นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #53 : เกมที่ทำให้คุณกรีดร้อง [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #53 : เกมที่ทำให้คุณกรีดร้อง [3]
ตัวเกมเริ่มต้นแบบเรียบง่ายมาก
‘นี่ก็เข้าปีที่สามแล้วที่ผมได้มาทำงานในบริษัทนี้ ทุก ๆ วันคือความทรมาน ผมแทบไม่ได้นอนเลย ผมเหนื่อยมากจนเริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ ทุกครั้งที่ออกจากออฟฟิศ สิ่งเดียวที่คอยประคองสติผมเอาไว้คือเครื่องเล่นเกมของตัวเอง ผมจะรู้สึกปลอดภัยเฉพาะตอนที่ได้เล่นมันเท่านั้น’
มันเริ่มด้วยข้อความยาวเหยียดแสนน่าเบื่อโปะเต็มหน้าจอ
ดวงตาของคาร์ลหรี่ลงขณะอ่านข้อความดังกล่าว
“แม้แต่เสียงพากย์ก็ไม่มีเหรอ? เอาจริงดิ…?”
ถึงเขาจะไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับเกมนี้อยู่แล้ว แต่นี่มันแย่ยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก
“แล้วดูกราฟิกนั่นสิ แทบจะไม่ได้เรนเดอร์อะไรเลยด้วยซ้ำ ระดับเดียวกับเกมเมื่อสมัยยี่สิบปีก่อนชัด ๆ”
ความคิดเห็นของเขาเป็นทำนองเดียวกับช่องแชต
— งบน้อยจัด
— มันอาจจะน่ากลัวก็ได้นะ?
— เหอะ… ดูน่าเบื่อว่ะ เปลี่ยนเกมเถอะ ถ้ายังเล่นต่อ ฉันจะย้ายไปช่องอื่นละนะ
— เป็นฉันคงทำได้ดีกว่านี้ 555
เมื่อได้อ่านคอมเมนต์แล้ว คาร์ลแทบอยากจะเลิกเล่นซะเดี๋ยวนั้นเลย
แต่พอนึกถึงเม็ดเงินที่จะหาได้จาก ‘กระแส’ ของคลิป เขาก็กัดฟันและตัดสินใจลุยต่อ
ข้อความยาว ๆ อีกชุดหนึ่งปรากฏขึ้น
มันเล่าเค้าโครงคร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของพนักงานผู้เหนื่อยล้าคนหนึ่ง และก็อีกคนที่จบชีวิตตัวเองไปแล้ว ทั้งยังมีเครื่องเล่นเพลงที่ช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัย ก็แค่เรื่องไร้สาระที่ยัดเข้ามาเพื่อพยายามสร้างจิตวิทยาแก่ผู้เล่นเท่านั้นแหละ
“แม่งเอ๊ย ไม่มีให้กดข้ามด้วย”
การที่ไม่สามารถข้ามบทนำอันน่าเบื่อทั้งหมดได้ทำให้เขาอยากจะทึ้งหัวตัวเอง เกมสยองขวัญที่ดีไม่จำเป็นต้องมีการเกริ่นนำกระจอก ๆ แบบนี้
นี่ถือเป็นตัวอย่างของเกมประเภทที่ไม่แสดงให้ดู สักแต่จะเล่าอย่างเดียว
‘หวังว่าไอ้พวกนี้จะไม่นานมากนะ’
เขาสังเกตเห็นว่าผู้ชมเริ่มเบื่อหน่ายกันแล้ว
โชคยังดีที่มันไม่ยาวนานมากนัก ในไม่ช้าเขาก็พบว่าตัวเองอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง พอเขากดเมาส์ ฉากพลันเปลี่ยนเป็นโถงทางเดินยาว
บทสอนการเล่นด้วยปุ่มง่าย ๆ ปรากฏขึ้นบริเวณด้านขวาของหน้าจอ
“งั้นแค่ต้องเดินไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม?”
ปุ่มการควบคุมต่าง ๆ ดูค่อนข้างพื้นฐานทั่วไป คาร์ลเริ่มบังคับตัวละครให้เดินไปข้างหน้า
“เท่าที่เล่นมา เกมมันดูหน่วง ๆ อยู่นะ ผมเดาว่าผู้พัฒนาน่าจะใช้ยูเอนจิ้นแต่รีบทำเกินไปหน่อย ส่วนการเรนเดอร์ภาพก็ดูไม่ค่อยดี คงเพราะสาเหตุเดียวกันละมั้ง…? เสียงประกอบก็ไม่ค่อยตรงจุดเท่าไหร่ อย่างเสียงฝีเท้ามันฟังดูไม่สม่ำเสมอหน่อยหนึ่ง แต่เสียงหายใจดันเป็นสม่ำเสมอเท่า ๆ กันมากเกินไปซะงั้น ใครมันจะไปหายใจแบบนั้นกัน?”
คาร์ลเริ่มวิจารณ์ไปพร้อมกับเล่นเกม
“เกมนี้ราคาประมาณ 5 ดอลลาร์ แต่ผมเคยเห็นเกมที่ถูกกว่านี้แล้วทำออกมาดีกว่—”
พรึ่บ!
ทันใดนั้น หน้าจอกลายเป็นสีดำสนิท ความมืดมิดกลืนกินคาร์ลจากทุกทิศทาง ยกเว้นทางจอมอนิเตอร์ด้านข้างซึ่งกำลังแสดงช่องแชตอยู่
“อะไรน่ะ?”
คาร์ลมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนจะตระหนักได้ด้วยความรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น
“อ้อ ผมรู้ละว่าจะมาไม้ไหน”
เขากดปุ่ม ‘W’ อย่างใจเย็น เสียงสะท้อนจากฝีเท้าของตัวละครดังแว่วเข้าสู่แก้วหู
“…คล้าย ๆ กับเกมแว่วเสียงกระซิบเลย เกมนี้เล่นกับเสียงและการมองไม่เห็นเพื่อสร้างความตึงเครียด พอกดดันจนได้ที่แล้วก็ปิดท้ายด้วยฉากจัมป์สแกร์”
มันคือลูกไม้มาตรฐานของเกมแนวสยองขวัญ และด้วยความที่เป็นผู้เล่นมากประสบการณ์คนหนึ่ง คาร์ลจึงมองเจตนาของตัวเกมออก
ทว่า…
พรึ่บ!
ไม่นานแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้ง เขาเอียงศีรษะตัวเอง
“อ้าว? ผมคิดผิดเหรอ?”
เขาเลี้ยวตรงหัวมุมแล้วเห็นทางเดินอันคุ้นเคยในระยะสายตา จังหวะนั้นเขาถึงได้ทำหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
“เกมแนวเขาวงกตที่ไม่มีจุดสิ้นสุดงั้นเหรอ? โอเค ผมว่าผมเคยเล่นแนวนี้มาก่อนนะ…”
เขาพยายามทำให้สตรีมดูสนุกสนานอย่างสุดความสามารถ แต่เมื่อมองไปทางช่องแชตซึ่งเริ่มไม่ค่อยมีส่วนร่วมด้วยแล้ว เขาก็รู้สึกเหมือนหัวใจบิดตัว
‘ฉันควรเล่นเกมนี้ให้จบ ๆ ไปสักที’
เขากด ‘Shift’ เพื่อให้ตัวละครเคลื่อนที่เร็วขึ้น เขาไม่สนแล้วว่าจะใช้ค่าพลังกายไปสิ้นเปลืองขนาดไหน ตอนนี้เขาแค่ต้องการตายแล้วย้ายไปเล่นเกมอื่นต่อ
แต่แล้ว ในชั่วขณะที่เขาเดินไปได้ครึ่งทาง ตัวละครก็หยุดนิ่งและหยิบเครื่องเล่น MP3 ออกมา
“เอ๊ะ?”
ก่อนที่คาร์ลจะทันประมวลผลได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ท่วงทำนองหนึ่งเริ่มบรรเลงออกมาจากลำโพงคอมพิวเตอร์
มันเป็นบทเพลงอันนุ่มนวล ฟังแล้วปลอบประโลมโสตประสาทหู นำพาให้จิตใจของเขาค่อย ๆ ผ่อนคลาย
— ว้าว ไม่เลวเลยนะ
— เออ… ฉันชอบแฮะ
— 555+ ผู้พัฒนาทุ่มเงินทั้งหมดของตัวเองไปลงกับเพลงรึเปล่าเนี่ย?
คาร์ลพยักหน้าเห็นด้วยกับคอมเมนต์เหล่านั้น
เสียงเพลงฟังแล้วระรื่นหูอย่างน่าประหลาด ร่างกายของเขาเริ่มคลายลงโดยไม่รู้ตัว
และนี่…
คือชั่วอึดใจที่เกมเปลี่ยนไป
พรึ่บ!
ความดำมืดกลืนกินห้องอีกครั้งหนึ่ง คาร์ลรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเกร็งขึ้น
“เอ๋ะ?”
ความตึงเครียดพุ่งพรวดฉับพลันจนสติสตังเตลิดไปหมด
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง พยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะเดินหน้าต่อ ในขณะเดียวกันก็เหลือบมองแชต และพบว่าตอนนี้มันเงียบกริบไปแล้ว
‘หือ? เกิดอะไรขึ้น…?’
แต่คาร์ลก็ไม่มีเวลามานั่งครุ่นคิดแล้ว เพราะแสงไฟกะพริบกลับมาสว่างทันที
พรึ่บ!
เมื่อเลี้ยวเข้าหัวมุม เข้าสู่อีกทางเดินหนึ่ง เขาสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
สีหน้ากลายเป็นมัวหมองเมื่อเห็นกองดอกไม้ตรงประตู พร้อมด้วยข้อความหนึ่งกำกับไว้:
[ด้วยความระลึกถึง รามิล นีล]
เขาสัมผัสได้ว่าหัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นประโยคนั้น และในจังหวะที่ลอบกลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบ ไฟก็ดับลง
พรึ่บ!
“เฮือก!”
คาร์ลสะดุ้ง ฝ่ามือกำเสื้อตัวเองพลางมองไปรอบ ๆ
ถัดจากนั้นอีกวินาทีหนึ่ง เขาถึงรู้ตัวว่าไฟดับลงแล้ว สายตามองกล้องด้วยความอับอาย เขากำลังจะเล่นมุกตลกกลบเกลื่อนกับแชต แต่แล้ว—
ตึก!
เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังกะทันหัน
เหตุเป็นเพราะเขาสวมหูฟัง เสียงนั้นจึงดังจนสัมผัสได้ชัดเจน ราวกับว่ามันดังมาจากข้างหลังเขาจริง ๆ ทั่วทั้งร่างพลันสั่นสะท้าน ฝ่ามือชุ่มหยาดเหงื่อ
“โอ้ เชี่ย โอ้ เชี่ย…”
ท่าทางมั่นใจก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น
เขารีบกด ‘W’ เพื่อให้ตัวละครเดินไปข้างหน้า เสียงฝีเท้าสะท้อนไล่ตามหลัง
‘เร็วเข้า! เร็วกว่านี้สิ!’
เขากด Shift แต่ไม่นานก็หยุดมือ เพราะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังจะผลาญพลังกายของตัวละคร
“โอ้ย เวรแล้วไง”
ใบหน้าแปรเป็นซีดเผือดเมื่อเห็นว่าค่าพลังกายไม่ได้ฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็ว
นิ้วมือกระตุกเกร็ง สายตามองแชตเพื่อดึงความสนใจของตัวเองออกไป ทว่า—
มันว่างเปล่า
ไม่มีใครคอมเมนต์เลยแม้แต่คำเดียว
‘เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาไปกันหมดแล้วเหรอ?’
แต่เขาก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อเห็นจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถใส่ใจพวกเขาได้มากนัก เพราะเขายังคงได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านหลัง
“อ๊าก บ้าเอ๊ย!….!?”
เขาเร่งรีบไปข้างหน้า
ไม่นานนัก คาร์ลก็เริ่มรับรู้ว่าตัวเองตกอยู่ในวังวนแห่งความหวาดกลัว ทุกครั้งที่ไฟเปิด เขาจะหายใจได้ทั่วท้อง แต่พอความมืดสนิทและเสียงฝีเท้ามาเยือน เขากลับกลั้นลมหายใจทันควัน
ก่อนที่เขาจะได้รู้ตัว ทั่วทั้งร่างกายก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อหมดเสียแล้ว
“เชี่ย วิ่งสิ! เร็วกว่านี้ดิวะ! ฮ๊ากกก!”
บัดนี้ฝีเท้าข้างหลังกลายเป็นวิ่งไล่กวดเขาด้วยความเร็วสูง คาร์ลรู้สึกเหมือนหัวใจขึ้นมาจุกอยู่ตรงลำคอ เขาพยายามรัวปุ่มให้วิ่งอย่างสุดกำลัง แต่มันก็เปล่าประโยชน์
ตัวละครไม่ได้วิ่งเร็วขึ้นตามไปด้วย
ร่างกายของเขาแข็งเกร็งไปหมด ศีรษะถอยห่างจากมอนิเตอร์ นิ้วมือกระหน่ำกดปุ่มคีย์บอร์ดด้วยความร้อนรน
“ไม่นะ วิ่งสิวะ! วิ่ง!!”
ณ จุดนี้ เขาแทบจะกรีดร้องออกมาแล้ว ฝ่ามือทั้งสองสั่นเทาขณะกด Shift แต่ไม่นานนัก…
[พลังกายของคุณหมดแล้ว]
ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา และตัวละครก็หยุดนิ่ง
“ไม่! แกหยุดทำไม!? อ๊า ไอ้เชี่ย———!”
เสียงกรอบแกรบกึกก้องขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ศีรษะของตัวละครจะถูกกระชากกลับไปด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าว่างเปล่าน่าสยดสยอง ร่างของคาร์ลสั่นเทิ้ม ล้มหงายหลังลง คีย์บอร์ดปลิวว่อนพร้อมกับเสียงที่ปลิวออกมาจากปาก
“กรี๊ดดดดดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องทะลุทะลวงผ่านผนังห้อง
มันดังมาก เต็มไปด้วยความหวาดผวาอยู่ภายใน จนทำให้เพื่อนบ้านหลายคนตื่นขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“…มีเรื่องอะไรหรือเปล่า? นั่นเสียงคนร้องใช่ไหม?”
“ฉันโทรแจ้งตำรวจดีกว่า มันอาจจะเกิดเหตุร้ายแรง…”
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งคืน เสียงกรีดร้องหลากหลายดังระงมไปทั่วละแวกบ้าน
ในวันนั้น ตำรวจได้รับสายแจ้งเหตุมากกว่าที่ผ่าน ๆ มา
และก็เป็นวันเดียวกันที่…
หนึ่งวันธรรมดาในออฟฟิศ เริ่มติดเทรนด์