บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 514 วางอุบายระฆัง
“ไม่มีอะไร ลงเขามาเดินเล่นน่ะ ได้ยินว่าที่บ้านประสกวันนี้มีแขกพิเศษหลายคน จริงเหรอ?” แน่นอนว่าฟางเจิ้งไม่ได้มาเดินเล่นมั่วซั่ว พวกลุงต๋าให้ความรู้สึกที่ไม่ดีมากกับเขา ด้วย ความกังวลเลยลงมาดู
“พิเศษอยู่นิดๆ จริงครับ คนพวกนี้ดูไม่เหมือนคนในเมืองแท้ๆ ตามตัวมีกลิ่นคาวดิน เหมือนพวกมุดอยู่ในภูเขาทุกวันมากกว่า” ซ่งเอ้อโก่วบอกสิ่งที่ตนวิเคราะห์ให้ฟางเจิ้งฟัง
ฟางเจิ้งพยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นประสกซ่งหมายความว่าคนพวกนี้อาจจะทำอะไรบางอย่าง?”
“เหอะ ท่านถามถูกคนแล้ว ถึงผมจะไม่ได้ร่ำเรียนไม่มีวิชา แต่ก็เพราะไม่ได้เรียนนี่แหละถึงเรียนรู้เรื่องวิถีนอกรีตอยู่บ้าง คนที่มุดอยู่ในร่องหุบเขาเป็นประจำจะเป็นใครไปได้ นักว วิทยาศาสตร์เหรอ พวกเขาไม่เหมือนเลย ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นหนูดิน สุภาพหน่อยเรียกว่าจอมโจรสุสาน หรือเรียกแบบฟังยากเลยก็หัวขโมยสุสาน! ฟังยากไปกว่านั้นคือพวกสารเลวขุดหลุมศ ศพบรรพบุรุษคนอื่น พวกกากเดนอาชญากรรมขายโบราณวัตถุ” ซ่งเอ้อโก่วว่า
ฟางเจิ้งพูด “อ้อ ประสกมีหลักฐานเหรอ”
“ไม่มีอยู่แล้ว แต่ผมพอมีสายตาอยู่บ้าง ทว่านี่เป็นการคาดเดาของผม ยืนยันไม่ได้ อ้อเจ้าอาวาส ผมไม่คุยกับท่านละ ผมต้องหาคนนำทางขึ้นเขาให้พวกเขา” ซ่งเอ้อโก่วกล่าว
ฟางเจิ้งตาเปล่งประกาย “ขึ้นเขา? พวกเขาจะขึ้นเขาลูกไหน?”
“ภูเขาทงเทียน ตอนเด็กผมเคยได้ยินคนแก่เล่าว่าบนเขาเหมือนจะเป็นสุสานอ๋อง แต่ก็พูดกันมาแบบนั้น มีแต่ผีที่รู้ว่ามีหรือไม่มี ถึงยังไงก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว คนขึ้นเขาเยอะ ะจะตายไป ไม่เห็นใครเคยขุดสมบัติอ๋องอะไรได้เลย” ซ่งเอ้อโก่วกล่าว
ฟางเจิ้งยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องหา อาตมาจะเป็นคนนำทางให้พวกเขาเอง ประสกคิดว่าไง?”
“ท่าน?” ซ่งเอ้อโก่วชะงักงัน จากนั้นยิ้มแห้งๆ “ช่างเถอะ ถึงตอนเด็กท่านจะซุกซน แต่ท่านน่าจะไม่ค่อยเข้าไปภูเขาทงเทียนเท่าไร? อย่างมากก็เดินเตร่รอบนอก ท่านจะพาไปได้ยังไง?”
ฟางเจิ้งยิ้มบอก “วางใจได้ อาตมามีวิธีนำทาง อย่าลืมล่ะ หมาป่าที่วัดอาตมาก็มาจากภูเขาทงเทียน ให้นำทางได้ไม่มีปัญหา”
“จริงเหรอ?” ซ่งเอ้อโก่วถาม
ฟางเจิ้งพยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอน!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง ผมจะไปคุยกับพวกเขาเอง” ซ่งเอ้อโก่วพยักหน้าทันที ก่อนถาม “เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง แล้วท่านจะคิดค่านำทางเท่าไร?”
“รอบนอกห้าร้อย ข้างในหนึ่งพัน” ฟางเจิ้งไม่อยากรับเงินจริงๆ ระบบเคยบอกไว้ว่าเขาจะทำการค้าขายได้กำไรใดๆ ไม่ได้ แต่ถ้าฟางเจิ้งไม่รับเงิน เดาว่าคนพวกนี้คงไม่กล้าใช้งานเขา อีก กอย่างฟางเจิ้งไม่คิดจะรับเงินส่วนนี้ไว้ ต่อให้รับแค่บริจาคไปก็จบ เขากอดความคิดนี้พลางหยั่งเชิงระบบ ผลคือระบบไม่พูดอะไร ไม่พูดก็หมายความว่าไม่คัดค้าน ผ่านแล้ว!
ฟางเจิ้งน้ำตานองหน้าโดยพลัน ในที่สุดก็หาลู่ทางหาเงินพบแล้ว! แม้สุดท้ายเงินจะไม่ใช่ของเขา แต่บริจาคออกไปก็เป็นบุญกุศลนี่? เหอะๆ…
“ตกลง” ซ่งเอ้อโก่วพยักหน้า พาฟางเจิ้งกลับไปที่บ้าน
“ท่านเป็นคนนำทางพวกเรา?” จางจื่อมองหลวงจีนหัวโล้นตรงหน้าอย่างอึ้งๆ
“ทำไม? ดูถูกเจ้าอาวาสฟางเจิ้งของพวกเราเหรอ จะบอกให้นะ เจ้าอาวาสฟางเจิ้งของเราเก่งกาจ ถ้าถามว่าในหมู่บ้านเอกดรรชนีเราใครเข้าใจภูเขาข้างหลังดีที่สุด เจ้าอาวาสฟางเจิ้งบอกว่าที่ส สอง ใครจะกล้าบอกว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง? ผมหาคนที่ดีที่สุดมาให้พวกคุณแล้ว! เอาคนที่ด้อยกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด! อย่าคิดจะไม่เชื่อผมเลย ดูป้ายหน้าบ้านผมสิ บุคคลแบบอย่างไม่ได ด้คุยโม้ได้มานะ ไปถามทั้งหมู่บ้านได้เลย ใครบ้างไม่รู้ว่าผมมีความน่าเชื่อถือ มีคุณลักษณะที่ดีมาก!” ซ่งเอ้อโก่วตบหน้าอกดังปับๆ ไม่ต้องให้ฟางเจิ้งพูดอะไรเลย แต่ช่วยคุยโม้ให้ ฟางเจิ้งจนขึ้นสวรรค์ไปแล้ว
เมื่อก่อนเขาเป็นคนเสเพล ทำอย่างอื่นไม่เป็น แต่คุยโม้ทั้งคุกคามทั้งกดดันควบคู่กัน! สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาคุยโม้จนถึงขั้นตัวเองยังเชื่อ! นั่นคือความมั่นใจในตัวเอง คนที่ ไม่เข้าใจเขาจะเชื่อเขาได้ง่ายๆ
จางจื่อเห็นซ่งเอ้อโก่วเป็นแบบนี้ ดูไม่เหมือนกำลังคุยโม้แม้แต่น้อย จึงมองลุงต๋าอีกที
ลุงต๋าที่นั่งสูบบุหรี่บนเตียงเตาพูดว่า “ตกลง!”
“ตกลง?” อิงจื่อกับจางจื่อมองลุงต๋าด้วยความตกใจ พวกเขาเตรียมจะขโมยระฆังใบนั้นบนเขาเอกดรรชนี แล้วพาหลวงจีนนี่ไปด้วย ถ้าอีกฝ่ายเห็นว่าพวกเขาเป็นโจรสุสาน เท่ากับแหวกหญ้าใ ให้งูตื่นหรือเปล่า?
ทว่าลุงต๋าไม่อธิบาย เพียงพูดยิ้มๆ ว่า “ได้หลวงพี่นำทางผมก็วางใจ เอาแบบนี้แหละ พรุ่งนี้เช้า ฟ้าสางจะออกเดินทางทันที อืม…สิ้นเสียงกลองกับระฆังแล้วเราค่อยออกเดินทางกัน”
ฟางเจิ้งประนมสองมือเอ่ย “อมิตาพุทธ ประเสริฐๆ ไม่มีปัญหา”
ส่วนราคา ซ่งเอ้อโก่วพูดที ลุงต๋าก็ตอบตกลงอย่างสบายๆ เมื่อคุยทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ฟางเจิ้งค่อนเอ่ยลาแล้วขึ้นภูเขาไป
คล้อยหลังฟางเจิ้ง จางจื่อกับอิงจื่อมองลุงต๋าในฉับพลัน
ลุงต๋ายิ้มเยาะ “หลวงจีนนี่เหมือนจะมองอะไรออก เขาอยากไปก็ให้เขาไป ลุงยังกังวลอยู่เลยว่าจะหาทางให้เขาลงเขามาไม่ได้ บนเขานั่นมีแค่เขาคนเดียว ที่เหลือก็เดรัจฉานกับเด็ก ถ ถึงตอนนั้นถ้าวัดมีอะไรหายไปละก็ เหอะๆ…อีกอย่าง ในภูเขามีหมาป่ากับหมูป่าเยอะ ถ้าเกิดหลงทางหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็จะโทษพวกเราไม่ได้หรอกมั้ง?”
“ลุงต๋า ถ้ามีคนเฝ้าล่ะ?” จางจื่อถาม
“นั่นไม่เกี่ยวกับเรา ตอนนั้นเราอยู่ในภูเขา” ลุงต๋าตอบอย่างลำพองใจยิ่ง
“ลุงต๋า หรือลุงจะหาคนอื่น?” จางจื่อถามตามจิตใต้สำนึก
“ไร้สาระ! ระฆังนั่นไม่รู้ว่าหนักกี่ตัน แค่พวกเราไม่กี่คนขนกันไม่ไหวหรอก ภูเขาสูงขนาดนั้นจะเอาลงมายังไง? ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งดี แต่ก็ต้องดูอาหารใต้ปากด้วย ไม่อย่างนั้น จะสำลักตายได้ง่ายๆ” ลุงต๋ามองค้อนจางจื่อทีหนึ่งก่อนเอ่ยต่อว่า “ลุงติดต่อเถ้าแก่ซยงไว้แล้ว ลุงแจ้งข่าวกับวางแผน เขารับผิดชอบเรื่องคน จบเรื่องก็แบ่งกันคนละครึ่ง…พวกแกอย ย่าโมโหที่ได้น้อยล่ะ ถ้าขายระฆังนี่ได้จริงๆ ได้กำไรมาพอให้พวกแกใช้ได้หลายชาติเลย”
“ลุงต๋า ลุงไม่พูดฉันก็ไม่เคยคิดหรอกนะ แต่พอลุงพูดฉันก็นึกแปลกใจ ระฆังใหญ่ขนาดนั้น ไม่มีรถยกก็ขยับไม่ได้นี่? ภูเขาสูงนั่นทางเดินชัน รถยกขึ้นไปไม่ได้ ต้องใช้แรงคน นี มันไม่สมเหตุผลเลย?” อิงจื่อถาม
“ไม่สมเหตุผล? ไม่สมเหตุผลแล้วจะเอาระฆังนั่นขึ้นไปได้ยังไง อย่าลืมว่าระฆังนั่นมีประวัติหลายร้อยปี หลายร้อยปีก่อนก็ไม่มีรถยกอะไรพวกนั้น แต่เป็นสติปัญญาของคนโบราณน่ะ…พูดจร ริงๆ ลุงเองก็แปลกใจ พวกเขาทำได้ยังไงกัน” ลุงต๋าเอ่ยถึงตรงนี้ก็ทอดถอนใจ “พวกแกเพิ่งสัมผัสการเดินทางได้ไม่นาน จากนี้จะเห็นอะไรอีกเยอะ แกจะพบว่าคนโบราณน่ะเก่งมากจริงๆ! ขอ องหลายอย่างของพวกเขา คนยุคปัจจุบันอย่างเราๆ ยังล้าหลังอยู่ไกลเลย”
“ลุงต๋า ลุงพูดมาตั้งเยอะ ยังไม่บอกวิธีของลุงเลย บอกหน่อย ผมอยากรู้” จางจื่อถาม
“อะไรๆ ก็ถามฉัน สมองแกเอาไว้ใช้ทำอะไร ใส่ขี้รึไง คิดเองสิ! นอนเร็วหน่อยล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า วันนี้ฉันเห็นจากบนยอดเขามาแล้วว่าภูมิประเทศด้านภูเขาทงเทียนแปลกมาก น่าจะ ะมีของดี พรุ่งนี้ฮึกเหิมกันหน่อย ใครทำเสียเรื่องจากนี้ลุงจะไม่พาไปเที่ยวอีก” ลุงต๋าพูดจบก็เข้านอนทันที โดยไม่สนว่าจางจื่อกับอิงจื่อจะอยากรู้อยากเห็นแค่ไหน