นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #37 : พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวโลร่า [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #37 : พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวโลร่า [2]
ตอนเริ่มต้นมันไม่มีอะไรเลย
ในช่วงสองสามวินาทีแรก ภาพวาดนั้นดูปกติทุกประการ ความเงียบสงัดรอบกายทวีความล้ำลึกมากขึ้นเมื่อผมจดจ่ออยู่กับหญิงสาวชุดขาวที่ยืนอยู่ใจกลางผืนผ้าใบ ตัวร่มบดบังใบหน้าของเธอเอาไว้
ไม่ต้องเปลืองสมองมานั่งเดาเลย หัวใจหลักของฉากนี้คือเธอแน่นอน
เธอคือกุญแจสำคัญ ผมแค่ต้องอดทนสักหน่อย รวบรวมทุกเศษเสี้ยวของข้อมูล และเตรียมการสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ผมสูดลมหายใจเข้าอย่างเชื่องช้า มั่นคง
ผมทำได้
ผมทำได้
ผมทำ…
“….!?”
“ฮิฮิฮิฮิ~”
เสียงหัวเราะคิกคักสะท้อนก้องไปทั่วห้อง มันนุ่มละมุนและสดใสเสมือนเสียงหัวเราะของเด็กสาวตัวน้อย เสียงนั้นทำลายความเงียบสงบแตกเป็นเสี่ยง ๆ ทำเอาหัวใจเต้นระรัว สมาธิเฉียบคมมากขึ้น
ผมยังคงวางสายตาไว้กับภาพวาด มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังไม่มีในตอนนี้
แต่ผมรู้ว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไป ฝ่ามือเริ่มเกร็งโดยไม่รู้ตัว นิ้วมือจิกเข้าหากันขณะที่ผมกลั้นลมหายใจ
“ฮิฮิฮิฮิ~”
เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ยังคงดำเนินต่อไป ใกล้เข้ามามากกว่าเดิม ท้องของผมปั่นป่วนไปหมด
ผมไม่ขยับตัว ยังคงส่งสายตาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พยายามเพิกเฉยต่อเสียงนั้น
แต่—
“ฮิฮิฮิฮิ~”
เสียงหัวเราะตอนนี้ดังอยู่ข้าง ๆ ผมพอดี ร่างกายพลันแข็งทื่อ เส้นขนท้ายทอยลุกซู่
ไม่สิ มันหนักกว่านั้น…
‘รู้สึกเหมือนกับว่ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน!’
เอี๊ยด—
พื้นลั่นเสียงออกมาเพราะน้ำหนักของบางสิ่งที่อยู่ตรงนั้น
“ฮิฮิฮิ~”
มือของผมสั่นเทาเมื่อตระหนักได้ดังนั้น สัญชาตญาณสั่งให้ผมหันศีรษะไปตามเสียง แต่ผมต้านทานแรงยั่วยุนั้นได้อย่างหวุดหวิด เสียงหัวเราะขยับเข้ามากระชั้นชิดราวกับกระซิบใส่ใกล้ ๆ จนรู้สึกจั๊กจี้หู
ฝ่ามือกำรอบโทรศัพท์แน่น
“…ไม่มองเหรอคะ?”
น้ำเสียงนุ่มนวลและแผ่วเบากระซิบตรงข้างหู ร่างกายชะงักงันราวกับถูกแช่แข็งทุกสัดส่วน
จังหวะนั้นผมรู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา แต่เมื่อดวงตาเหลือบไปทางสิ่งที่อยู่ข้างตัวเล็กน้อย ผมก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภาพวาด
ผมต้องใช้แรงใจทั้งหมดที่ตัวเองมีอยู่เพื่อตรึงสายตาไว้กับภาพวาด แต่เพียงแค่ครึ่งวินาทีที่ดวงตาของผมหันไปทางสิ่งนั้น
มันก็เกิดขึ้น
หญิงสาวในชุดขาวที่เคยนิ่งสนิทและดูห่างไกลก็เคลื่อนไหวฉับพลัน เธอพุ่งตัวเข้าหาผมด้วยความเร็วที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ มือของเธอยื่นออกมาหาผม ภาพวาดเริ่มบิดเบี้ยว โค้งงอตามรูปทรงของเรียวมือที่ยื่นออกมา
“….!?”
ผมอ้าปากพะงาบ ๆ เกือบจะเผ่นกายถอยหลัง แต่เพียงแค่ผมดึงสายตากลับมาที่ภาพวาด มือนั้นก็หยุดนิ่ง ลอยค้างห่างจากใบหน้าเพียงไม่กี่นิ้ว ทุกส่วนของร่างกายสั่นสะท้าน ติดตรึงอยู่กับที่ คลื่นแห่งความหวาดกลัวถาโถมเข้าใส่ตัวผม
มัน… เกิดอะไรขึ้น?
“ฮิฮิฮิฮิ~”
เสียงหัวเราะคิกคักกึกก้องอีกครั้ง คราวนี้มาจากทางซ้าย ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างสัมผัสที่แก้ม
มันเย็นยะเยือก
“ทำไมคุณถึงไม่มองหนูล่ะคะ?”
หัวใจเต้นโครมคราม ดวงตาปวดตุบเพราะผมบังคับพวกมันไม่ให้ละออกไป
‘เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วนะ?’
แต่ละวินาทีที่ลากผ่านไป มันทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเควสต์นี้ถึงถูกจัดให้เป็น ‘ลำดับชั้นที่สอง’
มันเป็นประสบการณ์ที่ก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างชัดเจนหากไม่นับรวมการทดสอบแรกอันนั้น
“สนใจหนูหน่อยสิ ข้างนอกนี้ร้อนจัง หนูไม่ชอบความร้อนเลยค่ะ หนูอยากอยู่ข้างในแล้วก็เล่น เหมือนกับตอนนี้ไงคะ~”
น้ำเสียงยังคงกระซิบอยู่ในหู นิ่มนวลลงเรื่อย ๆ ทุกวินาที
แม้ความหวาดกลัวจะเกาะกินไปทั้งตัวโดยสมบูรณ์แล้ว แต่หัวสมองยังคงคิดวิเคราะห์ได้อยู่
ใบหูเงี่ยฟังทุกประโยค ทุกคำของเธอ
ผมรู้ว่าเบาะแสทั้งหมดอยู่ตรงนั้น
“…คุณไม่ใช่คนใจร้ายใช่ไหมคะ? คุณจะเล่นกับหนู เนอะ?”
วินาทีเคลื่อนผ่านไป เสียงของเธออ่อนลง และอ่อนลง
ในขณะเดียวกัน ผมเบนความสนใจจากมือนั้นไปยังหญิงสาวในภาพวาด
‘หญิงสาว?’
พอมามองดูใกล้ ๆ เอาตอนนี้ ในที่สุดผมก็ได้รู้ว่าเธอไม่ใช่หญิงสาว เพราะร่มไม่ได้บดบังส่วนใบหน้าแล้ว ผมจึงมองเห็นหน้าตาของเธอ
ความจริงแล้วเธอคือเด็กสาว ใบหน้าของเธอขาวซีดราวกับคนตาย ดวงตาสีดำออบซิเดียนไม่มีชีวิตชีวาจ้องมองมาที่ผม เครื่องหน้าของเธอดูสมบูรณ์แบบราวกับตุ๊กตา ทรงผมกระเซอะกระเซิง ผมมองไปเรื่อยจนสายตาไปหยุดอยู่ที่ลำคอ
ณ ตรงนั้น บนคอของเธอ มีรอยเชือกเด่นชัดเจน
ไม่เอาน่า…
ปัง!
เสียงปังดังกะทันหันกระชากผมให้หลุดออกจากความคิด หัวใจของผมเต้นเร้าเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างกระแทกกระทั้นอยู่ใกล้ ๆ เสียงนั้นแล่นพล่านท่ามกลางความเงียบงัน
ชั่วขณะหนึ่ง แววตาของผมสั่นไหว จนเกือบจะเคลื่อนออกพ้นจากภาพวาด
…และแม้จะเป็นการสั่นไหวชั่วขณะสั้น ๆ ฝ่ามือก็ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น จนตอนนี้มันอยู่ห่างจากลูกตาแค่เส้นผมเพียงเส้นเดียว
ลมหายใจแทบจะแห้งเหือดออกไปจากร่าง แสบร้อนในดวงตาจนเกือบจะทนไม่ไหว แต่ผมกะพริบตาไม่ได้
ยังไม่ได้ ในตอนนี้
แต่ดูท่าว่าโชคชะตาเหมือนจะอยากเล่นตลกด้วย…
ปัง!
“ทำไมไม่ตอบหนูล่ะ?!”
เสียงกรีดร้องแทงทะลุแก้วหู ตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบบนแขน— เหมือนมีเล็บมาขูดกับผิวหนัง ผมอยากจะสะดุ้งหนี แต่ก็ต้องนิ่งเข้าไว้
‘โฟกัสไว้!’
“คุณมันก็เหมือนพวกเขานั่นแหละ! ไม่ว่าหน้าไหนก็เหมือนกันหมด! สนใจกันแต่หน้าตาหนู!”
ปัง!
อีกหนึ่งเสียงกระแทกก้องกังวาน คราวนี้มันดังกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา
ผมเมินมันไป แต่ยิ่งเมินเฉย จิตใจของตัวเองกลับยิ่งร้อนรน
‘โฟกัส โฟกัส!’
ปัง!
ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เสียงมันดังมาก ไม่มีใครข้างนอกได้ยินเลยจริงดิ?
ปลายลิ้นเลียริมฝีปาก อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น
อีกแค่นิดเดียว…
และแล้ว มันก็เกิดขึ้น
“—!”
ผมสะอึกเมื่อมีมือยาวเรียวแสนเย็นเยียบโอบรัดรอบลำคอ บีบแน่นอย่างแรงกล้า อากาศถูกสูบออกจากปอดจนผมพยายามดิ้นรนเพื่อหายใจ
“ตาย! แกต้องตาย!”
เสียงนั้นกรีดร้องข้างในหูขณะที่ผมหอบหายใจ ความตื่นตระหนกพุ่งพล่านภายในอก
ความรู้สึกที่มีใครสักคนมาตะโกนใส่สุดปอดในขณะที่คอตัวเองกำลังโดนบีบด้วยมือที่มองไม่เห็นแบบนี้ มันยากเกินที่จะอธิบายให้ออกมาเป็นคำพูดได้
อย่างไรก็ตาม ผมยังคงไม่ละสายตาจากภาพวาด
ผมต้องอดทนอีกนิดเดียวเท่านั้น
“ตายซะ! ตาย—!”
อากาศแทบจะเหือดหายไปจนหมดสิ้น ทั่วทั้งร่างกายเริ่มชาขณะที่ผมไขว่คว้าหาอากาศเข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
กาลเวลายังคงเดินต่อไป นิ้วเท้าของผมงอเกร็ง
‘ไม่ไหว ฉันทนไม่ไหวแล้ว!’
เมื่อรู้สึกได้ว่าความมืดมิดกำลังจะกลืนกินร่างกาย ผมก็ขยับนิ้ว พยายามจะกดปุ่มบนไฟล์บันทึกเสียง ทว่า—
“คิดจะทำแบบนั้นอีกเหรอ?”
ฝ่ามือเย็นเฉียบเอื้อมมาจับแขน หยุดการเคลื่อนไหวของผม
ผมแน่นิ่งไปเป็นที่เรียบร้อย หัวสมองพลันขาวโพลน มัน… รู้?!
“….!?”
มือนั้นล็อกข้อมือเอาไว้ บีบแน่นจนผมเริ่มคลายมือจากโทรศัพท์
ไม่นะ! ไม่นะ!
ผมกรีดร้องในใจด้วยความสิ้นหวัง สัมผัสได้ว่าความมืดมัวเริ่มบดบังทัศนวิสัย
และในขณะที่สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตถึงที่สุด…
กริ๊ง! กริ๊ง!
นาฬิกาปลุกดังขึ้น เสียงกริ๊งอื้ออึงตัดผ่านความรู้สึกเลือนราง ผมสะดุ้งเฮือก เตะอากาศข้างหน้าจนตัวเอียงไปข้างหลัง
วืด!
แต่ก็อย่างที่คาดเอาไว้ ผมเตะความว่างเปล่า ลำตัวหงายลงไป กระแทกกับผนังด้านหลังตัวเอง
“ฮ่าา… ฮ่าา…”
อากาศถูกสูบเข้าปอดเฮือกใหญ่ ๆ หยาดเหงื่อไหลท่วมใบหน้า สายตากวาดไปโดยรอบ พยายามมองหาความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในห้อง
แต่—
“เอ๊ะ?”
ไม่มีเลย
สภาพของห้องเหมือนกับไม่เคยโดนแตะต้องมาก่อน
เหมือนกับก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น ราวกับว่าเสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้เป็นเพียงจินตนาการ แม้แต่ภาพวาดตรงหน้าก็ดูไม่ต่างจากเดิม
‘ไม่สิ…’
เมื่อมองดูเด็กสาวคนนั้นดี ๆ
เธอเข้ามาใกล้ขึ้น อีกแล้ว
“ฮู่วว”
ผมสูดหายใจอีกเฮือกหนึ่ง ลำตัวไถลลงไปตามผนังแล้วพักหายใจ มันมีอะไรหลายอย่างที่ผมอยากทำในจังหวะนั้น แต่ผมต้องประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาก่อนเป็นลำดับแรก
และนั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
ทฤษีหนึ่งก่อตัวขึ้นภายในหัว
‘เด็กผู้หญิงในภาพวาดน่าจะเคยโดนคนที่ดูแลเธอทารุณมาก่อน จนเธอรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วเลยพยายามแขวนคอตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ รอยเชือกเลยเหลืออยู่ที่คอ ภาพนี้น่าจะถูกวาดขึ้นมาหลังจากที่เธอพยายามฆ่าตัวตายไปได้ไม่กี่วัน’
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้งก่อนจะเอนตัวไปด้านหลัง
นี่คือเบาะแสทั้งหมดที่ผมรวบรวมมาได้จนถึงตอนนี้
…และเป็นกุญแจสำคัญในการไขเควสต์นี้ด้วย