นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #71 : เสียงร่ำไห้ [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #71 : เสียงร่ำไห้ [3]
“เราควรทำยังไงกันดีครับ? จะออกไปเลยไหม?”
“…ไม่ ยังก่อน”
ทอมหยุดทีมของเขาไว้ตรงหน้าประตูมิติพลางมองกลับไปที่คฤหาสน์ ดวงตาของเขาหรี่ลงภายใต้หน้ากาก
เขาเห็นคนจากคราวน์ฟอลยังคงป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ เกต
ดูเหมือนพวกนั้นจะมีความคิดแบบเดียวกับเขา
‘ฉากลับ…’
จริงอยู่ที่ฉากหลักถูกเคลียร์โดยสมบูรณ์แล้ว แต่มันยังมีฉากลับที่ยังสามารถเคลียร์ได้อีก
โดยปกติฉากลับมันเป็นสิ่งที่หายากมาก และมักมาพร้อมกับรางวัลมหาศาล ในเมื่อรู้แบบนี้แล้ว จะให้พวกเขาตัดใจกลับไปได้อย่างไรกัน?
น่าเสียดายจะตายชัก!
“หัวหน้าหน่วย พวกเซฟเวียร์ดสตาร์สออกไปแล้วครับ”
“หืม?”
ทอมละสายตาจากตัวคฤหาสน์ แล้วหันไปมองสมาชิกกิลด์เซฟเวียร์ดสตาร์สกำลังค่อย ๆ เคลื่อนตัวสู่ประตูมิติและทยอยเข้าไป
คิ้วของเขาเลิกขึ้นครู่หนึ่ง
พวกนั้นไปแล้ว…? ง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ? ไม่คิดจะลองลุยฉากลับหน่อยหรือไง?
“หึ”
เสียงหัวเราะเล็ก ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทอมขณะมองตามพวกเขา
สมแล้วที่เป็นพวกนั้น…
นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างกิลด์ของพวกเขา ช่องว่างระหว่างกิลด์เกรดคิงกับกิลด์เกรดควีน
กิลด์เกรดคิงจะกล้าเสี่ยงและไม่ขี้ขลาดเมื่อโอกาสมาวางอยู่ตรงหน้า
‘นี่เป็นเหตุผลที่เธอควรจะเข้าไอวอรี่แทนที่จะเป็นกิลด์กระจอก ๆ นั่น’
ทอมส่ายศีรษะไปมา
เขารู้จักโซอี้ค่อนข้างดี พวกเขาทั้งคู่เคยอยู่ในสถาบันฝึกอบรมแห่งเดียวกัน
คะแนนของโซอี้สูงกว่าเขา แต่สุดท้ายเธอกลับเลือกเซฟเวียร์ดสตาร์สแทนที่จะเป็นกิลด์เกรดคิงอื่น ๆ
ผลที่ตามมาคือช่องว่างระหว่างเขากับเธอเริ่มลดน้อยลง จนถึงตอนนี้ ทอมมั่นใจว่าเขาได้ก้าวข้ามเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่เพียงแค่ความคิดยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ข้อนี้ได้ สิ่งที่เขาเพิ่งเห็นจึงเป็นหลักฐานพิสูจน์ชั้นดี เขาส่ายศีรษะอีกครั้งพลางหันไปมองสมาชิกทีมตัวเอง
“ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นมากหรอก ดีซะอีกที่พวกนั้นไป แปลว่าเราจะได้รางวัลมากขึ้นหลังจากเคลียร์ฉากไงล่ะ”
ทอมเดินแยกออกมาจากกลุ่ม และหยิบอุปกรณ์เฉพาะทางที่ใช้ได้ภายในเกตออกมา
มันเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างแพง การโทรแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เขารู้สึกว่าจำเป็นต้องโทร
เขาต้องสอบถามกิลด์ของตัวเองเกี่ยวกับฉากก่อนที่จะดำเนินการขั้นถัดไป
และนั่นคือสิ่งที่เขากำลังจะทำ
***
โลกทั้งใบมืดสนิท
…อย่างน้อยก็ในตอนแรก
แต่แล้วแว่นตาก็ทำงาน ภาพวิสัยทัศน์ชัดเจนขึ้น ทางเดินยาวเหยียดทอดตัวอยู่เบื้องหน้า พรมสีแดงเข้มปูลาดใต้ฝ่าเท้า นำทางไปสู่บานประตูที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย แสงสีส้มอันอบอุ่นเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
แสงงั้นเหรอ?
ผมรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเกร็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นดังนั้น
‘ฉันหลอนไปเองรึเปล่า หรือว่า…?’
ผมค่อย ๆ ถอดแว่นตาออกเพื่อความแน่ใจ และแน่นอนว่า แสงดังกล่าวยังคงลอดออกมาจากประตูที่เปิดแง้มไว้เป็นช่องเล็กอยู่ไกล ๆ
ผมเลียริมฝีปากพลางจ้องมองไปในทิศทางนั้น
แต่แล้ว—
แกร๊ง! แกร๊ง!
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงมาจากหลังประตู
มันฟังดูเหมือนเสียงพูดคุยแผ่วเบาปะปนกับเสียงโลหะบาง ๆ กระทบกัน มันยากจะอธิบาย แต่ผมรู้สึกไม่ดีกับสถานการณ์นี้เลย
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังตัดสินใจขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ อยู่ดี
‘อย่าตื่นตระหนก ตั้งสติเข้าไว้ แกต้องนิ่งถ้าแกอยากจะเคลียร์ฉากนี้ให้ได้’
แต่ละย่างก้าวที่เดิน หัวใจเต้นกระแทกจนแนบชิดกับแผ่นอก
ผมต้องเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สงบสติอารมณ์
ผมจะปล่อยให้ความหวาดกลัวเข้าครอบงำหัวสมองไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าใจจริงไม่อยากจะทำอะไรแล้วนอกจากวิ่งหนีก็ตาม
‘แกเพิ่งเจอหน้าวาทยกรที่จะตามล่าแกในวันพรุ่งนี้ไปหยก ๆ เองนะ แล้วก็เจอเจ้าภาพแปลก ๆ ที่ยังอยู่ชั้นล่างนั่นด้วย แถมยังเจอตัวประหลาดที่เก่งในความมืดและจะฆ่าตัวแกเองถ้าแกเรียกมันออกมาอีก…’
เอ่อ…
บางทีนะ แค่บางที ผมอาจจะกำลังทำให้ตัวเองอาการหนักกว่าเก่าอยู่ก็ได้
ไม่สิ ผมทำไปแล้วจริง ๆ …
‘เชี่ยเอ๊ย อยากจะอ้วกชะมัด’
ผมกล้ำกลืนอาการคลื่นไส้ที่กำลังตะเกียดตะกายจากกระเพาะขึ้นมาเรื่อย ๆ ให้กลับลงไป และก้าวเข้าใกล้ประตู เอียงศีรษะมองผ่านช่องแคบ ๆ ที่เปิดอยู่
นั่นคือตอนที่ผมได้เห็นมัน
‘อะไรวะเนี่ย…’
ห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่ มีโต๊ะยาวตั้งอยู่ตรงกลาง คลุมด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด มันขาวมากเกินไปจนดูเหมือนสีของกระดูกที่ถูกฟอกขาว แสงเทียนไขวูบไหวไปตามแนวนอน ทอดเงายาวกระตุกไปมาบนจานที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและช่อดอกไม้อันเหี่ยวเฉา
โคมไฟระย้าติดอยู่ด้านบน คริสตัลสะท้อนเปลวเพลิงริบหรี่ของเทียนไขเบื้องล่าง
ภาพวาดของใบหน้าพร่ามัว เปรอะเปื้อน หรือไม่ก็ถูกลบเลือน แขวนไว้แบบเบี้ยว ๆ อยู่บนผนัง ในขณะที่ปลายสุดทั้งสองด้านของห้องมีประตูไม้บานใหญ่ปิดสนิทอยู่
แต่สิ่งที่ทำให้ตัวผมแข็งค้าง… สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีเข็มเย็นเยียบทิ่มแทงเข้าไปในกระดูกสันหลัง…
คือร่างทั้งสี่ที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะ
พวกเขานั่งตัวตรง กินอาหารและพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ส้อมกระทบจานส่งเสียงแกร๊งเหมือนกับที่ได้ยินก่อนหน้านี้ บรรดาคนรับใช้เร่ร่อนไปมาระหว่างพวกเขา พากันเข้าออกประตูบานหนึ่งแบบไร้เสียง
และทุกคนภายในนั้น… ล้วนไม่มีใบหน้า
ตรงจุดที่ควรจะมีอวัยวะกลับเป็นเพียงผิวหนังว่างเปล่าราวกับว่ามันถูกลบหายออกไป แต่พวกเขาก็ยังคงเคี้ยว ยังคงพูด… ได้ยังไงก็ไม่รู้
ผมต้องสูดลมหายใจอันเย็นยะเยือกเข้าลึก ๆ เมื่อเห็นภาพนั้น
นี่มันเรื่องบ้าอะไร…
ผมไม่อาจกระชากสายตาออกจากภาพตรงหน้าได้ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะผมจำพวกเขาได้
‘ภาพวาดนั่น…’
ใช่แล้ว พวกเขาเป็นคนเดียวกับทั้งสี่ร่างในภาพวาดที่อยู่ชั้นล่าง
เพียงแต่พวกเขาไม่มีใบหน้า เหตุผลเดียวที่ผมจำได้คือเสื้อผ้า พวกเขาสวมชุดเหมือนกับในภาพวาดทุกประการ
หรือว่าพวกเขาจะเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้?
ถ้าใช่ล่ะก็…
กริก!
“…..!”
เสียงกริกแห้งแปลก ๆ ทำลายความเงียบงัน ตามด้วยเสียงของส้อมร่วงกระทบพื้น
ศีรษะของทุกคนสะบัดไปทางต้นเสียง สายตาว่างเปล่าจ้องมองเครื่องใช้อันเล็กที่หล่นกระดอนอยู่บนพื้น จนกระทั่ง…
มันหยุดลงในทิศทางเดียวกับประตูที่ผมยืนอยู่ข้างหลัง
“…..!”
หัวใจเต้นระรัว
ฟุ่บ!
…และร่างของผมก็รีบผละออกมาจากประตูโดยทันที ฝ่ามือกุมบริเวณหัวใจที่กำลังเต้นตึกตัก
ความเงียบแปลกประหลาดตามมาในเวลาอันสั้น
มันเป็นความเงียบที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไปหมด ผมถอยหลังไปหลายก้าว
‘พวกเขาสังเกตเห็นรึเปล่า? ทำไมไม่มีเสียงอะไรเลยล่ะ? พวกเขาเห็นฉัน…’
และแล้ว—
ตึก
เสียงฝีเท้าเบาบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สะท้อนท่ามกลางความเงียบสงัด
มันอยู่ไกล แต่…
ตึก… ตึก…
มันกำลังเคลื่อนที่มาทางประตูด้วยความเชื่องช้า
หยาดเหงื่อไหลหยดย้อยลงมาตามกรอบใบหน้า ผมยังคงก้าวถอยหลังต่อไป
ตึก
แต่ละฝีเท้าส่งเสียงลากยาว ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น และเข้าใกล้ประตูมากยิ่งขึ้น
ผมไม่กล้าหายใจ
หายใจไม่ได้ด้วยซ้ำ
ผมมาถึงปลายสุดของทางเดิน เอื้อมมือไปหาประตูที่ตัวผมเข้ามา
ทว่า…
มันโดนล็อก
‘โอ้ ชิบ…’
ผมรู้สึกถึงแรงกดดันที่ก่อตัวขึ้นจนหายใจไม่ออก บานประตูตรงสุดทางเดินแผดเสียงเสียดสี บานพับครวญครางดังลั่นทุกกระเบียดนิ้ว
‘โอ๊ยยย บ้าเอ๊ย! ชิบหาย! ชิบหายแล้ว…! เปิดสิวะะะะ โธ่เว้ย!’
สายตาของผมแหวกไปมองหน้าต่างร้านค้าเบื้องหน้า เตรียมจะซื้อไอเทมอะไรสักอย่าง แต่ทันใดนั้น—
ฮึก… ฮึก…
เสียงร้องไห้ก็เติมเต็มไปทั่วบริเวณ
บานประตูหยุดนิ่ง
ตามมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและอ่อนแรง
“หนูหิว หิวมาก ๆ … ห-หิว”