นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #89 : งานเลี้ยงของกิลด์ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #89 : งานเลี้ยงของกิลด์ [1]
“เอาล่ะ หวังว่าจะได้พบคุณในเร็ว ๆ นี้…”
เสียงแหบพร่าของวาทยกรดังก้องอีกครั้ง ริมฝีปากของมันฉีกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสยดสยองชวนขนหัวลุก ผมทำเพียงแค่จ้องมองมันก่อนจะค่อย ๆ หันศีรษะกลับมามองด้านหลัง
ปัง!
ประตูโรงละครเปิดกระแทกออกทันทีที่ผมลุกจากที่นั่ง
แต่ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้า—
“ก่อนจะไป ผมมีเรื่องอยากเตือนคุณเอาไว้สักอย่าง”
ผมหยุดชะงักและเม้มริมฝีปาก
คราวนี้มันต้องการอะไรล่ะ?
‘อย่าบอกนะว่ามันเปลี่ยนใจ แล้วฉันจะทำยังไง…?’
ความคิดเริ่มฟุ้งซ่าน แต่คำพูดถัดมาของวาทยกรกลับทำเอาผมประหลาดใจ
“ผม… สัมผัสได้ถึงตัวตนชั่วช้าในดินแดนที่คุณอยู่ ผมขอแนะนำให้คุณระวังตัวไว้หน่อยก็ดี เพราะมันไม่ใช่พวกที่ใจดีหรือคุยด้วยเหตุผลได้”
อะไรน่ะ?
ความคิดภายในหัวหมุนติ้ว
มันพยายามจะบอกอะไรกันแน่?
หรือว่า—
“คุณควรรีบไปก่อนที่ผมจะนึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองดีกว่านะ”
เสียงของวาทยกรปลุกผมให้สะดุ้งออกจากภวังค์ ท่อนขาของผมขยับไปเองโดยสัญชาตญาณ
“…..”
ดวงตาทุกคู่ในโรงละครยังคงจับจ้องตัวผม แต่ผมเมินพวกมันและมุ่งหน้าไปสู่ประตู ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงคำพูดของวาทยกร… คำเตือนของมัน
หมายถึงอะไรกันแน่?
ถึงขนาดตัววาทยกรเอง ยังพูดอะไรแบบนั้นออกมา…
ผมรู้สึกเคร่งเครียดขณะใคร่ครวญคำพูดของมัน จนกระทั่งไปถึงทางออกในที่สุด
ความมืดมิดกลืนกินผมเข้าไปทั้งตัว
สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น… คือรอยยิ้มของวาทยกรที่เฝ้ามองผมอยู่ตลอดเวลา
เมื่อแสงสว่างหวนคืนสู่ดวงตา ผมก็กลับมาอยู่ในห้องทำงานของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย
“ฉันกลับมาแล้วสินะ”
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ทั้งผนังด้านหลัง โต๊ะตัวนั้น และความเงียบสงัด
“…..”
สายตามองไปรอบข้าง ความเงียบงันปกคลุมตัวผมไปทุกส่วน
ผมยืนอยู่แบบนั้น จนกระทั่ง…
“ฮ่าา… ฮ่าา…”
ผมทรุดตัวพิงกับผนัง แผ่นหลังครูดลงไปตามแนวตั้ง หายใจเข้าลึก ๆ อย่างหนักหน่วง
ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ฝ่ามือเริ่มสั่นเทา
“นั่นมัน… ฮ่าาา… เกือบไปแล้ว”
ฉิวเฉียดแบบของจริง
ตัวผม… อยู่ห่างจากความตาย เพียงแค่หนึ่งคำพูดที่ผิดพลาด
อยู่ห่างจากความตาย เพียงแค่หนึ่งการกระทำที่พลาดพลั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะผมฉวยโอกาสจากจุดอ่อนของวาทยกรได้สมบูรณ์แบบ เรื่องราวมันคงไม่จบลงเช่นนี้
‘นี่มันเกือบเข้าเส้นตายเกินไปแล้ว ฉันจะปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในอนาคตอีกไม่ได้เด็ดขาด’
ผมหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง
แม้จะเฉียดตาย แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จ
ผมซื้อเวลาอันมีค่าให้ตัวเองได้แล้ว
นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในทั้งหมดทั้งมวล
“สามเดือน”
ถึงจะไม่ใช่ตามที่หวังเอาไว้ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ระยะเวลาสามเดือนเพื่อค้นหาวิธีบรรเลงบทเพลงที่ได้รับให้ออกมา ‘สมบูรณ์แบบ’ ในสายตาของวาทยกร
ผมมองแผ่นโน้ตเพลงแล้วยิ้มอย่างขมขื่น
“หาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ ซะแล้วสิ”
เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่คาดคิดไว้มาก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแบกรับอะไรที่เกินตัวไปมากหน่อย
แต่…
มันก็ใช่ว่าผมมีทางเลือกมากนัก
จะเลือกเอาแบบนี้ หรือจะตายโดยทันที
ทางเลือกมันชัดเจนอยู่แล้ว
ก๊อก ก๊อก—!
“หือ?”
เสียงเคาะประตูของใครบางคนฉุดให้ผมตื่นจากห้วงความนึกคิด
“ใครน่ะ?”
“ยังจะมาถามอีกนะว่าใคร?”
แกร็ก!
บานประตูเปิดอ้ากว้าง และไคล์ก็ก้าวเข้ามา เขาดู… เปลี่ยนไป เส้นผมสีน้ำตาลที่มักจะยุ่งเหยิงของเขาถูกเสยไปทางด้านหลังเป็นทรงเรียบร้อย สวมเสื้อโค้ทสีน้ำตาลไม่ได้ติดกระดุม เผยช่องว่างให้เห็นเสื้อคอเต่าสีขาวข้างใน ชายเสื้ออยู่ประมาณตรงเข็มขัด เป็นเซ็ตควบคู่กับกางเกงขายาวสีดำ
โดยรวมแล้ว…
เขาดูดีมีสไตล์
มีสไตล์? หมอนี่น่ะเหรอ…?
ผมต้องกวาดตาซ้ำอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด ซึ่งก็ไม่ได้ตาฝาดไปเองจริง ๆ
“นายจะไปเด—”
“เดตอะไรล่ะ? นาย…”
ไคล์ชะงักกึก ก่อนจะเอามือกุมหน้า
“อย่าบอกนะว่านายลืมไปแล้ว ฉันเพิ่งคุยเรื่องนี้กับนายไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนเองนะ”
“ไม่กี่ชั่วโมงก่อน?”
อะไรวะเนี่ย?
สายตารีบเช็กนาฬิกาข้อมือทันที แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปสองชั่วโมงแล้วตั้งแต่ที่เจอไคล์ครั้งล่าสุด แต่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ผมอยู่กับวาทยกรแค่ไม่กี่นาทีเองนะ!
เว้นแต่ว่า…
‘เวลาในโรงละครมันไม่เท่ากับที่นี่!’
“เดี๋ยวนะ ทำไมเหงื่อท่วมขนาดนั้นล่ะ? ไปออกกำลังกายมารึไง?”
“หะ? อ๋อ…”
จริงด้วย เหงื่อพวกนี้…
ผมจะอธิบายยังไงดี?
เออ เอาออกกำลังกายนั่นแหละ น่าจะใช้ได้มั้ง
“ใช่ ฉันออกกำลังกายอยู่”
“…เวลานี้เนี่ยนะ? เอาจริงดิ? คนอย่างนายออกกำลังกายเป็นกับเขาด้วยเหรอ?”
สีหน้าของเขามันฟ้องชัดเจนเลยว่า ไม่เชื่อผมเลยสักนิดเดียว
และนั่น…
มันก็แอบเจ็บอยู่นะ
“อา ช่างเถอะ ไปเปลี่ยนชุดซะ นายมีเวลาห้านาทีก่อ—”
“เฮ้ ไคล์ อยู่ในนี้รึเปล่า?”
เสียงหนึ่งเรียกขาน พร้อมกับศีรษะที่โผล่เข้ามาทางประตู สายตาของเธอตกลงบนตัวไคล์ทันทีแล้วค่อยมาทางผม เธอพยักหน้าให้เล็กน้อย จากนั้นจึงสลับไปมองไคล์
ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นแบบนั้น
‘ดูเหมือนเธอจะไม่เกลียดฉันแล้วสินะ’
ผมรู้สึกเบาใจที่รับรู้ได้ดังนั้น มันช่วยลดปัญหาไปได้เยอะทีเดียว
ทว่าก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมา สายตาของเธอก็หยุดกึกอยู่ตรงบริเวณตำแหน่งหนึ่ง
ผมสาบานเลย
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมเห็นอะไรบางอย่างที่มันเป็นไปไม่ได้ ลิ้นเรียวเล็กแยกเป็นสองแฉกแลบออกมาจากริมฝีปากของเธอเสมือนกับลิ้นงู ผมแทบจะได้ยินเสียงขู่ฟ่อออกมาด้วยซ้ำ ไคล์หันหน้าไปมองในทิศทางที่เธอกำลังจ้องอยู่
“โอ้ ชิบหายแล้ว”
ใบหน้าของเขาถอดสี
สายตาที่เขามองผมหลังจากนั้น… มันเหมือนกับว่าเขากำลังมองคนที่ตายไปแล้ว
“ฮึ่มมม!!”
นั่นไง!
เสียงขู่แบบนั้นแหละ!
ซ้ำร้ายยิ่งกว่าคือ มีบางสิ่งบางอย่างเริ่มเลื้อยออกมาจากปากของโซอี้ มีแค่ผมคนเดียวหรือเปล่าที่เห็นแบบนี้? …หรือว่าหัวสมองของผมมันมโนไปเองเพราะความหวาดกลัวกันแน่?
‘โอ้ ชิบ ทำไมฉันถึงรู้สึกขนลุกขึ้นมาล่ะ?’
ขนทุกเส้นบนร่างกายลุกซู่ในทันทีที่ดวงตาของเธอหรี่ลง
แต่ก่อนที่เธอจะได้พ่นคำพูดอะไรออกมา ไคล์ก็พุ่งตัวไปหาเธอและคว้าไหล่เอาไว้ก่อนจะลากเธอออกจากห้องไป
“รีบเปลี่ยนชุดด่วน ๆ เลย! ฉันช่วยนายได้แค่นี้แหละ!”
ปึง!
บานประตูปิดลงหลังจากนั้น ความเงียบสงบโรยตัวทั่วห้อง
ราวกับว่าพายุอันน่าสะพรึงเพิ่งจะพัดผ่านไป
“….”
ผมยืนนิ่งในความเงียบ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้า
‘เอาเถอะ รีบเปลี่ยนชุดแล้วไปงานเลี้ยงบริษัทนี่ให้มันจบ ๆ ดีกว่า’
ถึงแม้ใจจะไม่อยากไปจริง ๆ แต่ผมรู้ว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุด มันส่งผลดีกับผมหลายอย่างแน่นอน ฉะนั้นหลังจากรื้อลิ้นชักและหยิบชุดใหม่ออกมาแล้ว ผมกำลังจะมุ่งหน้าไปห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ แต่กลับหยุดฝีเท้าเสียก่อน
ศีรษะก้มลง จ้องมองรอยประทับสีดำบนแขน
“พวกเขาจะสังเกตเห็นไหมนะ?”
เท่าที่ผมรู้มา งานเลี้ยงกิลด์ในครั้งนี้มีบุคคลสำคัญหลายคนมาเข้าร่วมด้วย ถ้าผมไปที่นั่นพร้อมกับรอยนี้ พวกเขาจะดูออกหรือเปล่า?
มันเป็นคำถามที่มีสิทธิเป็นไปได้อยู่ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าขนาดหัวหน้าแผนกยังไม่สังเกตเห็นอะไรเลยตอนนั้น มันก็น่าจะโอเคมั้ง…?
‘ไม่รู้สิ แต่ว่าอย่าเสี่ยงเลยดีกว่า’
ด้วยเหตุนี้ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมจึงเรียกดรีมวอล์กเกอร์ออกมา
“อยู่นี่เฝ้าห้องทำงานไว้นะ ฉันจะออกไปข้างนอกสักพัก”
ดรีมวอล์กเกอร์ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่ผมรู้ว่ามันเข้าใจคำพูดดังกล่าว
ผมพยักหน้าให้มันและปิดไฟ
ปึง!
ตามมาด้วยปิดประตู
และก้าวเข้าสู่พื้นที่โซนหลัก ผมได้ยินหลายเสียงตะโกนแว่วมาจากระยะไกล
“ฮึ่มมม! ฉันจะ… ฮึ่ยยย! ฆ่ามัน… ฮึ่สสส!”
“หยุดนะ! มันอาจจะเป็นแค่ขนมยี่ห้อเดียวกันเฉย ๆ ก็ได้”
“ปล่อยยย!!!”
‘ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ไปอ้วกด้วยเลยดีกว่า’