บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 501 ทุบหม้อข้าวหม้อแกง
ทุกคนหัวเราะอีกครั้ง ผู้หญิงหลายคนตะโกนว่า “พวกเรามาสามีมา แต่ก็จะมาดูผู้ชาย!”
จ้าวอู่เห็นดังนั้นก็พูดด้วยท่าทีโกรธแค้นสุดขีด “ไอ้ผู้ชายพวกนี้ได้กวดวิชากันบ้างรึเปล่า! พวกคุณนี่นะ…ทำให้ผู้ชายขายหน้า! ไม่ได้โม้นะ อย่ามองว่าผมเป็นคนไม่เอาไหน แต่อยู่ บ้านผมน่ะยิ่งใหญ่ คำพูดใหญ่สุด! ผมบอกว่ากินข้าว ภรรยาก็จะไปทำทันที ผมบอกว่าใส่เสื้อผ้า!”
“ทำไม!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น!
ต่อมาผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังเวที จ้าวอู่ตะโกนว่า “ก็จะใส่ให้เธอไง!”
จากนั้นจ้าวอู่คุกเข่าลง…
ทุกคนหัวเราะจนตัวเป็นก้อนกลม…
“อาจารย์ นี่คือระบำคู่รึ? เหตุใดสองคนถึงไม่หมุน? ข้ายังคิดว่าสองคนตัวติดกัน หมุนเหมือนใบพัดอะไรแบบนั้น แล้วก็ลอยตึกๆๆ ขึ้นฟ้าไป” เด็กแดงนั่งอยู่ข้างฟางเจิ้งกินเมล็ดแตงโ โม ดื่มน้ำอัดลม ถามด้วยท่าทีเล่นๆ
ฟางเจิ้งมองค้อนเขาไปที “สมองเป็นสิ่งดี นายให้มันเติบโตมากกว่าหน่อยนี้ไม่ได้เหรอ?”
เด็กแดงเอ่ยด้วยความคับอกคับใจ “ข้าก็คิดแบบนี้นี่…”
“อาจารย์ ระบำคู่คืออะไรกันแน่” กระรอกนั่งยองบนบ่าฟางเจิ้งอย่างน่ารักพลางถามตาม
ฟางเจิ้งยิ้ม “ระบำคู่น่ะมีการแบ่งเป็นโบราณและปัจจุบัน ระบำคู่เมื่อก่อนเรียกว่าระบำดำนา ศิลปะการละเล่นคู่ กระโดดโลดเต้น และยังเรียกอีกว่าผ่านปาก เพลงฝั่งสองสาย ต้นหลิวสาย ยลม เพลงใบไม้ผลิ ละครกลางดึก หรือละครท้องถิ่นตะวันออกเฉียงเหนือ มีคนร้องเดี่ยว บ้างมีร้องสองคน และยังมีร้องหลายคน เพียงแต่ว่าตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชายหญิงคู่กัน สองคนร้อง ท ทุกคนเลยชอบเรียกว่าระบำคู่มากกว่า
ระบำคู่ละครท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกิดและเติบโตในท้องถิ่น ทว่าระบำคู่ไม่ได้มีเพียงอย่างเดียวเหมือนละครอื่นๆ มันมีความคร่ำครึอยู่ในกรอบข้ามออกมาไม่ได้ ระบำคู่ตอนแ แรกสุดเป็นระบำดำนาเล็ก กระโดดโลดเต้น มีเจตนาเพื่อความบันเทิง ทุกคนถึงเรียกมันว่ากระโดดโลดเต้น ต่อมาระบำคู่หลอมรวมกับละครเพลงดอกบัวโรยราของเหอเป่ย กลายเป็นระบำไปด้วยร้องเพลงไ ไปด้วย แถมยังมีการพูด มีคำพูดหนึ่งดีมาก เขาบอกว่าระบำคู่คือพื้นฐานระบำดำนาและมุมของเพลงดอกบัวโรยรา
แต่นี่ยังไม่จบ ระบำคู่ไม่ได้หยุดนิ่ง จากการพัฒนามาหลายปี ระบำคู่เปลี่ยนแปลงตลอด มันเปลี่ยนไปตามความนิยมของสังคม ก่อนและหลังอาศัยเพลงพื้นบ้าน ละครเพลง ระบำกลองและดอกไม้ตะว วันหงส์ ทำนองเพลงปังจื่อจากเหอเป่ย ละครเพลงฟิงจวี้ กลองใหญ่จิงตงเป็นต้น จากการเอาข้อดีผู้อื่นมาเสริมข้อด้อยตนเองและยืนหยัดว่าหัวใจสำคัญของตนจะไม่เปลี่ยนแปลงนั้น มันก็แทบจะห หลอมรวมกับละครท้องถิ่นทั้งหมดของจีน
คนที่พูดละครตลกจะต้องพูด เรียนการแสดงท้องถิ่นต่างๆ เล่นตลกและร้องเพลงได้ แต่นักแสดงระบำคู่ไม่เพียงแต่ต้องเรียนร้อง พูด ทำและเต้น แต่จะต้องมีคนหนึ่งมีไม้เด็ด เรียกกันว่าส สี่วิชาหนึ่งไม้เด็ด! ไม้เด็ดนี่รวมถึง ‘ศิลปะยอดเยี่ยม’ อย่างเช่นผ้าเช็ดหน้า พัด ไม้กระดานใหญ่และแผ่นไม้เป็นต้น ทว่าตอนนี้มีการแข่งขันสูง จะพึ่งศิลปะเก่าแก่หรือไม้เด็ดเก่าๆ ก็ไม่ ไหวแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงศึกษาไม้เด็ดต่างๆ อย่างเช่นวิชาตัวอ่อน รำมวยจีนตีลังกาสูงสามเมตรเป็นต้น…เพื่อเรียกผู้ชมให้มามากขึ้น ดังนั้นการเป็นนักแสดงระบำคู่ที่ดีน่ะยาก…
แน่นอน เพราะระบำคู่ต้องเรียนทุกอย่าง ต้องเล่นทุกอย่าง จึงมีแบบที่ไม่ชัดเจน พูดเรียนรู้เล่นตลกร้องเพลงเทียบกับปรมาจารย์เล่นตลกจริงๆ แล้ว เทียบไม่ติดเลย ร้องเพลงก็สู้นักร้องมื ออาชีพไม่ได้ เล่นไม้เด็ดก็สู้นักกายกรรมไม่ได้ แต่ว่าพวกเขาชนะในด้านความสามารถรอบตัว ทำเป็นทุกอย่าง ต้องมีสักอันที่นายชอบ”
“อาจารย์ ในเมื่อระบำคู่ดีแบบนี้ ทำไมท่านไม่ให้พวกเราดู?” เด็กแดงถามด้วยความไม่เข้าใจ
ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ “สิ่งเหล่านี้ที่อาจารย์รู้ก็เป็นประสกถานจวี่กั๋วเล่าให้อาจารย์ฟัง แต่อาจารย์ไม่เข้าใจว่าทำไมระบำคู่ที่อาจารย์ดูถึงไม่สัมพันธ์กันกับสิ่งเหล่านี้…ดีที่วันนี้ การแสดงของจ้าวอู่ยังน่าสนใจ”
เด็กแดงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว “ที่แท้อาจารย์ก็ขยาดนี่เอง อาจารย์ เมื่อก่อนท่านเห็นอะไรกันแน่ ทำให้ท่านมีอคติกับระบำคู่มากขนาดนั้น ถึงกับไม่มาเลย”
ฟางเจิ้งยิ้มเจื่อนๆ พลางส่ายหน้า เขาจะพูดอะไรได้? หรือต้องบอกพวกเขาว่าระบำคู่ในตอนนั้นมีแต่… หน้าอกและก้นเต็มไปหมด? เดิมทีว่าจะอาศัยโอกาสนี้ให้บทเรียนเจ้าพวกนี้ แต่เห็นจ้ าวอู่มาแบบนี้ เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะมาทำเรื่องอย่างนั้น แผนการฟางเจิ้งเลยคว้าน้ำเหลว แต่ได้ดูละครที่ดีก็ไม่เลวเหมือนกัน คิดเสียว่าเป็นสวัสดิการส่วนรวม
ตอนนี้เองเสียงมอเตอร์รถยนต์ดังขึ้น ตามด้วยรถใหญ่อย่างรถแทรกเตอร์ขับเข้ามาทีละคัน คนกลุ่มใหญ่กระโดดลง มองทีแรกเป็นคนหมู่บ้านใกล้เคียง และยังมีคนที่ขับรถเล็กมา แต่ละคนดู ตื่นเต้นมาก
ฟางเจิ้งไม่แปลกใจกับภาพนี้ พวกชาวบ้านแปดหมู่บ้านสิบลี้ไม่ได้มีงานรื่นเริงอะไร เวลาหมู่บ้านไหนจัดงานอะไรก็จะมากันเป็นกลุ่ม เมื่อก่อนฟางเจิ้งเคยไปถึงสิบลี้เพื่อดูภาพยนตร์ เพีย ยงแต่ไม่นึกเลยว่าระบำคู่จะดึงดูดคนมาดูกันมากขนาดนี้
หยางหวาก็ไม่ห้าม การแสดงชุดนี้ยิ่งคนเยอะยิ่งสนุก เขาคาดหวังความคึกคักอยู่แล้ว ยิ่งคนมากก็ยิ่งดี
คนกลุ่มใหญ่เอาม้านั่งมาเอง แม้จะไม่มีที่นั่งทองคำแล้ว แต่ก็หาที่เบียดกันรอบๆ…
พริบตานั้นคนอัดแน่นสนามโรงเรียน
จ้าวอู่เห็นคนมาเยอะขนาดนี้ก็มีแรง เอ่ยในทันที “ต่อไปจะแสดงชุดใหญ่ให้ทุกคนดู! บันทึกรักหอตะวันตก!”
ฟางเจิ้งจะตะโกนบอกว่าดีก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากข้างๆ และรอบๆ
“จ้าวอู่ นั่นมันละครเก่าสมัยไหนแล้ว อย่าแสดงเลย ไม่สนุก!” มีคนตะโกน
“ใช่ จ้าวอู่ คุณทำงานหน่อยสิ ไอ้นี่มันสนุกตรงไหน? มีแต่ร้องไห้ฮือๆ…”
“ใช่ๆๆ จ้าวอู่ ขอพระถังซัมจั๋ง ไซอิ๋วอะไรพวกนี้ได้ฟีลกว่า!”
“ฮ่าๆ…”
จ้าวอู่ได้ยินเสียงคัดค้านจากล่างเวที รอยยิ้มถึงกับแข็งค้างเล็กน้อย เลยรีบเอ่ยต่อ “ก็ได้ ทุกคนไม่อยากดูบันทึกรักหอตะวันตก เราก็จะเปลี่ยน เราร้องเพลงฉลองปีใหม่เล็กดีไหม? ? เฉลิมฉลองกันหน่อย”
“จ้าวอู่ คุณอย่าเล่นของเก่าๆ เลย ตอนนี้คณะจิ่นเจียดังมากนะ คุณเอาอย่างเขาหน่อยสิ! ถ้าคุณจะเล่นของเดิมๆ ต่อไป จากนี้คุณจะไม่มีงานแล้วนะ”
“จ้าวอู่ ถ้าคุณแสดงแต่ของเก่าๆ เราจะไปแล้ว”
“จากนี้จะไม่เชิญคุณอีก!”
จ้าวอู่ได้ยินดังนั้นหน้าพลันมืดลง เขาอาศัยการร้องเต้นหาเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกคณะ ที่น่ากลัวที่สุดคือมีคนแย่งจังหวะไป! ถูกคนผลักลงไปในหลุมจริงๆ จากนี้ไม่มีงานอีก เช่นน นั้นศิลปะการแสดงของเขาถือว่ามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ถึงอย่างไรชื่อเสียงเขาก็อยู่ที่นี่ ถ้าไปไกลก็ไม่มีใครรู้จักเขา
ฟางเจิ้งชำเลืองตามองคนที่พูดเหล่านั้นแวบหนึ่ง ต่างเป็นคนหมู่บ้านใกล้เคียง แต่คนพวกนี้คือซ่งเอ้อโก่วฉบับพิมพ์ใหม่ แทบจะเป็นกุ๊ยสังคม อันธพาล ไม่ทำงานทำการ เจ้าพวกนี้เปลือย ยหัวไหล่ สักตามตัว คำพูดคำจาหาเรื่องอย่างชัดเจน เหมือนไม่ได้มาดูละครเฉยๆ แต่มาหาเรื่องมากกว่า ทว่าฟางเจิ้งไม่ได้พูดอะไร แต่มองดูอยู่ข้างๆ เขาอยากรู้ว่าเจ้าพวกนี้อยากทำอะไร กันแน่!