นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #48 : คนบ้าใส่แว่นกันแดด [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #48 : คนบ้าใส่แว่นกันแดด [3]
‘เดี๋ยว ๆ ๆ ว่าไงนะ…?’
ถ้าก่อนหน้านี้เรียกว่าง่วงนอน งั้นตอนนี้ก็คงต้องเรียกว่าตื่นเต็มตา ผมจ้องมองการแจ้งเตือนที่สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ และรู้สึกได้ว่าสีหน้าของตัวเองเปลี่ยนไป
ผมอ่านข้อความนั้นซ้ำอีกครั้งก่อนจะรีบไปที่แอปด็อกแล้วล็อกอินเข้าไป
———
[เกิดข้อผิดพลาด!]
บัญชีของคุณถูกระงับด้วยข้อสงสัยว่ามีการใช้บอต เราจะติดต่อคุณในภายหลัง กรุณารออย่างอดทน
———
อดทน?
อดทนบ้านป้าแกสิ!
ผมเกือบอยากจะเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งออกไปนอกหน้าต่างรถแล้ว แต่ความขี้ขลาดภายในใจยับยั้งเอาไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้น
โทรศัพท์มือถือก็แพง แถมตอนนี้ตัวเองยังนั่งอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะงั้น…
‘ไม่ ช่างมันเถอะ… แต่นี่มันแย่ของจริงนะเนี่ย’
ผมมีเวลาจำกัดสำหรับเควสต์นี้ ประมาณหนึ่งสัปดาห์
ถ้าล้มเหลว ร้านค้าก็จะปิด ซึ่งผมยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายชะตาชีวิตของผม
มันเป็นแหล่งเดียวที่สามารถซื้อยาสำหรับโรคของผมได้
ถ้ามันปิดตัวลง ผมก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว
“อึ่ก”
ผมขยี้หัวตัวเองพลางจ้องแอปตรงหน้า นิ้วมือรีบส่งข้อความไปบอกพวกเขาว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีการใช้บอตแปลก ๆ อะไรทั้งนั้น และตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์ หลังจากส่งไปรอบแรก ผมก็ส่งไปอีกรอบ และอีกรอบหนึ่ง
ก็แค่ทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ตัวผมอยากจะสื่อ
ผมจะหยุดส่งก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าถ้าส่งมากกว่านี้พวกเขาคงจะรำคาญเอาได้ สิ่งเดียวที่ทำได้หลังจากนั้นคือภาวนาให้พวกเขาปลดแบนผมก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ไม่อย่างนั้น ผมคงจบเห่จริง ๆ แน่…
ขณะที่จมปรักอยู่ในความคิดของตัวเอง ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าทัศนียภาพรอบข้างได้เปลี่ยนไปแล้ว จนกระทั่งรถหยุดลงอย่างกะทันหัน ผมถึงรู้ตัว
“ถึงแล้วครับ”
“หือ?”
ผมเงยหน้าขึ้นมองสารวัตรที่มองผมจากเบาะหน้า ความกังวลฉายบนสีหน้าของเขา
“ทุกอย่างโอเคไหมครับ?”
“…ครับ โอเคหมดครับ”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บังคับตัวเองให้ยิ้มออกมา ก่อนจะหยิบข้าวของแล้วลงจากรถ ผมทำทุกวิธีการเท่าที่ทำได้แล้ว ตอนนี้เหลือแค่รอผลลัพธ์เท่านั้น
ฝ่าเท้าก้าวออกมาจากตัวรถและสัมผัสกับสายลมเย็นฉ่ำ สายตาจดจ้องไปยังสิ่งปลูกสร้างสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่ไกลออกไป มันดูค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับอาคารสูงอื่น ๆ รอบข้าง
สารวัตรเองก็มองไปในทิศทางเดียวกัน
“ตอนแรกผมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของคุณอยู่นะ แต่พอรู้ว่าคุณอยู่กับพวกเขา ผมก็คงไม่ต้องกังวลเท่าไหร่แล้วล่ะ”
เขาเลื่อนกระจกรถขึ้นพร้อมกล่าวออกมา
“ผมจะติดต่อกลับไปถ้ามีอะไรคืบหน้าเรื่องการสืบสวนนะครับ ตอนนี้ก็ไปพักเถอะ คุณเหนื่อยมามากแล้ว”
“ขอบคุณครับ…”
รถยนตร์ของสารวัตรแล่นออกไปหลังจากนั้นไม่นานนัก
ผมยืนบื้ออยู่กลางทางเท้า สุดท้ายก็หลับตาลงแล้วเดินกลับไปยังกิลด์
และนั่นคือการตัดสินใจที่ผมจะต้องเสียใจในเวลาอันใกล้นี้
***
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น ณ กิลด์เซฟเวียร์ดสตาร์ส
แคล้ง—!
ประตูสีขาวเปิดออกเสียงดังลั่น คนกลุ่มหนึ่งก้าวออกมาสู่โถงทางเดิน นำหน้าโดยไคล์และโซอี้ ใบหน้าของทั้งคู่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ราวกับเพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงมา
แต่พวกเขาไม่ใช่คนที่น่าเป็นห่วง
ตรงด้านหลังของพวกเขามีสมาชิกคนอื่น ๆ โผล่ออกมา ใบหน้าล้วนซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทา ริมฝีปากสั่นระริก ราวกับว่าอากาศรอบกายนั้นมันยากเกินกว่าจะรับเข้าปอดไหว
พวกเขาต่างดูขวัญผวา
มีเพียงไมล์สเท่านั้นที่ดูเหมือนจะควบคุมตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้น นัยน์ตาของเขาก็ยังดูเหม่อลอยและไร้จุดโฟกัส
ในที่สุด ไคล์และโซอี้ก็หยุดเดิน แล้วหันกลับไปมองว่าเหล่าสมาชิกใหม่เป็นอย่างไรกันบ้าง ความรู้สึกสงสารพาดผ่านใบหน้าของโซอี้เมื่อเธอเห็นสภาพของพวกเขา
“เอาล่ะ ฉันว่าพวกคุณก็ทำได้ไม่เลวนะ อันที่จริงมันค่อนข้างดีเลยแหละ ตายไปกันแค่ประมาณห้ารอบเอง ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่นะ ว่าไหม?”
เธอมองไปทางไคล์ ซึ่งยักไหล่พลางพึมพำว่า ‘ตอนเข้าเกตนี้ครั้งแรกฉันไม่ตายสักรอบก็เลย…’
โซอี้กัดริมฝีปากตัวเอง
‘ชิบ ฉันก็ด้วย…’
“แค่ก”
เธอปิดปากและกระแอมไอออกมา
“ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่เถอะ เอาเป็นว่า พวกคุณมีอนาคตที่สดใสนะ!”
“อุ่ก!”
“…คึ่ด!”
เมื่อถูกย้ำเตือนถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เพิ่งประสบมา สมาชิกหลายคนเคลื่อนตัวไปหาผนังใกล้ ๆ เพราะตัวเริ่มเซไปมาพลางกุมท้องตัวเองไว้
นี่คือปฏิกิริยาที่โซอี้คาดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะได้เห็นไม่มากก็น้อย
เกตที่พวกเขาเพิ่งเข้าไปคือ เกตประเภทความผิดปกติรูปแบบวนลูปแรงก์ < E > ที่มีชื่อเสียฉาวโฉ่ การตายเป็นเรื่องปกติในเกตแบบนี้ และมันก็เป็นธรรมเนียมที่จะให้สมาชิกใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์เข้าเกตเป็นครั้งแรกในเกตแบบนี้ด้วย
นั่นก็เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินเวลาคิดเรื่องการตาย
มีเพียงบุคลากรที่สามารถคิดคล่องหัวและประเมินสถานการณ์ภายใต้สภาวะอันตรายมาก ๆ และความกลัวสุดขีดได้เท่านั้นจึงจะได้รับการพิจารณาว่าพร้อมสำหรับเกตแรงก์สูงกว่านี้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่ทักษะที่จะฝึกกันได้ง่าย ๆ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติได้จริง
โซอี้กับไคล์ถือว่าเป็นแบบอย่างชั้นยอด
…แต่พวกเขาก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียหมด
“ไปพักเถอะ ปลดปล่อยทุกอย่างออกให้หมดแล้วค่อยกลับ พอถึงบ้านแล้วจะทำอะไรก็ทำไปเลยตามใจชอบ พวกคุณไม่ต้องมาทำงานตอนพรุ่งนี้กับวันมะรืน เพราะต้องหยุดพักสักวันสองวันให้จิตใจมันผ่อนคลายน่ะ”
เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค PTSD การให้เวลาหยุดพักไม่กี่วันเพื่อให้สมาชิกใหม่ได้ประมวลผลเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
เมื่อเช็กความเรียบร้อยของสมาชิกใหม่เสร็จสิ้นแล้ว โซอี้ก็นำทุกคนกลับไปยังโซนเจ้าหน้าที่ภาคสนาม บริเวณนั้นเธอเห็นกลุ่มอื่น ๆ เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าด้วยสภาพไม่ต่างกันนัก
เป็นภาพแสนชินตา พบเห็นได้ทั่วไปในฤดูกาลรับสมัครสมาชิกใหม่
‘อ้อ ใช่สิ…’
เธอกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องพัก แต่ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างออกจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
‘…อยากรู้จังว่าทางนั้นเป็นยังไงบ้าง พนันได้เลยว่าหมอนั่นฉี่ราดกางเกงไปแล้วแน่ ๆ’
โซอี้หัวเราะคิกคักทันทีที่นึกภาพของชายคนนั้นกระโดดตัวลอยด้วยความหวาดกลัว เจมี่เขาเป็นคนที่ค่อนข้างไว้ใจได้ถ้าเป็นเรื่องการหลอกคนให้ขวัญเสีย
“ทำอะไรอยู่น่ะ? จะเช็กสตรีมเหรอ?”
ไคล์ถอนหายใจราวกับรู้ทันการกระทำของเธอ เขาเดินเข้ามาอยู่ข้าง ๆ แล้วชะโงกศีรษะไปเช็กสตรีมด้วย
ไมล์สเองก็ขยับเข้ามาใกล้เช่นกัน
พวกเขาล้วนสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับความคืบหน้าของสตรีมก่อนหน้านี้
โซอี้คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรตลก ๆ
ทว่า… รอยยิ้มกลับเลือนหายไป
ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
ไคล์ก็เช่นเดียวกัน
ไมล์สสูดลมหายใจเข้าอย่างรวดเร็ว
จากนั้น—
“เชี่ยอะไรวะเนี่ย?”
โซอี้สบถออกมา กดปิดสตรีมแล้วเปิดมันใหม่อีกครั้ง เธอต้องกดเข้าผิดอันแน่ ๆ มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ
มัน…
“มันเป็นสตรีมเดียวกันจริง ๆ ด้วย!”
ดวงตาของเธอเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง เธอดึงหน้าสตรีมขึ้นมา ได้เห็นคอมเมนต์มหาศาลนับไม่นับถ้วน
— นี่ต้องไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ
— มันเฟคชัวร์! ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด!
— ….ใครมีคลิปสั้นช่วงที่เกิดเหตุบ้างไหม? ฉันอยากดูสตรีมมากแต่ไม่มีเวลาเลย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เธอตะลึง
เพราะยอดผู้ชมที่กำลังดูอยู่ในขณะนี้ก็ชวนช็อกพอ ๆ กัน มันมากกว่าสามหมื่นคน! ทั้ง ๆ ที่สตรีมจบไปแล้วด้วยซ้ำ
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?”
โซอี้ไม่ใช่คนเดียวที่สับสน
ไคล์เองก็มึนงงไม่แพ้กัน เขาโน้มตัวเข้าไปจ้องโทรศัพท์ใกล้กว่าเดิม
“เฮ้ ถอยหัวออกไปหน่อยสิ”
แต่เขาก็โดนโซอี้ผลักออกอย่างรวดเร็ว เธอไถหน้าจอโทรศัพท์จนท้ายที่สุดก็ค้นพบอะไรบางอย่างเข้า
“นี่ไง ฉันเจอแล้ว!”
มันเป็นวิดีโอไฮไลต์สั้น ๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอกดลงไป คลิปวิดีโอเริ่มเล่น
แต่หลังจากวิดีโอเล่นไปได้หลายนาทีแล้ว ใบหน้าของทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็เปลี่ยนไป พวกเขามองหน้ากันเองก่อนจะหันสายตากลับมาปักหลักบนวิดีโอ
พวกเขาทุกคนต่างพยายามหาคำพูดมาอธิบายสถานการณ์นั้น แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน พวกเขาก็หาคำใดมาอธิบายไม่ได้เลย
ไม่ได้เลยสักคำจริง ๆ
สิ่งเดียวที่ทำได้คือจ้องมองวิดีโอด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาแม้แต่น้อย
นี่มัน…
เรื่องจริงงั้นเหรอ?