นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #7 : ภารกิจสำเร็จ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #7 : ภารกิจสำเร็จ [1]
ตึง!
วงออร์เคสตรากลับมามีชีวิตอีกครั้ง!
เสียงบรรเลงทะลักออกมาจากเครื่องดนตรีทุกชิ้น หลั่งไหลไปทั่วโรงละครอย่างกลมกลืนไร้ที่ติ ทั้งจังหวะ ท่วงทำนอง— ล้วนสมบูรณ์แบบ แต่…
ทว่า…
“….”
ทุกอย่างหยุดลงด้วยการสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียวของวาทยกร
ความเงียบงันเข้าปกคลุม
“ทำไม…?”
นิ้วมือเรียวผอมแห้งของวาทยกรคีบโน้ตเพลงเอาไว้ พลิกมันไปมาด้วยการเคลื่อนไหวแข็งกระด้าง ไม่เป็นธรรมชาติ ศีรษะของมันบิดเอียง ทำมุมแปลกพิกลราวกับพยายามถอดรหัสบางสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้
“…มันควรจะเป็นแบบนี้สิ?”
มือสะบัดอีกครั้ง
ตึง!
ดนตรีเริ่มบรรเลงอีกหน
ทำนองเดิม จังหวะเดิม ทุกสิ่งทุกอย่าง… เหมือนเดิม
และผลลัพธ์ก็คือ—
“หยุด”
เป็นอีกครั้ง ที่ความเงียบสงัดบีบรัดบรรยากาศ
“ทำไม…?”
วาทยกรคว้าโน้ตเพลงขึ้นมา
มือของมันขยำโน้ตแน่นขึ้น นิ้วมือสั่นกระตุก ดวงตาที่ถูกเย็บปิดไล่กวาดโน้ตเรียงตัว มันรู้ว่ามีบางอย่างผิด มันมองออก แต่ความหมกมุ่น— กระหายในความสมบูรณ์แบบ— ตรึงมันไม่ให้ยอมปล่อยข้อบกพร่องนั้นหลุดรอดไปได้
มัน… ต้องทำให้บทเพลงสมบูรณ์แบบ
‘ถึงเวลาจบเรื่องนี้แล้ว’
ผมเอื้อมมือไปหาวิทยุสื่อสาร
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะปุ่ม—
“—!”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมา
‘เวรเอ้ย! ทำไมต้องเป็นตอนนี้วะ…!’
ความปวดร้าวเสียดแทงทะลุกะโหลกศีรษะของผม นิ้วมือสั่นจนเห็นได้ชัด ร่างกายกระตุกเกร็ง ราวกับเส้นประสาทหันมาทรยศตัวเอง
ผมหายใจแทบไม่ออก พยายามฝืนตัวเองให้ทรงตัวในท่านั่ง
อาการของโรคมันกำเริบ
…ในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด
“อึก…!”
เสียงโอดครวญแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปาก ผมพยายามกลั้นมันไว้ ช่วงอกสั่นสะท้าน เรียวขากระตุกเป็นจังหวะ
‘ฉัน… เพิ่งจะกินยาไปเองนะ!’
แต่ผมรู้ดีว่านี่น่าจะเป็นผลมาจากความเครียดทั้งหมดที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอมา
อาการของผม… มันกลับมากำเริบ แถมยังเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เป็นช่วงที่ทุกอย่างกำลังจะจบลงแท้ ๆ
ไม่เอาน่า!
ผมกัดฟันกรอดพลางจ่อเครื่องมือสื่อสารใกล้กับปาก
ตึง!
เสียงดนตรียังคงบรรเลงต่อไปเป็นฉากหลัง
ผมลงมือกดปุ่ม
คลิก!
“ดูถูกมันอีก บอกไป… ว่าเพลงนี้มันกระจอกแค่ไหน”
แต่ไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมา เห็นแต่พวกเขาทุกคนมองมาทางผม ทั้งเฝ้าดู รอคอย เคลือบแคลง
ผมกล้ำกลืนความเจ็บปวดแล้วกดปุ่มอีกครั้ง
“มัวรออะไรกันอยู่?”
มันถึงเริ่มขึ้น
“อะไรกันเนี่ย? แ-แย่กว่าเมื่อกี้อีก”
“เพลงนี้มันค่อนข้างดังไม่ใช่เหรอ? ทำไมเขายังเล่นไม่ได้อีกล่ะ?”
“น่าผิดหวังชะมัด”
“….ขอรีฟันได้ไหมเนี่ย?”
คำพูดถ่มถุยพากันพรั่งพรูออกมา แต่ละคำล้วนอาบยาพิษร้ายกาจยิ่งกว่าคำก่อนหน้านี้
วาทยกรชะงักงัน การเคลื่อนไหวของมันแข็งทื่อ— แต่ก็ยังไม่ยอมหยุด
“พอทีเถอะ”
“ปล่อยพวกเราออกไป”
มันตวัดมือ วงออร์เคสตราบรรเลงต่อ
ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม
“หยุดเถอะ พอกันที”
“ฆ่าฉันให้ตายเลยดีกว่า”
มันยังคงพยายามต่อไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกจองจำอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความสมบูรณ์แบบของตนเอง ถูกพันธนาการไว้กับบทเพลงที่มีตำหนิ
“…..”
เมื่อวาทยกรสั่งหยุดอีกครั้ง คำดูถูกเทกระจาดลงซ้ำอีกครา และตอนนี้มันก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว ร่างกายของมันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
ผมเกร็งตัวทันทีที่เห็นภาพนั้น
แม้สมองจะไม่ได้เฉียบคมดั่งเก่า และยังคงทุกข์ทรมานจากผลกระทบของอาการกำเริบ แต่ก็พอจะบอกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิด
ผมกำแขนเก้าอี้เตรียมตัว
‘มันจะทำยังไงต่อ…?’
ปลายลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความประหม่า เฝ้ารอให้วาทยกรทำอะไรสักอย่าง
“ปล่อยพวกเรา—!”
โครม!
เสียงกระแทกอันน่าสะพรึงดังสนั่นเมื่อวาทยกรคว้าเชลโลขึ้นมาแล้วฟาดลงกับพื้น เศษไม้กระเด็นไปทั่ว ซากเครื่องดนตรีนอนกระตุกอยู่แทบเท้าของมัน
“…..”
ความเงียบระดับที่เข็มตกยังได้ยินเข้าปกคลุมโรงละคร สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่วาทยกร
ศีรษะของมันหันมาทางพวกเราอย่างเชื่องช้า ซากรอยเย็บฉีกขาดล้อมรอบดวงตาหลุมดำกลวงโบ๋ แรงกดดันบดขยี้ทรวงอกของผมจนแทบขาดใจ
“แก… อยากออกไปนักใช่ไหม?”
น้ำเสียงของมันแหบแห้งและแตกพร่า ลากผ่านอากาศราวกับเสียงเล็บขูดลงบนกระดูก อุณหภูมิดิ่งวูบลง ลมหายใจของผมกลายเป็นไอ ความเย็นยะเยือกกัดกินผิวหนัง
เส้นประสาทของผมตึงเครียด ลมหายใจเริ่มหนักหน่วง
“ได้…”
ปัง ปัง ปัง!
เสียงกึกก้องกัมปนาทไหลผ่านไปตามแนวผนังเมื่อประตูยักษ์ที่ปลายสุดของโรงละครเปิดอ้ากว้าง เผยให้เห็นถึงทางออก ทั่วทั่งห้องสั่นสะเทือน เก้าอี้สั่นระรัว โคมระย้าแกว่งไปมา
เหล่าผู้ชม— ร่างต้องสาปไร้แววตาเหล่านั้น— หันขวับพร้อมเพรียงกัน สายตาอันว่างเปล่าของพวกมันทิ่มแทงตรงมายังพวกเรา
“ไสหัว… ออกไป!”
วาทยกรแผดเสียงลั่นไปทั่วทั้งห้องอย่างรุนแรงจนแก้วหูแทบแหลก
ผมโถมน้ำหนักลงกับที่วางแขนแล้วฝืนลุกขึ้นยืนทั้ง ๆ ที่ยังมึนหัว
‘ยืนได้แล้ว!’
มันต่างจากก่อนหน้านี้
ผมไม่แสดงความดีใจออกนอกหน้า และหันหลังให้กับวาทยกร
ความหนาวเย็นแล่นวาบไปตามแผ่นหลังทันทีที่ผมหันไป มันส่งตรงมาจากสายตาเย็นชาและมุ่งร้ายของวาทยกร
‘ใกล้จบแล้ว ใกล้จะจบแล้ว’
ผมรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่จ้องมองมาที่ตัวเอง จึงกลืนน้ำลายเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าไปทางออก
หนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
ทุกย่างก้าวเข้าใกล้ทางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงฝีเท้าดังกึกก้องอยู่ภายในหัว
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางความสนใจของทุกคน
และในเวลาไม่นาน—
ผมก็มาถึงทางออก
[ยินดีด้วย คุณได้เคลียร์ฉากแล้ว!]
การแจ้งเตือนของระบบสั่นไหวอยู่กลางสายตา ทันทีที่ผมก้าวผ่านเข้าไป โลกทั้งใบก็มืดสนิท ความตึงเครียดที่น่าอึดอัดใจคลายตัวลงในคราวเดียวจนเข่าแทบทรุด
“ฮ่า… ฮ่า…!”
ผมโน้มลำตัวลง ยันฝ่ามือไว้บนเข่า เหงื่อไหลย้อยลงมาตามกรอบใบหน้า
“ฉัน… รอดแล้ว”
ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่ผมก็รอดออกมาได้…
[คุณใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของวาทยกรได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อเคลียร์ฉากนี้ คุณผ่านมันมาได้อย่างยอดเยี่ยม!]
[รางวัลกำลังรอคุณอยู่!]
“อา พอเลย”
ผมโบกไม้โบกมือ พยายามปัดการแจ้งเตือนตรงหน้าทิ้ง
“ฉันไม่อยากจะฟังแล้ว แกบอกเองว่านี่เป็นแค่การทดสอบใช่ไหม? ฉันผ่านแล้ว ปล่อยฉันไปเหอะ”
[…..]
การแจ้งเตือนใหม่ปรากฏขึ้น แต่มันเป็นเพียงข้อความว่างเปล่า
น่าวังเวงชวนหลอนในแบบของมัน
[คุณแน่ใจหรือ?]
อีกข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นตามมาติด ๆ
[คุณแน่ใจหรือไม่ว่าต้องการยกเลิก?]
“ใช่ ฉันแน่ใจ”
มีเหตุผลอะไรให้ผมต้องทรมานตัวเองแบบนี้อีกล่ะ?
ปล่อยให้ผมกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาแสนจำเจแบบเดิมเถอะ
[ถ้ามันมีวิธีรักษาโรคของคุณอยู่ล่ะ? คุณจะยังคงยกเลิกหรือไม่?]
“…..”
คราวนี้เป็นฝ่ายผมที่เงียบกริบ
“เมื่อกี้บอกว่าอะไรนะ?”
[คุณสามารถรักษาโรคของคุณได้]
ผมกลั้นลมหายใจ
“โรคนี้… มันรักษาได้งั้นเหรอ?”
โรคที่ไม่มีหมอคนไหนหาวิธีรักษาได้ โรคที่พวกเขาการันตีว่าจะคร่าชีวิตผมภายในไม่กี่ปีข้างหน้าเนี่ยนะ?
ผมเลียริมฝีปาก มันแห้งผากอย่างน่าประหลาด
[คุณต้องการรักษาโรคของคุณหรือไม่? ระบบสามารถทำได้ หากไม่ต้องการ คุณสามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อ ความทรงจำทั้งหมดจะถูกลบออก และคุณจะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่คุณต้องการใช้ชีวิตแบบเดิมจริงหรือ?]
ผม… ไม่ต้องการ
ความตายนั้นน่ากลัว ความเจ็บปวดก็เช่นกัน
แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากคิดถึงฉากต่าง ๆ ที่จะต้องเผชิญในอนาคตหากเลือกยอมรับข้อเสนอ
‘ฉันควรจะปฏิเสธข้อเสนอแล้วตายอย่างเจ็บปวด หรือยอมรับมันแล้วมีชีวิตอยู่ต่อไปกับความกลัว…’
เป็นตัวเลือกที่ตัดสินใจได้ยากบัดซบเลย
[คุณปรารถนาจะเลือกอะไร?]
ถ้าว่ากันตามตรง ผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว
ถึงทั้งสองตัวเลือกจะแย่พอ ๆ กัน แต่ผมเลือกทางที่แย่น้อยสุด
‘แค่คิดว่ามันเป็นเกมก็พอ เกมมรณะเกมหนึ่ง…’
“โอเค”
[คุณประสงค์จะยอมรับระบบหรือไม่?]
“ใช่”
ติ๊ง!
เสียงกระดิ่งแจ้งเตือนดังขึ้นกลางอากาศ
[ขอแสดงความยินดีกับการยอมรับระบบนักพัฒนาเกมสยองขวัญ!]
[เพื่อการสร้างเกมอันยอดเยี่ยมในอนาคต!]
[โลกที่คุณรู้จักจะเปลี่ยนไปนับจากนี้]
เดี๋ยว— ว่ายังไงนะ?
[กำลังโหลด…]
“เดี๋ยวก่อนสิเฮ้ย!”