นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #87 : บททดสอบของวาทยกร [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #87 : บททดสอบของวาทยกร [1]
“…..”
ภายในโรงละครว่างเปล่า
ตั้งแต่ที่นั่งกำมะหยี่สีแดงวิจิตรซึ่งเรียงรายเป็นแถว ไปจนถึงที่นั่งชั้นลอยอันโอ่อ่าเป็นแนวโค้งอยู่เบื้องบน และเวทีที่ทอดเงาตะคุ่มอยู่ไกลออกไป
ทุกสิ่งล้วนเงียบสงัด
ไฟทุกดวงดับสนิท ทั่วทั้งโรงละครจมอยู่ในความมืดมิดอันขุ่นมัว ไอเย็นบาดลึกถึงผิวหนังยังคงตกค้างอยู่ในชั้นอากาศราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี แต่กระนั้น…
ผมกลับรู้สึกเหมือนมีดวงตานับพันกำลังจับจ้องมาที่ตัวเอง
ร่างกายของผมเกร็งไปหมดเพราะความรู้สึกนั้น
แต่ผมไม่ยอมแสดงอาการออกมาให้เห็น
ผมรักษาท่าทีของตัวเองขณะเดินไปยังที่นั่งจุดเดิมที่เคยนั่งในอดีต
‘น่าจะเป็นตัวนี้แหละ’
ผมทรุดตัวลงนั่ง
และในจังหวะที่ผมทำแบบนั้น…
พรึ่บ!
แสงสว่างวาบขึ้นมา ทุกอย่างกลับมีชีวิตชีวา
ฟุ่บ ฟุ่บ!
ที่นั่งเริ่มเติมเต็มทีละจุด ร่างไร้หน้าแสนคุ้นตาทั้งหมดปรากฏกายพร้อมแสงไฟ เหมือนกับครั้งที่แล้ว… ไม่สิ ไม่เชิง เพราะผมอยู่ตัวคนเดียว และพวกมันทุกตน… กำลังจ้องมองผมโดยตรง
“…..”
ตึก!
เสียงฝีเท้าอันเรียบง่ายดังก้องขึ้นมาฉับพลัน ผมหันความสนใจไปยังเวที ที่ซึ่งหนึ่งร่างสูงตระหง่านปรากฏออกมา ร่างกายผอมสูงผิดรูปผนวกกับใบหน้าที่มีรอยเย็บติดกันเป็นทางทอดเงายาวเหยียด การคงอยู่ของมันเข้ายึดครองทุกอณูภายในโรงละคร
“ฮ-ฮ่า”
ช่วงอกของผมสั่นสะท้านเมื่อเห็นภาพนั้น
คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นเพราะความประหม่า
‘เขามาแล้ว’
หัวสมองมีอยู่แผนหนึ่ง
ผมแค่ต้องลงมือทำให้สำเร็จ
มันจะต้องได้ผล
และแล้ว…
ร่างนั้นก็หยุดลง
ความเงียบงันเข้าปกคลุม
“…..”
ศีรษะของมันหันมาเผชิญหน้ากับผมอย่างเชื่องช้า
ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ แต่ในเวลาเดียวกัน… ผมก็ไม่กล้าละสายตาไปจากมัน
ผมจ้องกลับโดยไม่แสดงอาการหวาดกลัวใด ๆ
อย่างน้อย… ผมจะพยายามไม่แสดงมันออกมา
‘ตราบใดที่ฉันยังไม่อ้วกพุ่ง ทุกอย่างจะโอเคเอง’
ตอนนี้สภาพผมใกล้จะอาเจียนออกมาแล้วจริง ๆ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรักษาความนิ่งเอาไว้ได้ เพราะผมพอจะคาดการณ์เรื่องแบบนี้ไว้บ้างแล้ว เหลือแค่รอให้มันเกิดขึ้น และด้วยเหตุนี้ ผมจึงเตรียมการสำหรับรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันเรียบร้อย
แถมผมยังรู้จุดอ่อนของมันด้วย
‘ฉันต้องทำได้สิ’
ฝ่ามือกำหมัดแน่นอยู่เงียบ ๆ
และแล้ว—
เสียงฉีกขาดน่าสะอิดสะเอียนดังระงมไปทั่วทั้งโรงละคร รอยเย็บบนใบหน้าของวาทยกรปริแยกออกจากกัน บังคับให้ปากของมันคลี่ออกเป็นรอยยิ้มแสยะดูวิปริตผิดธรรมชาติ
“ผม… รออยู่พอดี”
ทุกส่วนภายในร่างกายสั่นระริกทันทีที่เสียงของมันกระทบถึงแก้วหู
มันเกือบจะเหมือนเสียงกระซิบ เสียงกระซิบอันเลือดเย็น
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ฝ่ามือยึดพนักวางแขนของเก้าอี้เอาไว้
“การแสดงก่อนหน้านี้ของคุณ ผมต้องขอบอกว่า…. คู่ควรกับความสมบูรณ์แบบ คุณได้เผยอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้า ทำให้ผมค้นพบว่าการร่วมมือของพวกเรามันน่าพึงพอใจกว่าที่ตัวผมคาดคิดเอาไว้”
“งั้นหรอกเหรอ?”
ผมฝืนยิ้มออกมา
“…ฉันเองก็คิดว่าการแส—”
“แต่”
วาทยกรตัดบทก่อนที่ผมจะได้ทันพูดจบ น้ำเสียงของมันในครานี้เย็นชาลง… แหบแห้งยิ่งกว่าเก่า
“นั่นไม่ได้ลบล้างสิ่งที่คุณเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คุณบอกว่าเพลงของผมมันขยะ ซึ่งผมยอมรับไม่ได้”
ขนทุกเส้นบนร่างของผมลุกชันทันทีที่วาทยกรเอ่ยปาก
สถานการณ์แบบนี้…
‘ดูท่าจะไม่ดีแล้วสิ’
“แต่ไม่เป็นไร”
วาทยกรค่อย ๆ หันไปทางที่นั่งซึ่งจัดเรียงไว้เกือบจะเป็นระเบียบบนเวที ฝ่ามือของมันยกขึ้น แสดงให้เห็นถึงไม้บาตองอันหนึ่ง
จากนั้นจึงนิ่งค้างกลางอากาศ วาทยกรหยุดมือของตัวเอง
ห้วงแห่งความเงียบสงบแผ่ขยาย
“…ในเมื่อคุณแสดงบทบรรเลงอันสมบูรณ์แบบให้ผมดูไปแล้ว คราวนี้ก็เป็นตาผมที่ต้องตอบแทนบ้าง ผมจะแสดงบทเพลงเดียวกับที่คุณแสดงให้ผมได้เห็นเป็นขวัญตาเอง”
มือของมันตวัดลง แล้ว…
ตึง!
ดวงไฟบนเวทีสว่างไสว สาดส่องไปยังหลายร่างที่นั่งอยู่อย่างสง่างามบนเก้าอี้บริเวณเวทีราวกับโผล่ออกมาจากธาตุอากาศ พวกมันถือเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดและจ้องตรงมาทางผม
‘โอ้ ไม่นะ…’
ผมมองออกเลยว่าเรื่องนี้กำลังจะลงเอยอย่างไร
นั่นคือตอนที่ผมรับรู้ว่าตัวเองต้องลงมือ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว
“อย่างที่คิดไว้เลย… คุณมันก็แค่พวกไม่มีฝี—!”
ผมยังพูดไม่ทันจบประโยค หนึ่งในร่างไร้ใบหน้าที่นั่งอยู่แถวหน้าก็พุ่งเข้ามาคว้าลำคอผม
มือเย็นเฉียบไร้ชีวิตของมันบีบรัดแน่น ยกตัวผมลอยขึ้นจากที่นั่ง ทัศนวิสัยของผมเริ่มเลือนราง แรงกดบนหลอดลมตัดอากาศหายใจไปจนหมดสิ้น
แคว่กกกก!
ปากของมันแยกออกจากกันส่งเสียงฉีกขาดอันน่าสยดสยอง น้ำเสียงของวาทยกรดังสะท้อนออกมา
“คุณ… พูดว่าอะไรนะ?”
กาลเวลาแน่นิ่งราวกับโดนแช่แข็ง โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดชะงัก ใบหน้าว่างเปล่าของร่างนั้นจ้องทะลุเข้ามา ผมหอบหายใจ ปอดทั้งสองกำลังแผดเผา
ตัวผมทำได้เพียงห้อยโตงเตงอยู่กลางอากาศ ในขณะที่ร่างไร้หน้าจ้องผมเขม็ง
แม้จะพูดแทบไม่ออกแล้ว ผมก็ยังคงพูดออกมา “คุณมันเป็นพวกไม่มีฝีมื— อึ่ก!”
แรงบีบรอบลำคอรัดแน่นยิ่งขึ้น บังคับให้อากาศที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดขับออกจากปอด สภาพแวดล้อมเริ่มสั่นไหว
ครืน! ครืน!
ทุกอย่างสั่นคลอน และตัวผมเองก็เช่นกัน
ผมหยุดไม่ได้ ผมต้องพูดต่อไป
“ท-ทำไม… ฉันต้อง… ดู… ขะ… ของที่ฉันเคยเห็นแล้วด้วยล่ะ?”
“…..”
เพียงชั่วพริบตาที่ผมพอจะฝืนเค้นคำพูดออกมาได้ การสั่นสะเทือนนั้นหยุดนิ่ง พร้อมกับแรงบีบที่อ่อนลง ผมสูดอากาศเข้าเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยต่อ ผมจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไม่ได้เด็ดขาด
“คุณกำลังจะบอกว่าตัวเองเก่งกว่างั้นเหรอ? คนที่เล่นเพลงเป็นอาชีพ… กับคนทำเกมธรรมดา ๆ เนี่ยนะ?”
ผมเกือบจะหลุดหัวเราะ
ไม่สิ ผมหัวเราะออกมาจริง ๆ
“ฮะ ตลกชะมัด”
มือของร่างนั้นกำแน่นขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ถึงกับตัดบทผมได้เสียทีเดียว ผมต้องลุยต่อ
“…ถ้าคุณพยายามจะตอบแทนด้วยการแสดงสิ่งที่ผมเคยเล่นไปแล้ว นั่นไม่เท่ากับคุณยอมรับว่าตัวเองอยู่ต่ำกว่าเพลงที่ฉันเล่นหรอกเหรอ?”
ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ทำไมเขาถึงใช้บทประพันธ์เดิมล่ะ?
วาทยกรควรจะแสดงอย่างอื่นให้ผมดูสิ
แบบสักผลงานหนึ่ง ที่มันเหนือชั้นกว่ามาก
แต่ว่า…
“คุณยังยึดติดกับการแสดงของฉันอยู่”
ครืน! ครืน!
รอบข้างพลันสั่นสะเทือน ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผืนผ้าม่านแกว่งไกว ระเบียงชั้นลอยสั่นคลอน บรรดาเก้าอี้ที่นั่งโยกไปมา
ณ จุดนี้แหละ…
ทุกอย่างกำลังไหลไปตามทางที่ผมต้องการตั้งแต่แรก
ตอนนี้ผมสัมผัสถึงมันได้แล้ว ร่องรอยแตกร้าวบนเปลือกนอกนั้น อำนาจในการต่อรองเริ่มพลิกขั้วทีละน้อย ผมสังเกตเห็นอีกด้วยว่าแรงสั่นสะเทือนโดยรอบรุนแรงมากยิ่งขึ้น
เพราะล่วงรู้จุดอ่อนของวาทยกร ผมจึงจี้จุดมันได้โดยตรง
‘เกือบแล้ว อีกนิดเดียว’
แค่นี้ยังไม่เพียงพอหรอก
“คุณรู้สึกด้อยกว่าฉัน”
ครืน! ครืน!
“…คุณอยากแสดงให้ฉันเห็นว่าตัวเองไม่ได้ด้อยกว่า แต่ทำแบบนั้นแล้วจะได้อะไรล่ะ? คุณกำลังพยายามแข่งกับคนที่ไม่รู้เรื่องดนตรีด้—”
“คุณสมบูรณ์แบบได้ก็เพราะผม”
น้ำเสียงของวาทยกรกดต่ำลงจนกลายเป็นเสียงคำรามอ่อน ๆ ราวกับมีใครบางคนกระชากคอหอยของมันออกไป และมันกำลังเค้นเสียงผ่านเศษซากที่หลงเหลืออยู่ภายในลำคอบิดเบี้ยวพรรค์นั้น
“ผมเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณไร้ที่ติ!”
“แน่เหรอ?”
ผมยิ้มเยาะ
“ฉันเห็นต่างนะ”
เรียวนิ้วของผมกระตุก ค่อย ๆ เคลื่อนไปหามือที่ยังคงบีบคอตัวเอง ผมจับจ้องไปที่ร่างไร้หน้านั้น ท้าทายให้มันตอบโต้
“คุณไม่เชื่อว่าฉันจะเล่นเพลงนั้นได้โดยไม่มีคุณ ใช่ไหม?”
“…แน่นอน”
“งั้นเรามาพนันกันหน่อยไหม?”
“พนัน…..?”
ผมกลืนน้ำลายด้วยความประหม่าพลางจ้องมองวาทยกร นี่แหละคือสิ่งที่ผมวางแผนเอาไว้มาตั้งแต่ต้นและพยายามทำให้สำเร็จ
“ใช่แล้ว พนันกัน”
ผมเลียริมฝีปาก รู้สึกถึงความตึงเครียดภายในร่างกายกำลังพุ่งสูงขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เลือกสักเพลงสิ ตามใจคุณเลย”
ผมสูดหายใจเข้าสั้น ๆ ขณะหันความสนใจออกจากร่างไร้ใบหน้า และเพ่งตรงไปยังวาทยกรตัวจริง
“…เลือกแล้วส่งมันมา ฉันจะพิสูจน์ให้คุณเห็นเองว่าการแสดงที่คู่ควรน่ะ มันไม่เคยต้องการคุณเลยสักนิด”