นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #50 : คนบ้าใส่แว่นกันแดด [5]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #50 : คนบ้าใส่แว่นกันแดด [5]
— มันพูดบ้าอะไรวะน่ะ?
— หนึ่งวันธรรมดาในออฟฟิศ? เขาเป็นนักพัฒนาเกมเหรอ?
— เขาทำเชี่ยอะไรอยู่วะ? หมดนี่แม่งเฟคชัวร์!
— 556546! จัดฉากชัด ๆ ใครมันจะบ้ามาโฆษณาอะไรในสถานการณ์แบบนี้วะ?
คำพูดของเซธทำให้ช่องแชตระเบิดทันที ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับพวกที่มีเจตนาร้ายเข้ามาจัดการเติมเชื้อไฟ
— ขนทีมโปรดักชั่นมาทั้งชุดแน่ ๆ
— เกือบจะเชื่อแล้วนะเนี่ย ถถถ
แม้จะดูออกว่ามีกองทัพคู่แข่ง ‘ไม่ทราบนาม’ อะไรทำนองนั้นมาคอยกวนกระแสของแชตให้ขุ่นอยู่ แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า สตรีมทั้งหมดนี้รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องหลอกลวงไปเสียแล้ว
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เองเหรอ…”
โซอี้ก็รู้สึกคล้าย ๆ กัน เธอเอนหลังพิงเก้าอี้ สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อกี้เธอเกือบจะโดนหลอกไปแล้วจริง ๆ
‘เจมี่จัดเต็มเรื่องโปรดักชั่นจริง ๆ เลยนะ’
โซอี้ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี ในแง่หนึ่งเขาก็ทำตามที่เธอขอ แต่อีกแง่หนึ่ง… เขาดูจะทำเกินเบอร์ไปหน่อย
คนอื่น ๆ เองก็ดูจะผ่อนคลายลงเมื่อตระหนักได้เช่นนั้น
ทว่าความรู้สึกนั้นกลับคงอยู่ได้ไม่นานเมื่อเสียงของไคล์ดังขึ้นหลังจากนั้น
“เดี๋ยวก่อนนะ…”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปขณะมองโทรศัพท์ตัวเอง
“อะไร? มีอะไรรึเปล่า?”
“…มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ?”
เมื่อสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหัน คนอื่น ๆ ก็เริ่มสงสัย และในจังหวะที่พวกเขากำลังจะหมดความอดทน ไคล์ก็ค่อย ๆ หันโทรศัพท์ไปให้ดูระบบแจ้งเตือนของกิลด์
———
สถานที่: พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวโลร่า
ความอันตราย: ไม่มีข้อมูล (คาดว่าเป็นลำดับชั้นที่สอง)
แจ้งเตือน: ตรวจพบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยภายในพื้นที่ มีรายงานความเป็นไปได้ว่าเกตจะเปิด จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ภาคสนามจะถูกส่งตัวไปในไม่ช้า
———
“พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวโลร่า…” โซอี้พึมพำชื่อสถานที่ออกมาครู่หนึ่ง จากนั้นสายตาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธอรีบมองไคล์ “ไม่ใช่ว่า…!”
“ใช่แล้ว”
ไคล์ตอบกลับ สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งเครียดขณะมองไปที่โทรศัพท์ของโซอี้
น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าขึ้นเล็กน้อย
“…สตรีมนี้อาจจะไม่ได้เฟค”
แอปที่เขาใช้อยู่เป็นแอปของกิลด์ มันจะแจ้งเตือนและแสดงเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งภายในกิลด์และภายนอกที่ต้องการให้กิลด์เข้าร่วมจัดการ
ไคล์เข้าใจได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ดังกล่าวเมื่อได้เห็นการแจ้งเตือนใหม่และคำอธิบายเหล่านั้น
“มัน… แต่…”
โซอี้พูดไม่ออกและค่อย ๆ หันศีรษะไปมองโทรศัพท์ตัวเอง เธอจ้องมองร่างของเซธที่ปรากฏในวิดีโอ เขากำลังอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเกมของเขาอย่างใจเย็น มันช่างขัดกับสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่จริง ๆ
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ…
เขากำลังทำทั้งหมดนี้ในขณะที่สวมแว่นกันแดดอยู่
“เล่นวิดีโอต่อเลย ฉันอยากเห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อ”
เมื่อได้ยินคำพูดของไคล์ โซอี้กัดริมฝีปากก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ และเล่นวิดีโอต่อ นั่นคือตอนที่พวกเขาเห็นเซธเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดไปทางประตู
— เขาทำอะไรน่ะ?
— เขากำลังพยายามกั้นประตูเอาไว้
— ไม่ใช่ว่าโดนพวกชุดขาวแปลก ๆ ไล่ตามอยู่เหรอ? เขาทำเสียงดังเกินไปอยู่นะ
ถึงแม้ทุกคนจะก่นด่าว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องปลอม แต่พวกเขายังคงจดจ่ออยู่กับสตรีม ทุกคนรู้สึกจมดิ่งลงไปกับสถานการณ์ และในช่วงที่เริ่มสงสัยในการกระทำของเซธ พวกเขาก็เห็นเขาหันกล้องออกจากตัวเอง
แต่ตัวกล้องไม่ได้หันไปจนสุด พวกเขายังพอมองเห็นภาพเจ้าตัวและประตูอยู่แวบหนึ่ง
ในตอนนั้นเองที่มันเกิดขึ้น
ปั้ก!
เทอร์แรนซ์สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่น
โซอี้และคนอื่น ๆ ยังคงความนิ่งไว้ได้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าร่างกายของพวกเขาจะไม่เกร็งเลยแม้แต่น้อย
มันคงอยู่ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งพวกเขาเห็นความแวววาวอันเย็นเยียบจากคมขวาน และดวงตาที่โผล่ตามมา
“มันอยู่นี่!”
เสียงแหบพร่าดังตามมาติด ๆ ดึงความตึงเครียดให้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ในวินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้สึกราวกับว่าตัวเองไปยืนอยู่ในจุดเดียวกันกับเซธ และนั่นยิ่งทำให้ความตึงเครียดทวีคูณ
เขาจะหนีรอดออกมาได้ไหม?
สถานการณ์มัน… ดูสิ้นหวังไปทุกหนทาง
ทว่าเซธยังคง ‘ใจเย็น’ ตรงข้ามกับพวกเขา นอกจากจังหวะการหายใจที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว เขาก็ดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
เรื่องนี้ทำให้โซอี้นึกถึงตอนที่เขาออกมาจากการทดสอบ ตอนนั้นเขาก็เป็นแบบนี้ มันทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าผู้ชายคนนี้กลัวเป็นบ้างไหม
คิ้วของไมล์สขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ส่วนเทอร์แรนซ์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไปเฮือกหนึ่ง
คนเดียวที่ไม่ดูสับสนกับความใจเย็นของเซธคือไคล์
‘หมอนั่นคงกำลังกลั้นอ้วกอยู่แหละ’
ไคล์รู้จักเซธดีมากพอที่จะรู้เรื่องนี้ เขาเป็นพวกท้องไส้ปั่นป่วนได้ง่ายโคตรเวลาเจอกับสถานการณ์อะไรแนว ๆ นี้
ยังดีที่เขาพอจะใช้หัวคิดได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
แต่ไม่นานนัก…
ปั้ก!
ขวานจามลงบนประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เฟอร์นิเจอร์สั่นสะเทือนขณะที่เซธพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะยันมันบังประตูไว้ไม่ให้พวกนั้นเข้ามาได้ อย่างไรก็ตาม มันดูเหมือนว่าการดิ้นรนจะสูญเปล่าเมื่อได้เห็นเศษไม้กระเด็นใส่ไปทั่วและฝ่ามือเอื้อมเข้ามาจับหน้าของเขาเอาไว้
ทุกคนลืมหายใจไปชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว
— หนีสิวะ! มัวทำอะไรอยู่!?
— เชี่ย!!
— ช่างหัวเฟคไม่เฟคแล้ว นี่แม่งน่ากลัวสัส ๆ !!
— ศศฏซฏฆญฐ
ทุกคนนั่งไม่ติดเก้าอี้ตั้งแต่สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นเข้าตาจน ปั้ก! และเมื่อประตูแตกออกเป็นส่วนอีกครั้ง พวกเขาเห็นเซธกำลังง่วนอยู่กับโทรศัพท์ก่อนจะโยนมันออกไป หรือไม่มันก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
มุมกล้องทำให้พวกเขามองได้ยาก
ปั้ก!
บานประตูแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ร่างเซธล้มหงายลงไป สายตาของเขาจ้องมองไปยังขวานที่ง้างขึ้น
…ส่วนที่น่าขนลุกที่สุดคือ การที่เขาไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาเลยขณะจ้องมองขวานเล่มนั้น
และในตอนที่สถานการณ์ดูจะเข้าขั้นวิกฤตถึงขีดสุด…
วี้หว่อ— วี้หว่อ!
กระแสเสียงแผดดังสนั่นกะทันหัน เหล่าชายชุดขาวพากันหยุดชะงัก
“เวรแล้ว!”
“…ตำรวจเหรอ!?”
เซธหายไปจากเลนส์กล้องอย่างรวดเร็ว จากนั้นไม่นานจึงเริ่มกรีดร้องออกมา
“พวกมันอยู่นี่! ช่วยด้วย!!!! ชั้นสอง! รีบมาด่วน ๆ เลย!”
เสียงตะโกนของเขาดังลั่น กลุ่มคนชุดขาวเริ่มแตกตื่น
“ทางนี้! ชั้นที่สอง! ถ้ารีบมาก็จะได้หยุดพวกมันตรงชั้นแรกได้!”
สายตาของคนชุดขาวเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายเลือดอย่างชัดเจน พวกมันจ้องมองไปยังทิศทางที่เซธอยู่ ก่อนจะหันหลังกลับและพากันเผ่นออกไป
เสียงไซเรนยังคงดังต่อเนื่องไปอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งเซธกลับเข้ามาในเฟรมกล้องอีกครั้งพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ
“เป็นแบบนี้นี่เอง…”
นั่นคือตอนที่ทุกคนตระหนักได้ว่าเขาทำอะไรลงไป
— แป๊บนะ แสดงว่าตำรวจไม่ได้มาหรอกเหรอ?
— ทั้งหมดนั้นมันเป็นเสียงที่อัดไว้เหรอ?
— โคตรสุด!
ตัวเลขผู้เข้าชมพุ่งทะยานไปถึงสามหมื่นอย่างที่โซอี้เคยเห็นก่อนเปิดสตรีม หลังจากนั้นไม่นาน เสียงไซเรนของตำรวจตัวจริงดังแว่วมาจากไกล ๆ
โซอี้กำลังจะปิดวิดีโอ แต่จู่ ๆ เสียงของเซธก็ก้องขึ้นอีกครั้ง
“ฮึ…”
มันคือเสียงหัวเราะใช่ไหมน่ะ?
คำพูดถัดมาของเขาทำเอาทุกคนตัวแข็งค้าง
“…น่าเบื่อชะมัด”
ช่องแชตเงียบกริบอย่างกับป่าช้า นั่นคือตอนที่วิดีโอจบลง
บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนจ้องมองโทรศัพท์ในมือของโซอี้ ความเงียบงันแบบนั้นคงอยู่ไปจนกระทั่งพวกเขาสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของใครบางคนจากระยะไกล
เมื่อค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้น พวกเขาก็เห็นชายคนที่เป็นตัวต้นเรื่อง กำลังเดินเข้ามาในพื้นที่พร้อมด้วยช่วงไหล่ห่อเหี่ยวและขอบตาคล้ำเป็นถุง
ราวกับว่าสัมผัสได้ถึงการจ้องมองเหล่านั้น เจ้าตัวเงยหน้าขึ้น สายตาของพวกเขาสบกันและกัน
เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่แล้ว…
“ฮ่า เชี่ยเอ้ย”
เทอร์แรนซ์ถอยหลังไปก้าวหนึ่งฉับพลันด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ฉันนึกไว้อยู่แล้ว แม่ง… นึกไว้แล้วเชียว”
ริมฝีปากของเขาสั่นระริก พลางถอยหลังไปอีกก้าว
“ไอ้หมอนี่… แม่งเหมือนไคล์เลย ไอ้พวกบ้า โรคจิตตัวพ่อชัด ๆ”