นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #42 : ไลฟ์สตรีม [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #42 : ไลฟ์สตรีม [4]
‘อา… ฉันไม่อยากอยู่ตรงนี้เลยจริง ๆ’
ท้องไส้ส่งเสียงร้องคำรามราวกับว่ามันเสียสติไปแล้ว ผมจ้องมองเด็กสาวตัวน้อยที่แอบมองผ่านกรอบประตู
ผมค่อย ๆ ถอด ‘แว่นตาตรวจจับพลังงาน’ ออก เธอหายลับไปจากสายตา
พอใส่มันกลับเข้าไปใหม่
เธอปรากฏตัวตรงนั้นอีกครั้ง
‘ที่นี่ไม่มีห้องน้ำจริง ๆ เหรอ?’
น้ำดีตีตื้นขึ้นมาในลำคอ
เดิมทีแผนการของผมต้องมีการใส่แว่นอยู่แล้ว แต่เหตุผลหลักที่ผมใส่ ไม่ใช่เพื่อมาเห็นอะไรแบบนี้
“ฮ่าาา…”
ไอหมอกพวยพุ่งออกจากริมฝีปาก ความหนาวสั่นแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลังขณะที่โลกรอบกายเปลี่ยนไป— ทุกอย่างเย็นยะเยือก อาบย้อมไปด้วยสีน้ำเงินเข้มอันเงียบสงัด
ใช่แล้วล่ะ สีน้ำเงิน…
ในโลกโทนสีนี้ ทุกอย่างรอบตัวผมจะชัดเจนขึ้น
ภายใต้ฟิลเตอร์แว่น โลกทั้งใบดูคมชัดมากขึ้น แสงเงามลายหายไป รายละเอียดต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์โผล่ออกมาจากความมืดสลัวราวกับโครงกระดูกท่ามกลางราตรี นี่แหละคือเหตุผลที่แท้จริงที่ผมใส่แว่น
เพราะมันทำให้ผมมองเห็นในที่มืดได้ดียิ่งขึ้น
‘ถ้ารู้เรื่องนี้เร็วกว่านี้ก็คงดี’
ไม่สิ บางทีอาจจะดีแล้วก็ได้ที่ผมเพิ่งมารู้คุณสมบัติดังกล่าว บางสิ่งบางอย่างบอกผมว่าอะไรก็ตามที่วิสัยทัศน์สีน้ำเงินเข้มนี้แสดงให้เห็น… ไม่ใช่สิ่งที่ผมสามารถมองดูแบบส่งเดชได้
“….?”
เด็กสาวชะโงกหน้าออกมาจากประตูมากขึ้นแล้วทำท่าให้ผมตามมา
ดูเหมือนเธออยากให้ผมไปหา
‘ฝันไปเถอะ…’
นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะทำ
แต่พอมองเธอไปมาแล้ว ด้วยเหตุผลประหลาดอะไรสักอย่าง ทำให้ผมรู้สึกว่าเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอดูแตกต่างจากตอนที่ผมจ้องมองภาพวาดอย่างสิ้นเชิง
ตอนนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายชัดเจนมาก
อะไรที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปกันนะ?
‘หรือนี่จะเป็นกับดัก? เธอคงไม่ได้แกล้งทำเป็นไร้เดียงสาแล้วค่อยเชือดฉันทีหลังใช่ไหม?’
ผมกลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นอย่างนั้น
ถ้ามันเกิดขึ้นจริงละก็ ผมคงไม่ต่างอะไรกับคนที่จบสิ้นไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น…
ผมก็ยังตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าและตามเธอไป
เมื่อคิดได้ว่าไม่มีใครพบอะไรเลยสักอย่างทั้งที่ค้นทั่วอาคารแห่งนี้แล้ว การเดินเตร่ไปมาอย่างไร้จุดหมายจึงมีแต่จะทำให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ
ผมไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น
เธอเป็นเบาะแสสำคัญที่จะทำให้ผมคลียร์เควสต์สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็สุ่มเสี่ยงจะเป็นตัวอันตรายด้วย
“ฮู่วว”
ไอหมอกหลุดออกจากริมฝีปากอีกครั้ง ความหนาวเย็นเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
มวลหมู่ไอหมอกพวยพุ่งออกมาจากปากมากยิ่งขึ้นเมื่อความเย็นเยียบเลื้อยลัดลึกลงไปถึงกระดูก พื้นลั่นเสียงแตกแผ่วเบาใต้ฝ่าเท้าขณะที่ผมเข้าไปใกล้กรอบประตู กลิ่นอับชื้นที่เคยอบอวลอยู่ในอากาศเมื่อครู่ดูเหมือนจะจางหายไปพร้อมกับความเย็น แทนที่ด้วยกลิ่นไหม้
“เดี๋ยวก่อน คุณจะไปไหนกันแน่เนี่ย?”
เจมี่ สินะ?
ผมหันไปมองด้านหลังแล้วตอบกลับ
“….สำรวจ”
ในเมื่อผมเห็นแล้วว่าเขาไม่เห็นเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนนั้น อีกทั้งการเก็บข้อมูลนี้ไว้เป็นความลับมันน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ผมจึงพูดออกไปได้แค่นั้น
“สำรวจ? ด้วยแว่นนั้นน่ะนะ…?”
“แว่นผมมันทำไม?”
“คุณนี่มัน…”
โถงถัดไปเปิดทางนำสู่ห้องกว้างแสนทรุดโทรม มีรูปปั้นหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลางรายล้อมด้วยกรอบรูปว่างเปล่า รูปปั้นนั้นเป็นหญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้ากำลังหลับตาและประสานมือไว้ใกล้ท้อง
กระเบื้องบนพื้นดูผุกร่อนและแตกร้าว หน้าต่างแตกละเอียดที่อยู่ห่างออกไปนั้นอยู่สูงเกินกว่าที่เราคนใดคนหนึ่งจะเอื้อมถึง เศษกระจกเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น
ด้านหลังของรูปปั้น เด็กสาวตัวน้อยย่อตัวลงและโผล่ออกมาเพียงครึ่งเดียว เฝ้าเมียงมองดู
“นั่นคือรูปปั้นของพระแม่มารีย์ (Saint Mary)”
เจมี่พูดขึ้นอีกครั้งพลางปรับองศาของไม้เซลฟี่เพื่อให้กล้องจับภาพได้ แชตของเขาไหลเร็วเกินกว่าที่ผมจะอ่านทัน
‘ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ’
สายตาหันความสนใจกลับไปยังรูปปั้น ผมรู้อยู่แล้วว่ามันคืออะไร
“ท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ปลุกพลังขึ้นมาเป็นคนแรก ๆ และเป็นผู้ก่อตั้งคนสำคัญของเกาะ” เจมี่พึมพำออกมา สีหน้าของเขามัวหมองลงกว่าเก่า “ถ้าไม่มีท่าน เกาะก็จะลอยตัวไม่ได้… และพวกเราคงตกไปอยู่ในกำมือของอะไรก็ตามที่ยังวนเวียนอยู่ข้างล่างนั่น แต่ถึงอย่างนั้น มันก็หยุดม่านหมอกไม่ได้อยู่ดี”
ผมเม้มริมฝีปากอยู่เงียบ ๆ ขณะฟังคำพูดของเจมี่
โลกใบนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมจินตนาการไว้ในตอนแรก ๆ
อ้างอิงจากตามที่ผมเคยค้นคว้ามา เกาะลอยฟ้าไม่ได้มีอยู่เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน มันเกิดขึ้นหลังจากอุบัติเหตุบางอย่างที่จำเป็นต้องทำให้มันลอยตัว
พวกมันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามกธรรมชาติอันแปลกประหลาดของโลกใบนี้ แต่ถูกสร้างขึ้นมาโดยการฉีกแผ่นดินออกจากโลกและยกตัวสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดก็เพื่อหลีกหนีสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องล่าง
…ม่านหมอก คือชื่อที่พวกเขาเรียกสิ่งนั้น
เกาะที่ผมยืนอยู่นี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ เกาะที่โคจรรอบแผ่นดินใหญ่นามว่า อโดร่า (Adora)— เป็นทวีปหลัก ฐานที่ตั้งของ BUA และหัวใจของสหภาพเวสเพอรีน
“นี่คือสิ่งที่คุณอยากเห็นเหรอ?”
เสียงของเจมี่ดึงตัวผมกลับมา ผมหันไปหาเขาแล้วส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่”
ผมย้ายความสนใจกลับไปที่เด็กสาวตัวเล็ก เธอยังคงยืนอยู่หลังรูปปั้น จ้องมองมันราวกับพยายามจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง ผมหรี่ตาลงมองรูปปั้นนั้นตาม
เมื่อกวาดสายตาใส่แวบแรก มันก็ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ มีรอยแตกร้าวจาง ๆ แผ่กระจายเป็นเส้นใยแมงมุมไปทั่วทิศทาง มันแกะสลักมาจากหิน ส่วนมือของเธอข้างหนึ่งหายไป
‘ทำไมเธอถึงอยากให้ฉันเช็กรูปปั้นล่ะ?’
ในตอนแรกผมลังเล แต่ไม่นานก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปหารูปปั้น
“นั่นคุณจะทำอะไรน่ะ? อย่าไปแตะมันมั่วซั่วสิ”
ผมเมินคำพูดของเจมี่และขยับไปใกล้รูปปั้นมากขึ้น จะแตะหรือไม่แตะมันก็มีค่าเท่ากันไม่ใช่หรือไง? เมื่อหยุดอยู่หน้ารูปปั้น ผมก็สังเกตมันอย่างใกล้ชิด และนั่นคือตอนที่ผมได้เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่ตัวเองมองข้ามไปก่อนหน้านี้ ผมเพ่งความสนใจไปบนรอยร้าวบางจุด
‘นี่มัน…’
สายตาหรี่เล็กลง ก่อนจะยื่นมือออกไปสัมผัสรูปปั้นอย่างช้า ๆ
ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบ
แต่ในขณะเดียวกัน…
“อ๋า…?”
มันก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนหิน
“อะไ—”
“ฮ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
ช่วงระหว่างที่ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง เสียงกรีดร้องอู้อี้สะท้อนก้องอยู่ไกล ๆ มันดังมาจากทางชั้นที่สอง ร่างกายของผมแข็งเกร็ง
ทว่ามันก็เป็นเพียงชั่วครู่เดียว
‘แผนหลอกให้กลัวรึเปล่า? มันถึงเวลาแล้วเหรอ?’
นั่นคือความคิดแรกของผมเมื่อนึกขึ้นได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองเป็นยังไง ซึ่งมันมีโอกาสที่เจมี่อาจจะพยายามทำให้ผมหวาดกลัวอยู่
แต่พอผมค่อย ๆ หันศีรษะไปทางเขา สายตากลับเห็นเจ้าตัวจ้องโทรศัพท์ด้วยใบหน้าซีดเผือด
เขาดูเหมือนกำลังพิมพ์อะไรบางอย่างแบบรวดเร็วมาก ๆ
ไม่ใช่ฝีมือเขาหรอกเหรอ? หรือเขากำลังแสดงละครตบตาอยู่?
“แป๊บนะ ขอเวลาก่อน”
เขาพยายามจะยิ้มออกมา แต่ปากกลับเจื่อนลง
ทันใดนั้น—
ตึ่บ ตึ่บ ตึ่บ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่
อยู่บนหัวพวกเรา
ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เจมี่เงยศีรษะขึ้นไปด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวกว่าเดิมก่อนจะหันกลับไปสนใจโทรศัพท์ นิ้วมือของเขาปัดไปมาผ่านหน้าจอด้วยความเร็วมากยิ่งขึ้น
ผมเห็นว่าเขากำลังพยายามโทรหาใครบางคนอยู่
แต่—
ตู๊ด ตู๊ด
ไม่มีการตอบรับ
ท้ายที่สุด สายตาของเขาก็ประสานกับผม เขาดูขวัญเสียของจริง
“คุณ…”
ผมขมวดคิ้วและอ้าปากพูด แต่แล้ว—
ตึ่บ ตึ่บ ตึ่บ!
ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเคลื่อนออกจากบนหัว มุ่งหน้าไปยังบันไดตรงโถงแรกราวกับจะมาทางพวกเราด้วยความว่องไว
“โอ้พระเจ้า…”
ความหวาดผวาของเจมี่ดูสมจริงมากเกินไปในจังหวะนี้
“…ต้องรีบไป เราอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
น้ำเสียงของเขาฟังดูลนลาน หยาดเหงื่อไหลลงมาตามกรอบใบหน้าขณะที่เขาคว้าแขนผม พยายามกระชากให้ถอยกลับ
แต่ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
“ถ้าเราไปทางนั้นก็จะเจอกับพวกมันพอดี” ผมพูดพลางดึงแขนตัวเองกลับ
“…ไม่ แต่ถ้าเราวิ่งล่ะก็—”
“มันไร้ประโยชน์”
“ก็มันต้องลองน่ะสิ!”
ตึ่บ ตึ่บ ตึ่บ
ความตื่นตระหนกบนใบหน้าของเจมี่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ตอนนี้พวกมันอยู่ชั้นที่หนึ่ง กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเรา
ผมกวาดสายตาไปรอบห้อง พยายามหาทางออกอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่มันไม่มีเลย
ไม่มีอะไรเลย…
ยกเว้น—
‘เดี๋ยวนะ รูปปั้นนั่น!’
ผมไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว รีบเคลื่อนตัวไปหามันทันควัน
“เฮ้ คุณทำอะไรอยู่เนี่ย!?” เจมี่กระซิบพร้อมกับพยายามลากผมกลับ แต่ผมเมินเขา ไล่สายตามองรูปปั้นก่อนจะยกมือขึ้นเคาะลงไป
ต๊อก ต๊อก!
“ทำอะ—!”
เจมี่ชะงักไปทันทีที่ผมเคาะ
เขาเองก็รู้สึกได้เช่นกัน
รูปปั้น… มันกลวง
“แต่… ได้ไงกัน?”
ตึ่บ! ตึ่บ! ตึ่บ!
ตอนนี้เสียงฝีเท้าดังอยู่ข้างนอกใกล้ ๆ
พวกมันมีจำนวนมาก รวดเร็ว และมุ่งตรงมาทางพวกเรา
ผมไม่รีรอให้เปลืองเวลาเปล่า ฝ่ามือทั้งสองข้างกดลงบนรูปปั้นนั้น ตัวรูปปั้นขยับออก และในไม่ช้า ประตูกลก็ปรากฏแก่สายตา
“….โอ้พระเจ้า!”
ดวงตาของเจมี่เบิกกว้างเมื่อเห็นภาพนั้น กล้องของเขาจ่อไปทางมัน แชตสั่นไหวด้วยความเร็วที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ผมไม่สนใจจะอ่านพวกมันอย่างละเอียดและดึงประตูกลให้เปิดออก เผยให้เห็นบันไดหลายขั้นทอดยาวจนเหมือนจะนำไปสู่ความดำมืดเพียงอย่างเดียว
“เข้าไป”
“ในนั้น? แต่ว่า—”
ตึ่บ! ตึ่บ! ตึ่บ!
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามามากกว่าที่เคย ร่างกายของเจมี่สั่นเทาไปหมด เขารีบวิ่งพุ่งตัวเข้าไปในประตูกลโดยไม่มามัวเสียเวลาอีกแล้ว ผมก็ทำเหมือนกับเขา แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกไนท์วอล์กเกอร์ออกมา และสั่งให้มันเคลื่อนรูปปั้นกลับเข้าที่เดิมทันทีที่ผมเข้าไปข้างในแล้ว
จากนั้น—
แกร็ก!
ผมปิดประตูกลลง ความมืดมิดกลืนกินตัวผมเข้าไปโดยสมบูรณ์