นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #35 : ภาพวาด [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #35 : ภาพวาด [4]
“สะเก็ดทางความคิดคือการสะสมตัวของเศษผลึก ซึ่งเกิดจากการใช้โหนดมากเกินไป”
ไคล์ยังคงอธิบายต่อไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของผม
อาจเป็นเพราะผมซ่อนสีหน้าได้เก่งมาก หรือไม่เขาก็แค่กำลังสนใจอย่างอื่นอยู่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมดีใจที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นอะไรเลยสักอย่าง
เพราะในตอนนี้…
ผมกำลังพยายามควบคุมสีหน้าของตัวเองเอาไว้อย่างสุดชีวิต
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันไม่อยากให้นายไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ถ้าเกิดนายโชคร้ายจนตกสะเก็ดทางความคิดขึ้นมาละก็ ฉันแทบจะช่วยอะไรนายไม่ได้เลย ชะตากรรมของนายคงเหลือแค่นั่งมองดูระบบประสาทของตัวเองเสื่อมลงไปทุกวัน ๆ นั่นแหละ คิดซะว่ามันคล้าย ๆ กับโรคพาร์กินสันหรืออัลไซเมอร์ แต่เป็นฉบับที่แย่กว่ามาก ๆ เอาก็ได้”
“อื้อ”
ผมตอบกลับไป ทั้งที่ปากแทบจะราบเรียบ
ภายในหัวพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์อย่างหนักหน่วง
ทั้งการที่ร้านค้าแปะป้ายเม็ดยาเป็นไอเทมแนะนำ ทั้งสรรพคุณของเม็ดยาที่ผมกินเข้าไป ทั้งอาการต่าง ๆ ที่ไคล์ร่ายยาวออกมา ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าตัวเองมีไอ้สะเก็ดอะไรนั่นอยู่แน่นอน
‘แต่แบบนี้มันสมเหตุสมผลเหรอ…?’
ผมเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ได้ไม่นานเองนะ
เรื่องพรรค์นี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?
‘ไม่ มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด’
ผมบังคับให้ตัวเองตั้งสติพลางจ้องมองไคล์ และฝืนเค้นคำพูดออกจากปาก
“งั้น… นายกำลังจะบอกว่ามันไม่มีวิธีรักษาอะไรพวกนั้นเลยเหรอ?”
“ก็ไม่เชิงนะ”
ไคล์หยุดคิดไปครู่หนึ่ง
“ที่จริงแล้วมันเหมือนกับว่ามีแค่พวกเบื้องบนเท่านั้นที่รู้วิธีรักษาน่ะ ทรัพยากรที่ต้องใช้มันก็แพงโคตร ๆ เลยด้วย ถ้าเป็นแบบเรา ๆ อย่างดีที่สุดก็หาได้แค่ยาระงับอาการแบบอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้ตกสะเก็ดมากกว่าเดิมเท่านั้นแหละ”
ผมนึกถึงเม็ดยาขนาดเล็กที่ตัวเองซื้อมาจากร้านค้า หรือว่ามันจะเป็นเจ้ายานั่น?
“แต่นั่นมันก็แค่แก้ปัญหาชั่วคราว แถมราคายังแพงเอาเรื่องด้วย อืม ฉันว่า… อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไปขอความช่วยเหลือจากพวกเมนเดอร์[1]ล่ะนะ ไอ้พวกเวรนั่นจะรีดไถทุกสิ่งทุกอย่างจากนายแน่นอนถ้ามันมีโอกาส”
เมนเดอร์?
คืออะไรอีกล่ะเนี่ย?
“แต่ไม่ต้องกังวลเกินไปหรอก แค่อย่าไปรู้จักหรือติดต่อกับพวกนั้นก็พอแล้ว”
“…พวกเขาแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ใช่ แถมยังเป็นพวกบ้ากันหมดทุกคนด้วย”
ผมชะงักและมองเขา ตอนพูดถึงกิลด์ก็บอกว่าทุกคนที่นั่นเป็นบ้ากันไปหมด แล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะเนี่ย?
“นายดูไม่ค่อยเชื่อฉันเลยนะ”
ไคล์ส่ายศีรษะไปมา สีหน้าดูย่ำแย่กว่าเดิม
“นายอาจจะคิดว่าหัวหน้าแผนกหรือคนอื่น ๆ แย่แล้ว แต่เชื่อฉันเถอะ เมื่อเทียบกับเจ้าพวกนั้น พวกเขาถือว่าเบาไปเลย คนที่ยึดถือบัญญัติเมนเดอร์มันไม่ใช่คนสติดีหรอกนะ พวกมันเป็นประเภทที่ชอบทำการทดลองกับร่างกายคนแบบไม่สนวิธีการ บางทีนายเผลอ ๆ พวกมันก็อาจจะพยายามมาฉีกมือนายไปทดลองอะไรสักอย่างก็ได้”
“นั่น…”
“ก็ตามนั้นแหละ เพราะงั้นอย่าไปเสียเวลาตามหาไอ้พวกนั้นเชียวนะ”
ไคล์เน้นย้ำส่วนนี้เป็นพิเศษ เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเขาแล้ว ผมจึงได้แต่พยักหน้างก ๆ ก็เขาพูดมาตั้งขนาดนั้นนี่นะ…
“ว่าแต่นายพูดถึงพวกบัญญัติด้วย มันคืออะไรเหรอ?”
“อ๋อ เรื่องนั้น”
ไคล์หันความสนใจกลับไปยังหน้าจอและชี้ไปที่โหนด
“ดูโหนดพวกนี้สิ นายเห็นอะไรไหม?”
“ก็เห็นโหนดไง…?”
เท่าที่ผมเห็น มันเหมือนกับเส้นเชื่อมต่อเซลล์ประสาท เป็นโหนดหนึ่งเชื่อมผ่านเส้นหนึ่งไปต่ออีกโหนดหนึ่ง
“ก็ไม่ผิดนะ แต่ดูให้ดี ๆ สิ”
ไคล์ชี้ไปยังเส้นเชื่อมต่อระหว่างแต่ละโหนด เมื่อมองดูใกล้ ๆ ผมก็สังเกตเห็นว่าโหนดของเขาเรียงตัวเป็นโครงข่ายที่มีรูปแบบเฉพาะตัว— แต่ละโหนดเชื่อมเรียงต่อกันไปเป็นขั้น โดยทุกเส้นเริ่มต้นจากโหนดที่เล็กที่สุด
“บัญญัติคือเส้นทางที่นายเลือกตอนอัปเกรดและเชื่อมต่อโหนดเข้าด้วยกัน แต่ละเส้นทางจะนำไปหาพลังใหม่ ๆ และเราเลือกยึดถือได้เฉพาะเส้นทางที่สอดคล้องกับโหนดของตัวเองเท่านั้น อย่างเช่นบัญญัติที่ฉันยึดถือ เทมพอรอล[2]”
ไคล์โยนปากกาขึ้นไปในอากาศแบบปุบปับ พร้อมกับดีดนิ้วมือตัวเอง
เป๊าะ!
ทันใดนั้น ปากกาก็หยุดนิ่งกลางอากาศ ดวงตาของผมเบิกกว้าง ก่อนจะหันไปมองไคล์ที่ทำหน้าเหมือนจะพูดว่า ‘เจ๋งใช่ไหมล่ะ?’
เขาดีดนิ้วอีกครั้งหนึ่ง กาลเวลากลับมาเดินต่อทั้งอย่างนั้น ปากการ่วงหล่นลงมา ส่งเสียงกระทบแผ่วเบา
“บัญญัติของฉันค่อนข้างตรงไปตรงมา อย่างฉันเชี่ยวชาญด้านการควบคุมเวลา โหนดทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันโดยยึดถือไปตามเส้นทางนั้น ฉันเลยต้องเก็บเศษผลึกที่ตรงกับบัญญัติตัวเองเพื่อจะได้เชื่อมโหนดได้”
“เข้าใจละ…”
ทุกอย่างเริ่มดูสมเหตุสมผลสำหรับผม
‘ถ้าให้พูดกันเป็นภาษาเกม งั้นบัญญัตินี่คงเหมือนกับคลาส? ส่วนโหนดก็เป็นสกิลของคลาสนั้น ๆ และลำดับชั้นคือระบบแรงก์คลาส[3]สินะ?’
ถ้าเป็นอย่างนั้น บัญญัติของผมคืออะไรล่ะ? ผมจำได้ว่าตัวเองอยู่ลำดับชั้นที่หนึ่ง อีกทั้งยังมีสกิลพิเศษที่สามารถกักกันพวกความผิดปกติได้ แล้วผมจะเลื่อนเป็นลำดับชั้นที่สองได้ยังไง?
“รู้ไหม ฉันค่อนข้างแปลกใจนะที่นายดูสนใจเรื่องพวกนี้ ปกตินายไม่ใช่คนที่จะมาสนใจเรื่องแบบนี้เลยนี่นา”
คำพูดของไคล์ดึงผมออกจากความคิด ผมมองเขาพลางเลียริมฝีปากกลบความเลิ่กลั่ก
“…ฉันแค่ได้ยินคนเขาพูดกันบ่อย ๆ ก็เลยคิดว่าอาจจะเอาไปเป็นแรงบันดาลใจได้น่ะ”
“ฟังดูพอเข้าใจได้อยู่ แต่ถ้านายไม่ได้จะไปสร้างเกมฟอร์มยักษ์อะไรแบบนั้น ฉันว่ามันคงไม่ช่วยอะไรหรอกนะ”
“ก็จริงของนาย”
เขาพูดถูกเผง ระบบนี้ค่อนข้างซับซ้อน และผมรู้ดีว่าตัวเองเพิ่งจะได้สัมผัสมันแค่ผิวเผินเท่านั้น
ผมพอใจกับข้อมูลทุกอย่างที่ตัวเองได้เรียนรู้มาจนถึงตอนนี้
แต่ยังคงเหลืออีกหลายอย่างที่ผมอยากจะรู้
“มันมีพวกหนังสือที่รวมข้อมูลเกี่ยวกับบัญญัติทุกประเภทและเงื่อนไขในการเลื่อนลำดับบ้างไหม?”
“เอ่อ ทำไมล่ะ?”
ดวงตาของไคล์หรี่เล็กลงทันทีที่ผมถามคำถามนั้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าระบบคงไม่ยอมให้พูดถึงอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพลังที่ผมมีอยู่ รวมถึงเรื่องสะเก็ดทางความคิดที่ผมเองก็น่าจะมีด้วย ริมฝีปากจึงทำได้เพียงปล่อยข้ออ้างมุกเดิม ๆ ออกมา
“…แรงบันดาลใจไง”
ใบหน้าของไคล์กระตุก เหมือนกับพร้อมจะพูดออกมามากว่า ‘อย่าบอกนะว่านายคิดจะยัดอะไรแบบนั้นลงไปในเกมตัวเองจริง ๆ น่ะ?’
ผมได้แต่ส่งยิ้มแห้ง ๆ แบบไม่มั่นใจ ตอบกลับไปราวกับจะสื่อว่า ‘อาจจะมั้ง’
“อ่า นายนี่นะ…”
ไคล์เอามือกุมหน้าตัวเองเหมือนกับยอมรับความพ่ายแพ้ สุดท้ายเขาก็มองหน้าผมแล้วส่ายหัวให้ ย้ายไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ แล็ปท็อป
“เมลนายชื่ออะไร? เดี๋ยวฉันส่งไปให้”
นัยน์ตาของผมเป็นประกาย ผมรีบบอกอีเมลของตัวเองทันที จากนั้นไคล์ก็พิมพ์อะไรลงไปไม่กี่อย่างก่อนจะกดแป้น Enter
“ฉันส่งไฟล์ที่พวกเราทุกคนได้ตอนเข้างานปีแรกไปให้แล้ว ในนั้นน่าจะมีข้อมูลทุกอย่างที่นายต้องการ แต่…”
ดวงตาของไคล์หรี่ลงขณะจ้องมองผม
“…ฉันหวังจริง ๆ นะว่านายจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ อย่างการพยายามปลุกพลังขึ้นมา นายไม่เหมาะกับงานนี้หรอก”
“รู้แล้วน่า เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็ได้”
ผมตบไหล่ไคล์พลางกล่าวขอบคุณ ในขณะเดียวกันก็ลอบส่ายศีรษะอย่างลับ ๆ
ถ้าเขารู้ว่ามันสายเกินไปแล้วสำหรับผมล่ะก็นะ
ผมไม่รอให้เสียเวลาเปล่า รีบบอกลาไคล์และเตรียมตัวกลับไปห้องทำงานของตัวเอง
“โอ้ะ ใช่สิ”
แต่ก่อนจะเดินออกไป ผมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเดินสำรวจรอบ ๆ ก่อนจะหยิบของสองสามอย่างจากแถว ๆ นั้นติดมือไปด้วย เมื่อรวบรวมสิ่งที่ต้องการครบทั้งหมดแล้ว ผมก็ตรงดิ่งไปหาห้องทำงานและล็อกประตูปิดตามหลัง
คลิ้ก!
ผมเช็กดูเวลา
21:30 น.
“แสดงว่าฉันยังเหลือเวลาอีกประมาณสามชั่วโมงครึ่งสินะ”
ผมพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะเบนความสนใจไปยังภาพวาด
“ไคล์ทำให้ฉันได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง เขาบอกว่าลำดับชั้นน้อย ๆ ก็มีโอกาสชนะลำดับชั้นที่สูงกว่าได้ถ้าเตรียมตัวมาดีพอ”
ผมมองไปรอบห้อง วางตะปูติดกับผนังแล้วใช้ค้อนในมือตอกมันเข้าไป
ปั่ก! ปั่ก!
เมื่อตะปูฝังแน่นหนาดีแล้ว ผมก็หันไปหาภาพวาด ยกมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง และแขวนไว้ในตำแหน่งที่มันสมควรจะอยู่
“ฮืมม น่าจะอีกสักหน่อย…”
ผมจัดองศาภาพวาดตรงผนัง
ตัวผมในตอนนี้ได้รับรู้แล้วว่า ความสำคัญในการทำเควสต์ให้สำเร็จนั้นอยู่เหนือสิ่งอื่นใด และด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงไม่ลังเลในทางเลือกของตัวเองอีกต่อไป
“…ถ้าการเตรียมตัวคือสิ่งจำเป็นเพื่อเอาชนะลำดับชั้นที่สอง งั้นฉันคงต้องทำตามนั้น และ…”
ผมพยักหน้าด้วยความพึงพอใจขณะจ้องมองภาพวาด
“ฉันก็มีของสมบูรณ์แบบที่ช่วยในเรื่องนั้นได้ด้วย”
ในขณะเดียวกัน ผมก็เปิดหน้าต่างเควสต์ขึ้นมา
[คุณต้องการรับเควสต์หรือไม่?]
▶[ใช่] ▷[ไม่]
ปลายนิ้วของผมกดลงที่ใช่
เชิงอรรถ
[1] เมนเดอร์ (Mender) หรือบัญญัติผู้เยียวยา มีพลังเกี่ยวกับการรักษาต่าง ๆ และฟื้นฟูพลังชีวิต ความทรงพลังของฮีลขึ้นอยู่กับระดับของบัญญัติ; ระดับสูงจะสามารถฮีลพร้อมกันหลายคนในครั้งเดียว
[2] เทมพอรอล (Temporal) [บางครั้งก็เรียกว่า เทมเพอรอล (Temperal)] หรือบัญญัติผู้เหนือกาล มีพลังที่สามารถควบคุมผลกระทบ/ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเวลา ความสามารถขึ้นอยู่กับระดับของบัญญัติ
[3] คลาส (Class) คืออาชีพในเกม / ระบบแรงก์คลาส (Ranking System) แบบในเกมทั่วไปคือ เมื่ออัปเลเวลตัวละครไปจนตันแล้วก็จะต้องหาของเฉพาะมาเลื่อนขั้นหรือทำเควสต์เลื่อนขั้นก่อนจึงจะปลดขีดจำกัดเลเวลได้; เลื่อนขั้น 1 ครั้ง = แรงก์ 1