นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #43 : ไลฟ์สตรีม [5]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #43 : ไลฟ์สตรีม [5]
อนธการเข้ามาคุกคามผมไปทั้งตัวทันทีที่ประตูกลด้านบนปิดสนิท ชั่ววินาทีนั้นเอง ผมรู้สึกเหมือนยืนเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่า
แต่แล้ว…
ทุกอย่างก็กลายเป็นสีน้ำเงิน
แว่นตาตรวจจับพลังงานกะพริบเบา ๆ บ่งบอกว่ามันเริ่มทำงาน ภาพของอุโมงค์ใต้ดินปรากฏขึ้นรอบตัวผม ผนังหินแลดูบีบอัดเข้ามาจากทุกทิศทางเพราะมีความกว้างเพียงช่วงแขน อากาศภายในหนาแน่น ลมหายใจแต่ละครั้งให้ความรู้สึกอึดอัด
ผมยังมองเห็นได้อยู่
นั่นคือข่าวดี
ส่วนข่าวร้าย…
อุณหภูมิมันลดต่ำลงไปอีก
ผมเห็นลมหายใจของตัวเองม้วนตัวอยู่ตรงหน้าจนเกิดฝ้าบนเลนส์แว่นทุกครั้งที่หายใจ ความหนาวเหน็บในที่แห่งนี้ล้ำลึกกว่าด้านนอก ในจุด ๆ นี้ผมแทบจะสั่นสะท้านไปหมดแล้ว
‘ท-ทำไมมันเย็นขนาดนี้ล่ะเนี่ย?’
“ที่… ท-ที่นี่คือที่ไหน?”
เสียงของเจมี่ดังมาจากใกล้ ๆ ผมหันไปเห็นเขายืนอยู่ไม่ไกลจากตัวเอง กำลังถือไม้เซลฟี่ไว้ข้างหน้าควบคู่กับไฟฉายที่ตอนนี้ปิดอยู่
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอดแว่นตาออก
หลังจากนั้น ความมืดมิดก็กลืนกินผมอย่างแท้จริง
แต่ในขณะเดียวกัน ความหนาวเย็นได้จางหายไป ทำให้ในที่สุดก็รู้สึกว่าตัวเองกลับมาหายใจได้อีกครั้ง
“…ไม่รู้สิ” เสียงของผมสะท้อนแผ่วเบา พวกเรากำลังอยู่ในอุโมงค์อะไรสักอย่าง แต่ผมเดาไม่ออกเลยว่ามันจะนำทางไปสู่อะไร
แต่ถ้าจะให้พูดสักอย่างหนึ่งที่ตัวเองไม่ต้องเดา นั่นคือที่แห่งนี้ มันทำให้ผมเสียวสันหลัง
“ที่นี่มันสมเหตุสมผลตรงไหน? แชต เห็นนี่ไหม?”
เจมี่ขยับไม้เซลฟี่ไปโดยรอบ ปิดท้ายด้วยการเปิดไฟฉายและโบกมันไปทั่วบริเวณ
แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ความเป็นสตรีมเมอร์ของเขาก็ยังคงทำงานเต็มที่อยู่
“…มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด เราอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย? ทำไมถึงไม่มีใครค้นเจอที่นี่มาก่อนเลยล่ะ? ทุกคน… สังเกตเห็นรูปปั้นนั่นไหม? มันเป็นของปลอม แต่ฉันมั่นใจว่าก่อนหน้านี้มันไม่ได้ปลอมแน่ ๆ มันมีอะไรบางอย่าง… มาทำให้สถานการณ์เลวร้าย และ… และ…”
ใบหน้าของเขาซีดเผือดหลังจากที่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่แล้วเขาก็รีบหุบปากตัวเอง พลางเงยศีรษะขึ้น
ผมเองก็เงยขึ้นเช่นเดียวกัน
กุกกัก~
เราทั้งคู่ต่างสัมผัสได้
…เสียงสั่นสะเทือนเบา ๆ จากทางด้านบน
ทันใดนั้นเอง ผมรู้สึกขนลุกซู่ราวกับว่าผิวหนังของตัวเองมีอะไรบางอย่างไต่ผ่าน ลำตัวหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
จากนั้น—
‘วิ่ง!’
เจมี่เป็นคนแรกที่พุ่งตัว เคลื่อนกายลึกเข้าไปในอุโมงค์ประหลาด โดยมีผมไล่ตามอยู่ด้านหลัง
ไม่ว่าพวกคนข้างบนจะเป็นใคร พวกเขาต้องเป็นคนสร้างอุโมงค์นี้ขึ้นมาแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่กลุ่มคนปกติที่บังเอิญมาสำรวจที่เดียวกันในเวลาเดียวกันด้วย
…เสียงกรีดร้องก่อนหน้านี้
ผมสัมผัสได้ถึงความหวาดผวาและสยดสยองสุดใจในน้ำเสียงนั้น
ว่าแต่ พวกเขาเป็นใครกันแน่นะ?
‘พวกเขามีความเกี่ยวข้องอะไรสักทางกับเด็กผู้หญิงรึเปล่า?’
ผมไม่รู้ แล้วก็ไม่มามัววนเวียนหาคำตอบด้วย เป้าหมายเดียวในตอนนี้คือไปให้ถึงปลายสุดอุโมงค์และหาทางออกให้เจอ
เสียงฝีเท้าของพวกเราดังกึกก้องไปทั่วอุโมงค์ แสงไฟฉายของเจมี่กระเด้งไปมาอยู่ด้านหน้า
ตึ่บ! ตึ่บ! ตึ่บ!
เสียงฝีเท้าหวนกลับมาดังจากข้างหลัง ผมชะลอความเร็วลง เพราะไม่สามารถส่งเสียงดังได้อีกต่อไปแล้ว
เจมี่เองก็เข้าใจเรื่องนี้จึงชะลอความเร็วเช่นกัน พวกเราทั้งคู่ถอดรองเท้าออกราวกับกำลังคิดแบบเดียวกัน
ผมกลั้นหายใจพร้อมกับมองกลับไปด้านหลัง
มืดสนิท
‘ไปกันเถอะ’
เจมี่เป็นคนแรกที่เคลื่อนไหว ผมตามไปไม่ห่าง
พวกเราไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ อีกเลยขณะวิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ไม่นานก็มีอะไรบางอย่างสะดุดสายตาเรา
“….!?”
แสงไฟสีส้มสลัว
ผมตื่นตัวขึ้นมาทันที เช่นเดียวกับเจมี่ที่ชะลอเท้าลง แต่ในเมื่อเสียงฝีเท้าข้างหลังใกล้เข้ามา พวกเราก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปต่อ
ตึ่บ! ตึ่บ!
แสงสีส้มดูใกล้มากขึ้นทุกครั้งที่พวกเราย่างก้าว ขยายวงกว้างออกไปเบื้องหน้าเสมือนเปลวไฟที่แผดเผาอย่างเชื่องช้า เมื่อพวกเราเคลื่อนไปใกล้ ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา บีบรัดรอบอกผม จากนั้น ท่ามกลางแสงเรืองรองปรากฏห้องหนึ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ลมหายใจของผมหลุดออกจากร่างไปโดยสมบูรณ์
‘หยุดก่อน…’
ผมหยุดกะทันหันเมื่อเราเข้าใกล้ห้องนั้นมากขึ้น แล้วกลืนน้ำลายลงอย่างประหม่า
เจมี่เองก็เหมือนกัน ลมหายใจของเขาหนักหน่วง
ความวิตกกังวลพุ่งพล่านไปทั่วร่างของผมเมื่อเสียงฝีเท้าข้างหลังยังคงใกล้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งถาโถมความกดดันมากขึ้น
ผมกำลังจะขยับตัว แต่เจมี่กลับยื่นมือมาหยุดไว้และเคลื่อนไม้เซลฟี่ไปด้านหน้า
ผมเข้าใจได้ทันทีว่าเขาพยายามจะแสดงอะไรบางอย่างให้ผมเห็นเมื่อเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ของเขา กล้องแพนไปข้างหน้า เผยให้เห็นห้องขนาดใหญ่ที่อาบย้อมด้วยแสงเรืองรองริบหรี่จากเทียนไข เปลวไฟมัวหมองทอดเงายาวผ่านพื้นที่ห้อง มันเป็นแหล่งกำเนิดของแสงสีส้มอันอบอุ่นนั้น
ณ ใจกลางมีโลงศพวางอยู่ รายล้อมด้วยบรรดาเก้าอี้ที่เรียงวงเป็นรูปแบบอะไรสักอย่าง มีสัญลักษณ์สีแดงสลักไว้บนพื้น การจัดวางเป็นวงล้อมแบบนี้มันเหมือนกับพิธีกรรมผนึกอะไรทำนองนั้น
อีกทั้งยังมีเก้าอี้ตัวอื่น ๆ กระจายอยู่ตามขอบห้อง พร้อมกับโต๊ะสองสามตัวและตู้ที่ถูกผลักไปไว้ด้านข้าง
ผมสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเมื่อเห็นภาพดังกล่าว อากาศอันอุดอู้เติมเต็มปอดของผม
“…ไม่มีใครอยู่เลย” เจมี่กระซิบกระซาบ พลางดึงไม้เซลฟี่สีดำกลับ เสียงของเขาดูเคร่งเครียดขึ้น “แล้วก็ไม่เห็นทางออกด้วย”
ตึ่บ! ตึ่บ! ตึ่บ!
ศีรษะของเขาสะบัดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากด้านหลัง ใบหน้าพลันซีดเผือด
‘ไป!’
เราทั้งคู่จำใจต้องเข้าไปในห้องแบบไม่มีทางเลือก สายตากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างลุกลี้ลุกลนก่อนจะหยุดอยู่ที่ตู้ใบใหญ่ ซึ่งดูเหมือนจะกว้างพอให้จุมนุษย์ได้หลายคน
พวกเราลอบเข้าไปข้างใน ปิดบานตู้ตามหลัง
“ฮ่าา… ฮ่าา…”
เสียงหายใจของทั้งสองสะท้อนภายในพื้นที่คับแคบ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวส่องมาจากรอยแตกขนาดเล็กระหว่างบานตู้
พวกเราเห็นคนกลุ่มหนึ่งในชุดคลุมสีขาวเดินเข้ามาผ่านร่องแตกนั้น
“…..!”
เจมี่ตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นร่างโชกเลือดถูกลากตามหลังเข้ามา
ผมรู้สึกมวนท้องไปหมด
“แกเจอคนอื่นอีกไหม?”
เสียงอู้อี้ดังแว่วผ่านบริเวณห้องขนาดเล็ก กลุ่มคนในชุดขาวมารวมตัวกันรอบโลงศพ และโยนมนุษย์สองคนลงบนพื้น
ผมจ้องมองพวกเขา สัมผัสได้ว่าปากของตัวเองแห้งผาก
พวกเขายังมีชีวิตอยู่ไหม…? หรือว่า…
ผมบอกไม่ได้เลย
“ฉันไม่แน่ใจ แต่เราควรทำพิธีกรรมต่อ พวกเราเหลือเวลาอีกห้าวันกว่ามันจะเสร็จสมบูรณ์ ฉันเฝ้ารอให้ถึงวันนี้มานานพอแล้ว”
ผมชะงักเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
อีกห้าวัน?
มันเป็นระยะเวลาเดียวกันกับที่เควสต์จะจบลงไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ ใช่ไหม?
“นั่นสิ มาเริ่มกันเถอะ ถ้ามีผู้บุกรุกเข้ามา เราจะกำจัดพวกมันทิ้งทันที”
คนชุดขาวเดินตรงไปยังโลงศพ แต่ละย่างก้าวนั้นเชื่องช้าสร้างความตึงเครียด พวกเขาค่อย ๆ ยกฝาโลงขึ้น และเมื่อมันส่งเสียงลั่นบ่งบอกว่าถูกเปิดออกแล้ว ความเย็นสะท้านก็เติมเต็มชั้นบรรยากาศฉับพลัน
ภายในนั้นมีร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่
‘นั่นมัน…!’
ผมตะปบปากของตัวเองทันทีที่สายตาเห็นร่างในโลงศพ ขนกายทุกเส้นลุกชันไปทั้งตัว ผมสัมผัสได้ว่าลมหายใจของเจมี่เริ่มหอบถี่ ร่างกายของเขากระตุกเกร็ง ฝ่ามือรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์อย่างรวดเร็ว
เขาคงกำลังขอความช่วยเหลือ
…แต่ผมไม่คิดว่ามันจะสำคัญในตอนนี้หรอกนะ แชตกำลังเห็นในสิ่งที่พวกเราเห็น แน่นอนว่าต้องมีใครสักคนคิดจะแจ้งตำรวจ หรือใครก็ตามที่ควรจะเข้ามาช่วย
ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้ร่องบานตู้ พยายามเพ่งมองร่างที่อยู่ห่างออกไป สีหน้าของผมแทบจะสลายเมื่อมองมัน
นั่น…
‘คือร่างของเด็กผู้หญิงในภาพวาด ไม่ผิดแน่’
ผมเห็นแม้กระทั่งรอยเชือกบนลำคอของเธอ
แม้จะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเธอเสียชีวิต แต่ร่างของเธอกลับดูสมบูรณ์มาก ผมรู้สึกว่าริมฝีปากของตัวเองสั่นเทาเมื่อสายตาเห็นภาพนั้น
ผมกลั้นลมหายใจ โน้มลำตัวเข้าไปใกล้ร่องรอยแตกมากขึ้น
อยากจะมองศพให้ชัดกว่านี้
แต่ในจังหวะที่ขยับตัวเข้าไปใกล้…
“….!?”
ดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองกลับมาที่ผม