นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #6 : ตัวตลก [5]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #6 : ตัวตลก [5]
[00 : 00s]
เวลาสิ้นสุดลง และที่อุดหูก็หยุดทำงาน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เสียงดนตรีเงียบหาย แทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่ากระอักกระอ่วนชวนอึดอัด
“ฮ-ฮ่า…”
ช่วงอกของผมสั่นไหว พยายามสูดลมหายใจเข้าด้วยความสั่นเทา
จนถึงตอนนี้ ท้องของผมพลิกผัน บิดเบี้ยว และปั่นป่วนทุกทิศทางเท่าที่มันจะเป็นไปได้
ถึงกระนั้น ยามที่ผมสบสายตากับวาทยกร แรงกดดันมหาศาลอันยากจะต้านทานถาโถมเข้ากลางท้อง ราวกับมีอะไรบางอย่างภายใน อยากจะแหวกออกมา
“…พ… พูดอีกทีสิ”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ หนักอึ้ง— ราวกับบางสิ่งบางอย่างตะเกียกตะกายขึ้นมาจากขุมนรก
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบเชียบ พยายามสะกดกลั้นน้ำดีที่เอ่อขึ้นมาถึงลำคอ
‘ผ่อนคลาย ตั้งสติให้ดี ๆ’
สถานการณ์กำลังดำเนินไปตามที่ต้องการ ผมแค่ต้องจัดการสิ่งตัวเองที่เริ่มไว้ให้จบสมบูรณ์
แต่ถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ? ถ้าสิ่งที่ผมคิดมันเป็นคำตอบที่ผิดล่ะ? มันจะได้ผลจริง ๆ เหรอ? แต่—
ท่ามกลางความคิดฟุ้งซ่านมากมาย ริมฝีปากของผมค่อย ๆ เผยอออก
“เพลงของคุณ…”
ผมหยุดชะงัก พยายามข่มก้อนแข็ง ๆ ในลำคอลงไป
“…มันขยะ”
ครืน!
โถงทั้งห้องสั่นสะเทือน เก้าอี้ลากครืดคราดกับพื้น ม่านหนาแกว่งไปมา ชั้นลอยสั่นคลอน เครื่องดนตรีร่วงหล่น ตกกระทบพื้น
แรงสั่นยังคงดำเนินต่อไป— รุนแรง หนักหู— จนกระทั่งมันหยุดลงกะทันหัน
“ข… ขยะ?”
ศีรษะของวาทยกรเอียงทำมุมผิดธรรมชาติ ค่อย ๆ ขยับเนิบนาบอย่างจงใจ เสียงกรอบแกรบเสียดหูดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบงัน
“…เพลง… ของผม ขยะ?”
แกร๊ก!
เสียงคราวนี้ ดังและแหลมยิ่งกว่าเก่า ศีรษะของวาทยกรบิดมากยิ่งขึ้น— ผ่าน 90 องศา ไป 180 องศา— จนกระทั่งอยู่ในรูปลักษณ์คว่ำกลับหัว
“ใช่”
ผมพยักหน้า ทำตัวให้นิ่งเข้าไว้ หรืออย่างน้อยก็ฝืนทำตัวอย่างนั้นอยู่ แล้วทันใดนั้น—
ฝ่ามืออันเย็นเยียบคว้าเข้าที่ไหล่ของผม
“…..!?”
ผมยังคงจ้องตรงไปข้างหน้า กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งตัว แต่มีบางอย่างฉุดรั้งผมไว้ เงาสายหนึ่งพาดผ่านตักของผม ร่างไร้หน้าค่อย ๆ ปรากฏขึ้นข้างกาย นัยน์ตาว่างเปล่าของมันจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างแรงกล้าชวนขนหัวลุก
‘ฉันจะอ้วกอยู่แล้ว’
แต่ราวกับว่าทั้งหมดนี้ มันยังเลวร้ายไม่พอ—
แก— แกร๊ก!
ใบหน้าไร้รูปพรรณข้างกายผมเอียงคอ เลียนแบบท่าทางของวาทยกรอย่างเชื่องช้า ผิดธรรมชาติ เสียงแตกหักน่าสะอิดสะเอียนดังมาจากใบหน้าของมัน บิดเบี้ยวปรวนแปร ผิวหนังยืดออกและปริขาดพร้อมกับเสียงชื้นแฉะวิปลาสฝ่าความเงียบสงัด
ส่วนปากโผล่ขึ้น สุ้มเสียงหนึ่งกระซิบข้างใบหูของผม
“ทำไม…? ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้…? ผมสมบูรณ์แบบ มัน… สมบูรณ์แบบ”
มือของผมสั่นระริก แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ
เสียงนั่นมัน…
‘เสียงของวาทยกร!’
ร่างนั้นโน้มตัวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ลมหายใจของมันทำเอาหูของผมเย็นยะเยือก
“บอก… ผมสิ”
“…ทำนอง”
ผมกัดลิ้นตัวเอง พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะประคองสติให้มั่น
“จังหวะ ทุกอย่างมันน่าเบื่อไปหมด”
ผมค่อย ๆ หันหน้าไปเผชิญกับร่างไร้หน้านั้นโดยตรง รู้ดีอยู่แก่ใจว่าห้ามแสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาให้มันเห็นเป็นอันขาด
ตัวตนแบบนี้… ใช้ความหวาดกลัวหล่อเลี้ยงตัวมันเอง
“ขยะ—!”
ปัง!
โรงละครสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แผ่นโน้ตเปียโนกระจัดกระจายลงบนพื้น เครื่องดนตรีชนโครมคราม
ผมกำที่วางแขนแน่นขนัด
‘ตั้งสติ ตั้งสติ!’
และแล้ว—
“…..”
ทุกอย่างก็หยุดลง
ความเงียบเข้าปกคลุม
มันอึดอัดจนถึงจุดที่แทบหายใจไม่ออก
ไม่นานนัก หูของผมก็เริ่มชา เสียงของวาทยกรดังเข้ากระทบโสตประสาทอีกครั้ง
“คุณมา… เล่นเอง”
เล่นเอง?
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง หัวสมองประมวลผลคำพูดนั้น
“ถ้า… คุณบอกว่าผลงานผม… คือขยะ คุณเล่นเองเลยสิ”
“ให้ฉันเล่นเอง…?”
ผมยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง กลั้นเสียงที่เกรงว่าจะหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฮึ”
เสียงเล็ก ๆ เล็ดลอดผ่านริมฝีปากของผม
“เป็น… อะไร?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงนั้นบิดเบี้ยวจนกลายเป็นเสียงหัวเราะ ทันทีที่ระเบิดหัวเราะลั่นออกมา เสียงของผมแหลมสูงขึ้นเล็กน้อย อันเป็นผลมาจากการปลดปล่อยความเครียดที่สั่งสมทั้งหมดออกมา
ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง… เสียงหัวเราะมันชวนให้ความรู้สึกขนลุก คล้ายคลึงกับเสียงของตัวตลก
ให้ผมเล่นเองเนี่ยนะ? ตอบอะไรของมันวะเนี่ย? ผมไม่ได้เป็นวาทยกรสักหน่อย มันไม่ใช่หน้าที่ผมที่ต้องมาทำหน้าที่ของพวกมัน
คำตอบนั้นมันงี่เง่าเสียจนผมเผลอหัวเราะออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว
สีหน้าของคนอื่น ๆ รอบกายผมเริ่มเปลี่ยนไป สายตาที่พวกเขาจ้องมองผม— มันแทบจะเหมือนกับสายตาที่พวกเขามอบให้กับวาทยกรเมื่อครู่นี้ไม่มีผิด
ครืน!
ห้องโถงโรงละครสั่นสะเทือนอีกครั้ง ความหนาวเย็นไต่ระดับขึ้นมาตามสันหลัง นิ้วผอมแห้งดั่งกระดูกเย็นเฉียบรัดรอบลำคอของผม
“….หัวเราะงั้นเหรอ?”
แรงบีบรัดแน่นขึ้น อากาศหลั่งไหลออกจากปอด
ในวินาทีนั้นเอง ผมรู้สึกได้เลย
ว่าความตายของตัวเอง ขึ้นอยู่กับการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว
“กล้าดี… ยังไง?”
แรงบีบยิ่งทวีความรุนแรง
มันแข็งแกร่งมาก ทัศนวิสัยของผมเริ่มเลือนราง
‘ฉันกำลังจะตาย’
กระดูกทุกท่อนภายในร่างกายบอกผมอย่างนั้น
แต่ผมก็ไม่ได้ตื่นตระหนก และทำตามแผนต่อไป
มือเอื้อมไปคว้า ‘ใบพิมพ์ความคิด’ ภาพของโน้ตดนตรีเพลงหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว มันเป็นบทเพลงคลาสสิกที่ผมเคยโดนคุณครูบังคับเล่นตอนเรียนเปียโน บทเพลงที่ผมเคยเกลียดชัง
ผมปรับแต่งมันเล็กน้อย แล้วกดจินตนาการลงบนกระดาษ
‘ได้ผลสิ มันต้องได้ผล!’
แผ่นกระดาษสั่นไหวในกำมือ โน้ตดนตรีปรากฏขึ้น— ทีละตัว ราวกับหยดหมึกซึมออกมาจากความว่างเปล่า
เร็วเข้า เร็วเข้า เร็วเข้า!!
“ถ้า… คุณแสดงให้ผมเห็นไม่ได้… แล้วคุณมาที่นี่ทำไม?”
เสียงของวาทยกรวนเวียนอยู่ข้างหู ชวนให้รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
ผมไม่สนใจ
ยังคงจ้องมองกระดาษในมือตัวเองต่อไป
เสร็จไปครึ่งทางแล้ว
“ทำไมกันล่ะ…? ถ้าอย่างนั้น คุณก็สมควรตาย”
ผมแทบไม่รู้สึกถึงสิ่งรอบข้าง
จิตใจพร่าเลือน โลกทั้งใบเริ่มหมุนเคว้ง
เสียงหัวใจเต้นโครมครามภายในหัว
เวลาเหลือน้อยลงทุกที
ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว!
“ผม… หวังว่าต่อไ—”
“นี่”
ผมฝืนเค้นคำพูดออกมา พลางยื่นแผ่นโน้ตไปให้
“…..”
ทุกสุรเสียงเงียบสงัด แรงบีบรัดรอบลำคอคลายออก
“นั่น… คืออะไร?”
ผมไม่ตอบ แต่หันไปมองร่างข้างกายแทน
มันคลายมือออกราวกับเข้าใจ ผมจึงเอ่ยปากพูด
“เล่นเจ้านี่สิ มันเป็น… เพลงที่ค่อนข้างดัง”
ความเงียบโรยตัว
สิ่งเดียวที่ผมรับรู้ มีเพียงสายตาเย็นเยียบของวาทยกรจ้องมองแผ่นกระดาษในมือผม
ผมพูดต่อ
“…บางทีอาจเป็นเพราะโน้ตเพลงก่อนหน้านี้มันน่าเบื่อ คุณบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ งั้นแสดงให้ดูสิ เล่นเพลงนี้ เป็นเพลงโปรดฉันเอง”
“นี่คือ… การท้าทาย?”
“ใช่”
เป็นอีกครั้ง ที่ทั้งโถงจมสู่ความเงียบงัน
ความสงบยืดยาวออกไปไม่รู้จบ แต่ละวินาทีลากผ่านไปอย่างทรมาน เป็นช่วงเวลาที่เหงื่อทุกหยดบนหน้าผากกลายเป็นสัมผัสเด่นชัดอันเจ็บปวด
และในทันทีที่ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป…
“ได้”
มือที่รัดคออยู่ถอดถอนออกไป ทำให้ผมกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
แผ่นโน้ตตกไปอยู่ในกำมือของวาทยกรโดยที่ผมยังไม่ทันได้รู้ตัว กระดาษวางลงบนแท่นโพเดียม
ในขณะเดียวกัน สมาชิกวงออร์เคสตราตนอื่น ๆ ก็หยิบเครื่องดนตรีขึ้นมา
ความพร้อมเพรียงของพวกมันช่างน่าเหลือเชื่อ และในไม่กี่วินาทีต่อมา ทุกอย่างก็กลับเข้าที่ ศีรษะของทุกร่างหันไปด้านหน้าทางเดียวกันอีกครั้ง
วาทยกรเคาะไม้บาตองลงบนแท่น ยกมือขึ้น และ…
ตึง!
ดนตรีเริ่มบรรเลง
โรงละครกลับมามีชีวิตชีวา ท่วงทำนองไพเราะเติมเต็มบรรยากาศอีกครั้ง
เฉกเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกได้ว่าจิตใจค่อย ๆ ถูกชักนำเข้าไปในเสียงดนตรี ความคิดเริ่มบิดเบี้ยว ร่างกายเริ่มกระตุก ผมเห็นสีหน้าของคนอื่นเปลี่ยนไปเช่นกันเมื่อรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ
— เกิดอะไรขึ้น? ทำไมไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยล่ะ? เพลงมันกลับมาปั่นหัวฉันอีกแล้ว อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี่คือกับดัก!
เสียงหญิงสาวดังออกมาจากวิทยุสื่อสารอย่างร้อนรน
ผมเลือกที่จะเมินเฉย
แต่ไม่นานนัก คนอื่น ๆ ก็เริ่มโวยวายตามกันมา
— ว่าแล้ว! ฉันนึกไว้อยู่แล้ว!
— มันเป็นกับดัก…!
— หัวหน้าครับ เราจะทำยังไงกันดี!?
พวกเขากำลังแตกตื่น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่
เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สถานการณ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่ผมรับรู้ได้
ผมมองวาทยกรไม่ละสายตา มันยกไม้บาตองขึ้นสำหรับท่อนถัดไปแล้ว—
มันก็หยุดชะงัก
เสียงดนตรีขาดหาย โถงตกสู่ความเงียบสงบ
วาทยกรเกาใบหน้าของตัวเอง จ้องแผ่นโน้ตด้วยความสับสน มันลองอีกครั้ง— ลดไม้บาตองลง—
แล้วก็หยุด
มันแสดงออกถึงความลังเล
เป็นเวลาเดียวกับที่ผมคลี่รอยยิ้มออกมา
เพราะว่า…
ไม่มีทางที่มันจะเล่นบทเพลงที่โดนดัดแปลงได้
‘สำเร็จสินะ’