นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #31 : เควสต์เสร็จสิ้น [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #31 : เควสต์เสร็จสิ้น [2]
20:00 น.
ผมกะพริบตาซ้ำหลายครั้ง หวังว่าตัวเองคงจะตาฝาดไป แต่พอความเป็นจริงชัดเจนแจ่มแจ้ง เสียงครางฮือก็หลุดออกมาจากริมฝีปาก แสดงว่าไม่ได้มโนไปเองสินะ
…ผมนอนหลับแบบลากยาวทั้งวันของแท้
“ฉันเพิ่งจะปรับตารางเวลานอนไปหยก ๆ เองนะ”
ลำตัวพลิกไปมาสลับซ้ายขวา แล้วจบลงที่ผมเตะผ้าปูออกและลุกจากเตียง จะให้บอกว่าสดชื่นก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่ถ้าให้เทียบกับก่อนหน้านี้ที่อดหลับอดนอนมาตั้งเยอะแยะ ตอนนี้ผมก็รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว
“จริงสิ มีเรื่องนั้นด้วย”
ศีรษะร่วงต่ำลงเมื่อนึกถึงเควสต์ใหม่ที่เพิ่งได้รับมา
“ขายเกม”
พูดเหมือนง่าย แต่ทำจริงอย่างยาก
เกมไม่ใช่ของที่จะขายออกได้ง่าย ๆ เว้นแต่ว่ามันจะมาจากสตูดิโอเกมที่มีชื่อเสียงและฐานแฟนคลับมากพอสมควร
ถึงแม้ผมจะมั่นใจในตัวเกมมากขึ้นเพราะระบบอนุมัติเองกับมือ แต่ถ้าวางขายมันดื้อ ๆ ทั้งอย่างนี้ ผมมั่นใจเลยว่ามันจะไม่ได้รับความสนใจ ในอนาคตมันอาจจะฮอตฮิตขึ้นมาก็ได้ แต่ผมไม่มีเวลาเหลือเฟือขนาดนั้น
ผมต้องหาทางโปรโมตและสร้างกระแสให้ได้
แต่มันก็เป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยากอยู่ดี
ผมเลื่อนดูภายในร้านค้าของระบบ หวังว่าจะเจออะไรที่มีประโยชน์บ้าง แต่ในเมื่อไม่มีอะไรเข้าตาเลยสักอย่าง สิ่งเดียวที่ทำได้คือถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
“ลองไปถามไคล์ดูหน่อยแล้วกัน หมอนั่นอาจจะมีเส้นสายอยู่บ้างก็ได้”
ถึงผมจะไม่ค่อยคาดหวังเท่าไหร่ก็เถอะ
เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกมเลยสักนิด
*
การตามหาตัวไคล์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินเข้าไปในออฟฟิศ ผมก็เจอเขาป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ โซนครัว กำลังชงกาแฟแบบผงไว้ดื่มเอง น่าแปลกที่กิลด์ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนทั้งที่เลยเวลาเลิกงานไปแล้ว
“ขอบใจน้า”
“อ๊ะ? อ่ะ…? นั่นมันของฉันนะ!”
“นายนี่มันใจดีชะมัด”
ผมจิบกาแฟเข้าไปอึกหนึ่ง
รสชาติอย่างกับขี้
“…มองกันแบบนั้นทำไมล่ะ? ฉันทำเพื่อนายอยู่นะเนี่ย นี่ก็ดึกแล้ว— ขืนนายกินกาแฟตอนนี้ มันจะหลับไม่ลงเอานะ”
“ฉันก็นอนไม่หลับอยู่แล้วนะ”
“งั้นที่ฉันทำอยู่นี่ก็ช่วยนายอยู่ไง”
ผมจิบกาแฟอีกอึกหนึ่ง
ไม่ไหว จริงจังเลยนะ เจ้านี่มันเป็นกาแฟที่ห่วยแตกมากจริง ๆ
“…..”
ไคล์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาดูสับสน เหมือนจะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในเวลาเดียวกัน
ผมไม่สนสีหน้าของเขาและเข้าเรื่องทันที
“ฉันทำเกมเสร็จแล้วนะ”
“…โอ้”
ไคล์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น
‘อ่า จริงสิ เขายังไม่ได้ทดสอบเวอร์ชั่นที่เสร็จสมบูรณ์เลยนี่นา’
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้จะมาขอให้นายช่วยทดสอบเกมอีกรอบหรอกนะ ฉันมาหาเพราะเรื่องอื่นน่ะ”
“จริงเหรอ?”
นัยน์ตาของไคล์เปล่งประกาย
ทำไมเขาถึงดูดีใจขนาดนั้นล่ะ?
“ก็เออสิ…”
ผมพยายามสลัดสีหน้าของเขาออกไปจากหัวอย่างสุดความสามารถ
“ฉันแค่อยากรู้ว่านายพอจะรู้จักใครที่ช่วยโปรโมตเกมได้บ้างไหมน่ะ ฉันกะว่าวางขายเร็ว ๆ นี้ แต่ถ้าไม่ทำการตลาดเลยสักอย่างก็คงไม่มีใครซื้อแน่ ๆ”
“การตลาดเหรอ…?”
คิ้วของไคล์ขมวดมุ่นทันทีพลางยกมือขึ้นแตะใบหน้า เขาดูเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แต่ไม่นานก็ส่ายหัว
“นึกไม่ออกเลยแฮะว่าจะมีใค— อ๊ะ”
ไคล์ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตัวเองราวกับมีไอเดียบางอย่างกระแทกเข้าใส่ แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นแบบแปลก ๆ อย่างรวดเร็ว
“อะไร? ทำไมทำหน้าอย่างงั้นล่ะ?”
“คือว่า…”
ไคล์เกาแก้มพลางพึมพำออกมา ‘มันน่าจะเวิร์ก แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะ…’
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองมาทางผมอีกครั้ง
“…ฉันอาจจะช่วยนายไม่ได้ แต่ฉันรู้จักอยู่คนหนึ่งที่น่าจะช่วยได้น่ะ”
“จริงเหรอ?”
“ใช่ แต่…”
“แต่อะไรล่ะ? ทำไมถึงเอาแต่พูดอ้อมแอ้มแบบนั้นเนี่ย?”
“เออ ก็ได้ แต่อย่าหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”
ไคล์หยิบโทรศัพท์ออกมาและเริ่มพิมพ์บางอย่างลงไปด้วยความรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาที เขาก็เปิดหน้าเว็บหนึ่งแล้วหันหน้าจอมาทางผม— มันคือหน้าโปรไฟล์ในแอปโซเชียลมีเดียอะไรทำนองนั้น
─────
[โซอี้ เทอร์ลิน]
โพสต์: 73
ผู้ติดตาม: 21.3M
กำลังติดตาม: 2
─────
“…ถ้านายอยากได้ใครสักคนมาช่วย เธอเนี่ยแหละใช่เลย”
ผมอ้าปากค้าง แต่ก็หุบลงแทบจะในทันที ผู้ติดตาม 21.3 ล้านคน? เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ…?
ผมรู้ว่าเธอมีชื่อเสียง ดูจากบุคลิกและหน้าตาของเธอก็พอเดาออกแล้ว แต่ผมไม่คิดว่ามันจะถล่มทลายขั้นนี้
เธอเป็นซูเปอร์สตาร์ตัวจริงเสียงจริงเลยแหละ
‘แถมยังเป็นคนที่น่าจะเกลียดขี้หน้าฉันด้วย’
ผมเกือบจะร้องออกมาดัง ๆ ผมรู้จักเธอดีพอที่จะรู้ว่าการไปขอความช่วยเหลือจากเธอมีแต่จะทำให้เรื่องมันแย่ลง เธอคงจะยืดเยื้อคำขอให้รอไม่จบไม่สิ้นเพื่อแก้แค้นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้— และมีโอกาสสูงที่เธอจะไม่ช่วยโปรโมตให้เลยด้วยซ้ำ
การไปหาเธอไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องให้ตัวเองปวดหัว
“ลืม ๆ มันไปเถอะ”
สุดท้ายแล้ว ผมคงทำได้เพียงมองหาทางเลือกอื่น
ผมกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องทำงาน แต่ดันไปชนเข้ากับใครบางคนเสียก่อน
“อ่า ขอโทษครับ”
“ดูทางหน่อ—”
ผมชะงักกึก เตรียมใจรับมือกับระเบิดอารมณ์จากผู้ชายที่ตัวเองเพิ่งเดินชน เขากำลังจะทำแบบนั้นแต่จู่ ๆ ก็ตัวแข็งทื่อ ดวงตาสั่นระริกด้วยสาเหตุบางอย่าง
“เอ๊ะ…?”
ด้วยความสับสนกับปฏิกิริยาดังกล่าว ผมจึงเอื้อมมือไปหาเขา— แต่เขากลับก้าวถอยหนีทันที
“อย่า แตะ ฉัน”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น…
“อยู่ห่าง ๆ ไปเลยนะ”
ทำไมเขาถึงดูกลัวผมขนาดนั้นกัน?
“เทอร์แรนซ์?”
ไคล์เดินเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน เขามองเทอร์แรนซ์ด้วยสีหน้าสับสน
“นายเพิ่งออกมาจากเกตเหรอ? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ…?”
“เปล่า ฉัน…”
เทอร์แรนซ์จ้องมองผม ดวงตาของเขาสั่นไหวอีกครั้ง ยิ่งเขามองนานเท่าไหร่ ความหวาดกลัวยิ่งปรากฏชัดออกทางสีหน้ามากขึ้น จากนั้นก็หันไปมองไคล์แล้ว ริมฝีปากเอ่ยออกมา
“พวกนายสองคน… ไม่ปกติเลยสักคน”
เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินผ่านพวกเราสองคน มุ่งหน้าไปยังโซนเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ผมได้แต่ยืนมองการจากไปของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากับไคล์ที่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิด
“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย?”
“…เขาคงได้รับผลข้างเคียงจากการลงเกตละมั้ง PTSD[1] เป็นผลข้างเคียงที่เจอได้บ่อยจนเป็นเรื่องปกติในสายงานเราอยู่แล้วน่ะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและฟังดูน่าเชื่อถือจนผมเกือบจะพยักหน้าคล้อยตาม จนกระทั่งผมตระหนักได้ว่าเขาพูดอะไรออกมา
PTSD? เป็นเรื่องปกติ…?
“มีอะไรรึเปล่า?”
ไคล์เอียงศีรษะอย่างใสซื่อ
“…ช่างมันเถอะ”
ผมเลิกพยายามทำความเข้าใจแล้วพยักหน้าส่งให้เฉย ๆ ก่อนจะบอกลาเขาและเดินกลับห้องทำงานของตัวเอง
‘ฉันคงไม่มีวันชินกับสามัญสำนึกของโลกใบนี้ได้หรอก’
ผมคิดว่าไม่มีวันตามที่ว่าไว้จริง ๆ นะ
“หือ?”
ผมหยุดเท้าอยู่หน้าห้องทำงาน สายตาเหลือบไปเห็นแท่งสีดำขนาดเล็กนอนแผ่ตรงบริเวณประตู หัวสมองของผมว่างเปล่าไปชั่วขณะก่อนจะรีบเช็กด้านหลังตัวเองทันที
“โอ้ย ไอ้บ้าเอ๊ย!”
นั่นมันแฟลชไดร์ฟของผมเอง!
ฝ่ามือรีบฉกแฟลชไดร์ฟขึ้นมา เป่าลมใส่มันด้วยความร้อนรนอยู่สองสามทีก่อนจะไขกุญแจปลดล็อกประตูห้องทำงาน ทันทีที่ก้าวเข้ามาข้างใน ผมก็พบกับสภาพเละเทะตุ้มเป๊ะเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
ผมกำลังจะเปิดเครื่องแล็ปท็อปเพื่อเช็กว่าข้อมูลข้างในแฟลชไดร์ฟยังอยู่ดีไหม ทันใดนั้น ร่างกายพลันแข็งทื่อ
ความคิดของผมหยุดชะงักเมื่อสายตาเลื่อนไปทางผนัง— ตรงบริเวณที่เคยมีรอยโลหิตสลักเอาไว้
VI หายไปแล้ว
แทนที่ด้วย V สีแดงเลือดเพียงตัวเดียว
แต่ยังไม่หมดแค่นั้น
ด้านล่างของรอยสลักมีสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่ มันถูกคลุมด้วยผ้าสีดำสนิท
ผมรู้สึกแน่นหน้าอก
ตั้งแต่เมื่อไหร่…?
มันมาอยู่ตรงนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เชิงอรรถ
[1] PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) คือโรคทางจิตชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากสภาวะจิตใจของผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์เลวร้าย