นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #67 : บทบรรเลงอันสมบูรณ์แบบ [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #67 : บทบรรเลงอันสมบูรณ์แบบ [2]
“…..”
ผมกะพริบตา แล้ววาทยกรก็หายไป
สิ่งที่ผมเห็นมีเพียงเงาสะท้อนของตัวเองในขณะที่โลกรอบกายแปรเป็นเงียบสนิท และเสียงอ้อยอิ่งของตัวโน้ตที่ผมเพิ่งเล่นไปยังคงเลื่อนลอยอยู่ในอากาศ
ผมไม่ได้กังวลว่าเจ้าภาพจะฆ่าผมทิ้งตรงนั้นเหมือนกับที่เขาเชือดผู้หญิงชุดแดง
ความอยากรู้อยากเห็นของเขาไม่ยอมให้ทำแบบนั้นหรอก
[คุณจะเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ครับ หวังว่าคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวังนะ]
รอยยิ้มคลี่ตัวออกมาเงียบ ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าภาพ
ผมไม่ได้กังวลเรื่องการทำให้เขาผิดหวัง
นั่นเป็นเรื่องที่ผมกังวลน้อยสุดด้วยซ้ำ เพราะผมรู้ดีว่าทันทีที่ผมเริ่มเล่น เขาจะปรากฏตัวออกมา
เขาคือความกังวลของผม
‘เหลือเวลาอีกแค่วันเดียวเราก็จะได้เจอกันแล้ว แต่ฉันว่าถ้าเราได้เจอกันเร็วขึ้นอีกสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร’
แต๊ง—
ผมกดคีย์เปียโนอีกครั้ง
คราวนี้เสียงโน้ตดังกังวานกว่าครั้งก่อน ลอยเอ้อระเหยอยู่กลางอากาศนานกว่าเดิม
ผมไม่ใช่พวกมือใหม่หัดเล่นเปียโน
ไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นย่ำแย่
มันเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ผมถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก ภูมิหลังแบบนี้นี่แหละที่ช่วยให้ผมผ่านพ้นฉากแรกสุดมาได้
ไม่อย่างนั้นหัวผมจะจำโน้ตเพลงได้ยังไงล่ะ?
มันเคยช่วยชีวิตของผมไว้ในตอนนั้น…
…และมันกำลังจะช่วยผมต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอีกครั้งหนึ่ง
ผมพ่นลมหายใจออกมาช้า ๆ
‘ใครจะไปคิดล่ะว่าไอ้บทเรียนเปียโนที่ฉันเคยเกลียดนักหนา มันจะมามีประโยชน์ในอนาคตแบบนี้?’
ถ้ารู้ล่วงหน้ามาก่อน ผมคงตั้งใจเรียนมากกว่านี้แล้ว
แต่ก็นั่นแหละ ใครจะไปคิดว่าสถานการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นล่ะ?
[คุณรออะไรอยู่เหรอครับ?]
“…..”
เมื่อเจ้าภาพซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผมเริ่มแสดงความร้อนใจ ผมจึงรู้ว่าตัวเองไม่สามารถประวิงเวลาได้อีกต่อไป
ผมวางมือทั้งสองข้างลงบนเปียโน
และในไม่ช้า ผมก็เริ่มบรรเลง
แต๊ง!
มันเป็นบทเพลงที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี
บทเพลงเดียวกับที่เคยช่วยให้ผมรอดชีวิตในอดีต
[พรีลูด อีไมเนอร์ ของโชแปง][1]
***
สถานการณ์ดำเนินไปในทิศทางที่ไม่มีสมาชิกจากกิลด์ใดเข้าใจเลยสักคนว่าเกิดอะไรขึ้น
จิตใจของใครหลายคนสับสนวุ่นวายขณะจ้องมองตัวตลกซึ่งนั่งอยู่หน้าเปียโน
ตัวตนของเขายังคงเป็นปริศนา
เฉกเช่นเดียวกับเจตนาของเขา
เขาโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย การคงอยู่ของเขาเปลี่ยนแปลงฉากทั้งหมดไป
หัวใจของเหล่าผู้คนจากกิลด์หนักอึ้งขึ้นเมื่อเห็นเขา
แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง นั่งอยู่หน้าเปียโน
สังเกตจากท่าทางเพียงอย่างเดียว บ่งบอกได้เลยว่าเขาเป็นผู้ที่มีประสบการณ์
แต่บทเพลงของเขาจะสามารถทำให้เจ้าภาพประทับใจได้จริง ๆ เหรอ?
แต๊ง!
โน้ตตัวแรกเริ่มบรรเลง
ตามด้วยตัวที่สอง และตัวที่สาม
แผ่นหลังของตัวตลกยังคงตั้งตรง ฝ่ามือเล่นเปียโนต่อไป
ในขณะที่มือซ้ายไล่ระดับคอร์ดโน้ตต่ำอย่างมั่นคงและต่อเนื่องราวกับขบวนแห่ศพ มือขวาก็ถักทอสำเนียงเพลงอันเบาบางและเว้าวอนประดับเบื้องบน
ห้องสั่นไหวด้วยกระแสเสียงนุ่มนวล สวยงาม เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีร่องรอยของความหดหู่สอดแทรกภายในทุกจังหวะที่หยุดและบรรเลง
มันเป็นท่วงทำนองแสนเรียบง่าย ทว่ากลับให้ความรู้สึกไพเราะระรื่นหู
แต่ในเวลาเดียวกัน…
‘มันเพราะดีนะ แต่ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรเลยสักอย่าง’
ผู้คนต่างเต้นรำไปตามทำนอง แต่การเต้นของพวกเขากลับติดขัด
มันเชื่องช้า เชื่องช้ามากจนเกินควรเสียด้วยซ้ำ
…นี่ไม่ใช่เพลงที่เหมาะสำหรับงานเต้นรำเลย
คิ้วของโซอี้ขมวดเข้าหากัน เธอพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เข้ากับจังหวะดนตรี
ดวงตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังตัวตลกผู้ลึกลับคนนั้น
เขาคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้เลือกเล่นเพลงนี้?
เธอมองเพียงปราดเดียว เห็นสีหน้าที่บิดเบี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ ของเจ้าภาพ
ในอีกฟากฝั่งหนึ่งไม่ไกลจากตัวเธอ ริมฝีปากของทอมค่อย ๆ เหยียดรอยยิ้มหยันขณะจ้องมองตัวตลก
‘…แกเรียกเพลงฉันว่าขยะเนี่ยนะ’
ถ้าเพลงของเขาคือขยะ แล้วไอ้นี่มันคืออะไร?
เดิมทีทอมกังวลว่าเขาอาจจะโดนหางเลขไปด้วยเพราะคำพูดของตัวตลก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะกังวลมากเกินไปหน่อย เขาหลับตาลงและนำการเต้นรำ ฝีเท้าก้าวไปช้า ๆ และสม่ำเสมอให้ตรงกับจังหวะเพลง
เรื่องราวเริ่มแปรเปลี่ยนสำหรับตัวตลกผู้นิ่งเงียบที่กำลังเล่นดนตรี
บทเพลงเด็ดที่ตอนแรกเขาให้สัญญาไว้ ไม่แม้แต่จะปรากฏออกมา
กลับกัน สิ่งที่ทุกคนได้ยินมีเพียงบทเพลงอันเชื่องช้าและเศร้าสร้อย ซึ่งฟังดูไม่เหมาะกับการเต้นรำเอาเสียเลย
ร่างกายของเจ้าภาพสั่นเทิ้ม
เขาดูโกรธเกรี้ยว ราวกับว่าตนถูกหลอกล้อ
ทุกคนพากันหยุดนิ่ง
พวกเขารู้ดีว่าสถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เลวร้ายยิ่งกว่าเก่า
***
โลกรอบกายเงียบสงัด
ผมตัดขาดจากสรรพเสียงและใบหน้าของผู้คนรอบข้างไปจนหมดสิ้น
สิ่งเดียวที่ผมได้ยินคือสุ้มเสียงนุ่มละมุนของเปียโนเบื้องหน้า
ผมรู้ว่าตัวเองเล่นได้ไม่ดีนัก
แป้นคีย์ถูกกดลงอย่างสมบูรณ์แบบ
…ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่โน้ตเพียงตัวเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น ผมกลับบอกได้ว่ามันยังขาดบางสิ่งบางอย่าง
อารมณ์…
มันขาดอารมณ์ความรู้สึก
นั่นคือสิ่งที่ขาดหายไป
อันที่จริงแล้ว บทเพลงนี้เป็นเพลงที่รวบรวมความทุกข์ระทม ความเสียใจ ความโหยหา และความรู้สึกยามก้าวข้ามอารมณ์ด้านลบเหล่านี้
แต่ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ ผมจึงไม่สามารถแสดงอารมณ์เช่นนั้นออกมาได้
ผมขาดความเข้าใจพื้นฐานในอารมณ์พวกนั้น ซึ่งสำคัญต่อการเล่นเพลงนี้ให้ได้อย่างที่มันควรจะเป็น
ณ ตอนนี้ ผมเป็นเพียงแค่คนกดโน้ต
ไม่ใช่คนเล่นดนตรี
แต๊ง!
ผิวหนังของผมสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเจ้าภาพ
ผมพยายามจะกลืนน้ำลาย แต่กลับทำไม่ได้
ขนทุกเส้นบนร่างกายลุกชันขึ้นมา
ผมกัดฟันและเล่นเปียโนต่อไป
ผมกำลังรอ
รอคอย—
‘นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้แล้วงั้นเหรอ?’
เขา
น้ำเสียงแหบพร่าและแหลมคมกระซิบภายในหูของผม
‘หลังจากวิจารณ์ไปตั้งขนาดนั้น คุณกลับแสดงสิ่งนี้ให้ผมดูเนี่ยนะ?’
ผมค่อย ๆ กะพริบตา ร่างหนึ่งจ้องมองผ่านพื้นผิวขัดเงาของเปียโน
ริมฝีปากของมันยกขึ้น รอยเย็บบนปากนั้นยืดออก
‘…บทประพันธ์อันสมบูรณ์แบบที่คุณโอ้อวดนักหนา คือสิ่งนี้น่ะเหรอ?’
เพลงนี้ก็เข้าข่ายอยู่นะ
แต่ผมไม่เคยบอกว่าตัวเองมีความสามารถพอที่จะเล่นมันได้
ฝีมือของผมยังห่างชั้นเกินกว่าจะบรรเลงเพลงนี้ออกมาได้ดี
‘ถ้าคุณยังไม่เก่งพอที่จะเล่นมัน แล้วคุณไปสรรหาความมั่นใจจากไหนถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้และเล่นมันต่อหน้าทุกคน?’
วาทยกรพูดอยู่ในหัวของผม ราวกับว่าเขาสามารถอ่านความคิดได้
ไม่สิ เขาคงอ่านได้จริง ๆ นั่นแหละ
ส่วนเรื่องความมั่นใจของผมน่ะเหรอ…
ผมจ้องพื้นผิวขัดเงาของเปียโนที่วาทยกรปรากฏอยู่
เขา คือความมั่นใจของผม
เขา คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจเล่นเปียโน
‘ผม..? คุณคิดว่าผมจะช่วยงั้นเหรอ?’
ใช่
แน่นอน ผมมั่นใจ
พวกรักความสมบูรณ์แบบอย่างวาทยกรน่ะ ไม่ยอมปล่อยให้ผลงานชิ้นเอกต้องมัวหมองเพราะฝีมือของผมหรอก
‘จะใช่แน่หรือ?’
รอยยิ้มของวาทยกรค่อย ๆ จางหายไปขณะมองตรงมา
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย
อย่างไรก็ตาม สายตายังคงจดจ้องอยู่กับวาทยกร
นี่คือการเดิมพันของผม
‘….ไหน ๆ ฉันก็กำลังจะตายอยู่แล้ว เสี่ยงดูสักหน่อยจะเป็นอะไรไป’
การกระโดดจากนรกขุมหนึ่งไปสู่อีกขุมหนึ่งมันแตกต่างกันตรงไหน?
ในเมื่อทุกทางคือนรกเหมือนกัน ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจเรื่องวิธีตายของตัวเอง
ผมสูดลมหายใจด้วยความเงียบงัน พลางจ้องมองวาทยกร
แล้ว…?
คุณจะช่วยผมไหมล่ะ?
เชิงอรรถ
[1] พรีลูด อีไมเนอร์ ของโชแปง (Chopin’s Prelude in E minor) เป็นบทเพลงสั้น ๆ ที่โชแปงแต่งขึ้นมาและขอให้เล่นในงานศพของเขาเอง มีลักษณะเด่นคือท่วงทำนองที่เรียบง่าย แต่เศร้าโศก ลึกซึ้ง และหม่นหมอง (https://youtu.be/CU9RgI9j7Do?si=yPaivO_PQobUd_-n)