นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #59 : การกลับมาของตัวตลก [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #59 : การกลับมาของตัวตลก [2]
[ฉากจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า คุณมีเวลา 30 นาที โปรดเตรียมตัวให้พร้อม!]
เมื่อจ้องมองการแจ้งเตือนที่ลอยอยู่ตรงหน้า ผมก็ได้แต่รู้สึกสับสน
‘ฉาก? ทำไมจู่ ๆ ฉันถึงมาอยู่ในฉากได้ล่ะ? เกิดอะไรขึ้นเนี่ย??’
สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้คือตัวเองยืนอยู่หน้าภาพวาด ถัดจากนั้นหัวสมองก็ว่างเปล่า ไม่สิ เดี๋ยวนะ…
ทันใดนั้น ผมนึกขึ้นมาได้ถึงภาพของใบหน้าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ และฝ่ามือที่ยื่นออกมาหาตัวเอง
ผมรีบลุกขึ้นนั่งอย่างร้อนรน พลางมองไปรอบ ๆ ตัว
หรือว่าเธอจะเป็น…?
“หืม?”
น้ำเสียงราบเรียบหลุดออกมาจากริมฝีปาก
ไม่ไกลจากตรงที่ผมนั่งอยู่ มีคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งตระหง่าน สีของมันซีดจางตัดกับท้องฟ้าสีครามอ่อน กำแพงสีขาวของมันสะท้อนประกายภายใต้แสงแดดยามเที่ยง รอบ ๆ ตัวผมเต็มไปด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่มไหวเอนอย่างอ่อนโยน ใบหญ้าผิวสากโลมเล็มฝ่ามือและท่อนขาในขณะที่ผมนั่งพักอยู่ท่ามกลางพวกมัน
สถานที่แห่งนี้…
ดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด
“มันคือที่เดียวกับในภาพวาดใช่ไหมเนี่ย?”
ผมจำทางเดินเส้นเล็กที่อยู่ในภาพวาดนั้นได้ จำได้แม้กระทั่งจุดที่เด็กสาวตัวน้อยเคยโพสต์ท่าอยู่ด้วยซ้ำ
แสดงว่า…?
‘ฉันอยู่ในโลกของภาพวาด?’
นี่มัน…
ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า พยายามรวบรวมสติของตัวเองอย่างเต็มที่ สถานการณ์มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด แต่ผมต้องเยือกเย็นเข้าไว้
“ฉาก… ตอนนี้ฉันอยู่ในฉาก…”
หรือพูดอีกอย่างก็คือ เกต?
ความคิดนั้นทำเอาผมโอดโอยออกมา ถ้าที่นี่เป็นเกตจริง ๆ งั้นผมก็งานเข้าของแท้แล้วล่ะ ยิ่งผมยังไม่รู้ว่าเกตนี้อยู่ระดับไหนด้วยยิ่งเฮงซวยเข้าไปใหญ่
ปัจจุบันผมอยู่ลำดับชั้นที่หนึ่ง นั่นหมายความว่าในทางทฤษี ผมสามารถรับมือกับเกตแรงก์ < F > ถึง < E > ได้เท่านั้น
การเคลียร์เกตแรงก์สูงกว่านั้นไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผมจำเป็นต้องมีไอเทมเฉพาะและมีการเตรียมตัวมาอย่างดีถึงจะเคลียร์ไหว
ซึ่งผมไม่มีสักอย่าง
ทั้งไม่ได้เตรียมตัวมา แถมไม่มีไอเทมสำหรับเคลียร์ฉากนี้โดยเฉพาะ พูดง่าย ๆ คือ ผมชิบหายแล้ว
‘เชี่ยเอ้ย ทำไงดีวะ?’
ผมมองไปโดยรอบเพื่อดูว่ามีหนทางออกบ้างไหม แต่ไม่ว่าจะพยายามมองหาแค่ไหน ผมก็ไม่เห็นอะไรเลย
สิ่งเดียวที่ผมมองเห็นคือคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ไกลออกไป แต่นั่นเป็นสถานที่สุดท้ายที่ผมอยากจะไป
ถ้าอย่างนั้น…? ผมควรจะทำยังไงดีล่ะ?
“ไม่สิ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสติหลุด”
ผมทำการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้งเพื่อสงบจิตใจลง ตื่นตระหนกไปก็เปล่าประโยชน์แล้วในจุดนี้
อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือมองไปข้างหน้า และหาทางออกจากสถานการณ์นี้ให้ได้
ผมนึกย้อนกลับไปถึงข้อความอันที่สองที่ตัวเองได้รับ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
“มันบอกว่ามีเวลาเตรียมตัวสามสิบนาที บางทีนั่นอาจจะเป็นตัวช่วยให้ฉันเคลียร์ฉากบ้า ๆ นี้ได้”
ส่วนคำอธิบายของฉาก ผมมั่นใจว่าจะได้รับมันก่อนที่ฉากจะเริ่มต้นขึ้นพอดี
ถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือไปสำรวจคฤหาสน์
แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
“…ฉันไม่อยากไปเลยจริง ๆ”
แค่เห็นตัวคฤหาสน์จากระยะไกลก็ทำเอาท้องไส้ปั่นป่วนแล้ว แต่ผมก็รู้เหมือนกันว่าการเข้าไปในคฤหาสน์เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองรอดชีวิตได้
ดังนั้น ผมจึงสลัดความขี้ขลาดทิ้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์
‘หวังว่าฉันจะคิดถูกนะ’
*
คฤหาสน์อยู่ห่างจากจุดที่ผม ‘เกิด’ เพียงก้าวเดินไปไม่กี่นาที ถึงจะไม่รู้ว่าควรเรียกว่าจุดเกิดได้หรือเปล่าก็เถอะ แต่เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ผมจึงวิ่งเหยาะ ๆ ไปจนถึงด้านหน้าประตูไม้บานใหญ่
พอได้มายืนอยู่หน้าบานประตูแบบนี้ ผมก็รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กไปเลย
ตั้งแต่หินสีขาวขัดเงาอย่างประณีตที่ก่อขึ้นมาเป็นตัวอาคาร ไปจนถึงสวนที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีซึ่งอยู่ด้านนอกประตู
ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ล้วนให้ความรู้สึกหรูหรา
…ทว่า ยิ่งผมมองมันนานเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวามากขึ้นเท่านั้น
“ฉันรู้สึกไม่ดีเลยจริง ๆ”
ผมกล่าวออกมาพลางผลักประตูให้เปิดออก เสียงเสียดสีแผ่วเบาแว่วเข้าใบหู ห้องโถงขนาดใหญ่ปรากฏแก่สายตา ขนาบข้างด้วยบันไดวนที่โค้งตัวขึ้นไปสู่ชั้นสอง
โคมไฟระย้าทรงสูงแขวนอยู่ด้านบน ประตูหลายบานประดับตามผนังแต่ละด้านของชั้นแรก ซึ่งแต่ละบานต่างเปิดอ้าค้างไว้ เผยให้เห็นความมืดมิดอันว่างเปล่าภายใน
ราวกับว่ามันดูดซับแสงสว่างหายไปจนหมดสิ้น
“ฮ-ฮ่า”
ทรวงอกของผมสั่นสะท้านขณะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สถานที่แห่งนี้ดูค่อนข้างน่าขนลุก พอก้าวเข้ามาแล้ว ความรู้สึกหนาวสั่นก็จู่โจมร่างกายในทันที
ผมกลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับกวาดสายตามองไปโดยรอบ
‘ฉากยังไม่เริ่ม ถ้างั้นก็น่าจะยังไม่มีมอนสเตอร์หรือปัญหาอะไร…’
อย่างน้อย ผมก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น
แต่ผมยังคงระมัดระวังในขณะที่สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว ภายในคฤหาสน์ดูวังเวงปราศจากผู้คน
ตึก
เสียงฝีเท้าของผมก้องกังวานเมื่อก้าวไปข้างหน้า ความเงียบสงัดรอบกายส่งเสียงอื้ออึง
‘ตรงนี้น่าจะเป็นโถงหลัก’
ผมมองไปรอบ ๆ และจดจำทุกรายละเอียดของห้องโถง ก่อนจะเคลื่อนกายไปยังประตูบานหนึ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยความดำมืด
แม้ใจจะรู้สึกประหม่า แต่ผมก็เดินผ่านประตูเข้าไปจนได้พบกับห้องที่แตกต่างจากที่คาดไว้อย่างสิ้นเชิง
“อา…”
ในจังหวะที่แสงสว่างสัมผัสกับนัยน์ตา ผมก็ตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องขนาดมหึมา มันใหญ่ยิ่งกว่าห้องโถงตรงทางเข้ามาก บริเวณแนวผนังด้านหนึ่งมีโต๊ะหลายตัวจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ละตัวปูด้วยผืนผ้าขาวสะอาดตา ถาดอาหารบุฟเฟต์โลหะมันวาววางทับด้านบน
เพดานอยู่สูงลิบลิ่ว ส่วนพื้นด้านล่างเป็นสีน้ำตาลขัดเงา ส่องประกายภายใต้แสงไฟจากโคมระย้าเบื้องบน
หน้าต่างประดับเรียงรายไปตามแนวผนัง ถูกบดบังด้วยผ้าม่านโปร่งบาง ทำให้มองเห็นโลกภายนอกหน้าต่างบานใหญ่ได้เพียงเลือนราง
ณ ปลายสุดของห้อง เปียโนแกรนด์หลังหนึ่งพักอย่างสงบอยู่เบื้องล่างโคมระย้า พื้นผิวสีดำขัดเงาของมันสะท้อนแสง ทอประกายราวกับผิวน้ำนิ่งใต้สุริยา
“ที่นี่…”
ผมกลั้นหายใจไปชั่วขณะ แล้วก้าวไปข้างหน้า เสียงฝีเท้าดังกึกก้องยิ่งกว่าเก่า ผมหยุดเท้าลงตรงหน้าโต๊ะ สายตาเหลือบไปเห็นขอบใบปลิวแผ่นหนึ่ง
ผมค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมา
———
[ขอเรียนเชิญท่านด้วยความจริงใจ]
สู่ งานเต้นรำหน้ากากยามราตรี
ณ ค่ำคืนแห่งมายา คีตา และแสงจันทรา
วันที่: วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม
เวลา: ประตูเปิด 20:00 น. | ถอดหน้ากากเวลาเที่ยงคืน
สถานที่: แกรนด์บอลรูม คฤหาสน์เรเวนเชด (Ravenshade)
การแต่งกาย: ชุดทางการและต้องสวมหน้ากาก
ภายใต้บรรดาโคมระย้าและเงาหม่น ปล่อยให้ความลับได้เริงระบำ ปล่อยให้ความเงียบงันได้เอื้อนเอ่ย ขอเชิญมาร่วมค่ำคืนแห่งมนต์ขลังกับชาวเรา ที่ซึ่งทุกใบหน้าล้วนซุกซ่อนเรื่องราวเอาไว้
ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมหากไม่มีหน้ากาก
———
“งานเต้นรำหน้ากาก?”
ผมอ่านทวนทีละบรรทัดอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียด ก่อนจะวางใบปลิวลงและมองไปรอบ ๆ
“…หรือว่านี่จะเป็นฉากที่ว่า?”