นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #25 : ชิ้นส่วนที่ขาดหาย [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #25 : ชิ้นส่วนที่ขาดหาย [3]
อนธการกลืนกินผมจากทุกทิศทาง
เสียงดนตรีเลื้อยลัดเข้าสู่แก้วหู— ตอนแรกมันแผ่วเบาจนเกือบจะสะกดใจ— แต่ยิ่งผมพยายามปิดกั้นมันเท่าไหร่ เสียงอื่น ๆ รอบกายยิ่งดังขึ้นเท่านั้น
ทุกสุรเสียงระเบิดก้องภายในหัว: เสียงเก้าอี้ไม้ที่ผมนั่งอยู่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดอย่างเชื่องช้า เสียงโหยหวนของเชือกขึงตึง และเสียงลมหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของผม
แต่ละเสียงกรีดกรายเส้นประสาท คืบคลานอยู่ใต้ผิวหนัง จนรู้สึกราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมจดจ่อได้
ไม่นานนัก เสียงดนตรีก็เปลี่ยนไป
ติ—
ท่วงทำนองแสนคุ้นเคยเริ่มบรรเลง ร่างกายของผมเริ่มสั่นสะท้านไปทุกส่วน
อุณหภูมิในห้องลดฮวบฮาบกะทันหันจนถึงขั้นช่วงชิงลมหายใจไปจากปอด ผมหันศีรษะ หัวใจเต้นแรง ภาวนาให้มันเป็นเพราะตัวเองเผลอเปิดหน้าต่างทิ้งไว้
แต่ทันทีที่ผมหันไป ความหนาวเหน็บอันล้ำลึกยิ่งกว่าเข้าโอบล้อม
ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง
ไม่เคยมีเลยสักบานเดียว
‘มันกำลังมา!’
ผมหลับตาแน่น ฝ่ามือกำที่วางแขนของเก้าอี้จนสั่นเทิ้ม ประหนึ่งมีบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาในความคิด กำลังข่มขู่เพื่อจะเข้าครอบงำ
‘ฉันแค่ต้องทนให้ได้ห้านาที ห้านาที…’
จังหวะเพลงเริ่มช้าลง— จนเกือบจะละมุนละไม— แต่นั่นกลับทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ยิ่งจังหวะช้าลงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น เสมือนกำลังขับกล่อมให้ผมเข้าสู่ห้วงภวังค์ แต่ละจังหวะแทรกซึมลึกลง ถักทอปลายทางไปยังจิตใจ ชักจูงความนึกคิดให้คล้อยตามกับมัน
ตอนนี้ผมได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง— ดังและไม่เป็นจังหวะ ราวกับมันสะท้อนก้องมาจากที่ไหนสักแห่งภายนอกร่างกาย
หยดน้ำเย็นยะเยือกไหลรินลงมาตามแนวใบหน้า เหงื่อ? น้ำตา? ผมไม่รู้เลย แต่สัมผัสเหล่านั้นชัดเจนมากกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ในรัตติกาล
แต่ละวินาทีดำเนินไปอย่างทรมาน
‘เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ…?’
ผมอยากจะเช็กเวลา แต่ในจังหวะที่กำลังจะลืมตานั้นเอง หูได้ยินเสียงคลิ้กแผ่วเบา จังหวะชีพจรเร่งระรัว
คลิ้ก!
เสียงนั้นดังมาจากทางประตู
‘มีคนมาปลดล็อกประตูเหรอ?’
ลูกบิดส่งเสียงเสียดสีขณะที่มันหมุน ตามมาด้วยเสียงกระแทกทื่อ ๆ — ประตูชนเข้ากับโต๊ะที่ผมดันไปขวางตระเตรียมไว้ด้านหน้า
ปึง!
มันหยุดชะงัก
จากนั้น—
บานประตูกระแทกโขกกับโต๊ะอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ปัง!
คราวนี้ มันดังยิ่งกว่าเดิมจนทั้งร่างของผมสะดุ้งสุดตัว
แต่เพียงแค่นั้นเหมือนมันยังไม่อยากพอ
ปัง! ปัง!
หนึ่งครั้ง สองครั้ง และต่ออีกครั้ง แต่ละครั้งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เสียงปะทะก้องกังวานเหมือนกับเสียงปืนในห้องคับแคบอับอากาศ
โต๊ะสั่นสะเทือนตามแรงผลัก ไม้ส่งเสียงครวญคราง ขาโต๊ะครูดไปกับพื้น
ไม่ว่าใคร— หรืออะไรก็ตาม— ที่อยู่ข้างนอกนั่น มันไม่ได้แค่พยายามจะเข้ามาเฉย ๆ แน่
ดวงตาเบิกกว้างอยู่ก็จริง แต่ผมกลับมองไม่เห็นเลย มันมืดเกินไป มืดเกินกว่าจะมองอะไรให้เห็นได้
‘…ฉันรู้สึกเหมือนจะอ้วก อยากอ้วกแล้วจริง ๆ’
ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัวอันดิบเถื่อนจนผิวหนังรู้สึกตึงไปหมด
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกระแทกกระทั้นของประตู กระเพาะของผมบิดมวน ปั่นป่วนราวกับอยากจะคลุกคลานออกมาจากลำตัว
‘คนที่พยายามจะเข้ามาในห้องน่าจะเป็นใครสักคนที่โดนเสียงเพลงเล่นงาน หรือไม่ก็เป็นตัววาทยกรเอง โชคดีที่ดูเหมือนมันยังไม่แข็งแรงพอที่จะพังประตูเข้ามาได้’
…แต่โชคร้ายที่ ผมดันเคยแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้
นั่นหมายความว่า…
ปึง!
ผมสะดุ้งเฮือก เสียงทุบหยุดลง
ความเงียบเข้าปกคลุม
จากนั้นเสียงดนตรีก็แทรกซึมกลับมา คราวนี้มันดังกว่าเก่า จังหวะต่างไปจากเดิม
ท่อนแขนเริ่มกระตุก ตอนแรกแค่เล็กน้อย แล้วรุนแรงขึ้น สะเปะสะปะมากขึ้น คล้ายกับท่วงทำนองนั้นกำลังชักนำเส้นสายที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังของผม
ชักนำการเคลื่อนไหวให้อยู่เหนือการควบคุมของผม
ทันใดนั้น ผมก็นึกถึงภาพเหตุการณ์สยดสยองในฉากแรก หัวใจแทบจะกระดอนออกมาจากอก
‘มันเริ่มแล้ว’
เริ่มต้นจากความรู้สึกคันยิบ ๆ ที่ใบหน้า ตอนแรกมันเล็กน้อยจนพอเมินเฉยได้ แต่มันกลับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไป ความคันนั้นเด่นชัดยิ่งขึ้นจนเริ่มจะต้านทานไม่ไหว
“ฮ-ฮ่า”
ลมหายใจสั่นเครือกว่าครั้งที่ผ่านมา มือไม้พยายามกระชากออกโดยไม่รู้ตัวเพื่อจะเกาหน้า
กึด!
แต่เชือกหยุดยั้งเอาไว้ก่อนที่จะได้ทันลงมือ
ผมพยายามตั้งสติ พยายามหายใจ แต่ร่างกายไม่ยอมฟังคำสั่งเลย
ยิ่งผมนั่งอยู่นานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ อาการคันใต้ผิวหนังทวีความรุนแรงและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นพล่านอยู่ข้างใต้นั้น
ทุกวินาทียืดเยื้อ ลากผ่านไปพร้อมกับระลอกคลื่นแห่งความไม่สบายใจ จวบจนกระทั่งร่างกายรู้สึกเหมือนมีแมลงนับพันกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ภายใต้ผิวหน้า
‘ฉันต้องเกา… ต้องเกาให้ได้…’
ผมเริ่มรู้สึกถึงความสิ้นหวัง อาการคันไม่จางหาย รังแต่จะแผ่ขยายขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา มือเริ่มขัดขืนจากเชือกเพื่อพยายามจะยกขึ้นมาเกาหน้าโดยสัญชาตญาณ
“อึก…!”
ความทุกข์ทรมานเข้มข้นขึ้นตามเสียงดนตรี เมื่อเวลาลากผ่านไป อาการระคายเคืองยิ่งเติบใหญ่เกินกว่าจะรับไหว กัดกินผมจากภายในอย่างไม่หยุดหย่อน
‘…อีกสองนาที ฉันต้องทนให้ได้อีกแค่สองนาที’
ตัวจับเวลาข้างกายยังคงนับถอยหลังต่อไป
ผมแค่ต้องอดทนต่ออีกสักหน่อย
ผมแค่—
“….!?”
สัมผัสเย็นเยียบลากผ่านใบหน้าของผม ส่งความหนาวสั่นไล่ไปตามกระดูกสันหลัง มันให้ความรู้สึกเหมือนกับมีฝ่ามือเย็นชืดและผอมแห้งเพิ่งเฉียดใกล้เมื่อครู่นี้
สัมผัสนั้นทำเอาสติผมเตลิดโดยสมบูรณ์ มันยังคงปัดผ่านใบหน้าต่อไป
‘ไม่นะ ไม่นะ ไม่…’
ผมหันไปทางประตูอย่างเชื่องช้า ทว่าความดำมืดกีดกันไม่ให้สายตามองเห็นสิ่งใดทั้งสิ้น
ถึงอย่างนั้น…
แม้จะมืดสนิท แต่ผมกลับเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าตอนนี้ บานประตูเปิดออกแล้ว
ลมหายใจหลุดลอยจากปอดทันทีที่การรับรู้ความจริงนั้นเข้าพุ่งชน
และ—
“อุ่ก!”
มือซูบซีดคว้าเข้าที่ใบหน้า บีบแน่นจนผมได้แต่อยู่กับที่ ลมหายใจอุ่น ๆ กระซิบอยู่ใกล้ใบหูข้างขวา ความรู้สึกขนลุกแผ่ซ่านไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย
‘เวรแล้วไง!’
ประตูไม่ควรจะเปิดออกได้แท้ ๆ แต่กลับมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลัง ลมหายใจของผมเริ่มกระชั้นชิด หัวใจเต้นตุบอยู่ในอก เสียงของมันดังอื้อภายในหู
มือนั้นเพิ่มแรงบีบมากยิ่งขึ้น ครอบทับปิดทั้งปากและจมูก อย่างกับพยายามจะทำให้ผมขาดอากาศหายใจ
‘ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ได้ตายจริงแน่! ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง!’
ผมรีบก้มมองลงไปยังท่อนแขน บริเวณที่ตัวเองรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างขยับยุกยิกอยู่
‘ไปเลย!’
โครม!
เสียงโครมครามกัมปนาทเมื่อฝ่ามือสะบัดออกไป ทิ้งให้ผมได้หอบเอาอากาศเข้ากาย
“ฮ่าาา… ฮ่าาา…”
ช่วงอกของผมกระเพื่อมตามจังหวะการหายใจ แต่ตอนนี้ห้องกำลังสั่นสะเทือน เสียงอึกทึกครึกโครมดังเป็นชุดใหญ่กระจายไปทั่วในความมืด
โครม! โครม! โครม!
ผมได้แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ท่ามกลางความมืดมิด บอกไม่ได้เลยว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ทำตัวเสมือนเป็ดนั่งนิ่ง
เป็ดนั่งนิ่งตัวหนึ่ง ที่กำลังรอโดนเชือดนิ่ม
‘ฉันต้องทนอีกนิดเดียว นิดเดียวเท่านั้น’
ผมสำรวจเชือกที่พันธนาการรอบตัวไว้ เหตุเป็นเพราะสถานการณ์มันบีบคั้น ผมจึงไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ให้ตัวเองหลุดพ้นจากเชือก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอทำอะไรลงไปจากการล่อลวงของเสียงดนตรี
เดิมทีเคยคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ในวินาทีนี้กลับรู้สึกเหมือนเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์
โครม! โครม! โครม!
สุรเสียงยังคงดังอย่างต่อเนื่อง รุนแรงยิ่งขึ้น คลุ้มคลั่งยิ่งขึ้น โต๊ะส่งเสียงคร่ำครวญภายใต้แรงปะทะ เก้าอี้ส่งเสียงครืดคราดไปตาม ๆ กัน
ทั่วทั้งห้องสั่นคลอน ทุกสรรพเสียงขยับขยายความดังขณะที่ตัวผมนั่งด้วยความกระวนกระวายในดงมืด
แต่แล้ว…
ทุกอย่างก็เงียบสงบ
“…..”
เสียงเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศคือเสียงดนตรี มันฟังดูสงบนิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนเสียงกระซิบอันนุ่มนวลจากความตาย
ตึก
เสียงฝีเท้าก้าวหนึ่งดังมาจากทางด้านหลัง พื้นส่งเสียงลั่นอยู่เบื้องล่างน้ำหนักของมัน
ผมขยับตัวไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจุกลำคอ
โดนวอล์กเกอร์… จัดการแล้วเหรอ?
ย่างก้าวนั้นหยุดลง ตอนนี้มันอยู่ข้างหลังผมพอดิบพอดี
ลมหายใจไออุ่นเลื่อนลอยผ่านใบหู
ผมรู้สึกเหมือนอากาศแข็งค้างภายในอก
และแล้ว ในจังหวะที่ความวิตกกังวลจวนจะบดขยี้—
เสียงดนตรี ได้เงียบหายไป