์วอล์กเกอร์ ส่วนหนึ่งในใจแอบกังวลว่ามันอาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้น การเรียกมันกลับคืนมาเสียตอนนี้คงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
และผมก็ทำตามนั้น
ความเงียบสงัดยิ่งทวีความลึกซึ้ง มวลอากาศรอบตัวหนาแน่นจนรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดหายใจ
“…..”
ผมมองโทรศัพท์แล้วสูดหายใจลึก ๆ หลังจากเวลาผ่านไปจนรู้สึกเหมือนยาวนานชั่วนิรันดร์ นิ้วมือทำการกดปุ่มเล่นเพลงและเริ่มอัดเสียง
ติง ติง—
ไม่นานนัก เสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลง
ท่วงทำนองจากบทเพลงอันคุ้นเคยดังแว่วเข้ามาในหู ผมนั่งนิ่งเงียบ แขนขาถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้
ผมกำลังรอ
รอคอยการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแน่นอนเฉพาะตอนที่มีผมอยู่
การเฝ้ารอนั้นยาวนานราวกับไร้ที่สิ้นสุด ทุกวินาทีลากยืดยาวจนรู้สึกเหมือนเป็นชั่วโมง การที่รู้ว่าบางสิ่งกำลังมา แต่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ มันน่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก
ทว่าในตอนนั้นเอง—
ติ—!
มันมาแล้ว
การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
…และจุดเริ่มต้นแห่งฝันร้ายห้านาทีของผม