บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 513 บุคคลตัวอย่าง
“ขอบคุณหลวงพี่ที่ไขข้อสงสัย อ้อ ระฆังใหญ่ตรงปากประตูมีแอกลักษณ์มาก เป็นประสกท่านไหนบริจาคมาหรือครับ มองออกเลยว่าตั้งใจมาก” ลุงต๋ายิ้ม
ฟางเจิ้งมองใบหน้าจริงใจของลุงต๋า ในแววตากลับมีรอยยิ้มนักบุญใจบาป ตอบยิ้มๆ ว่า “นั่นเป็นของเก่า เมื่อก่อนไม่ได้เอาออกมา เร็วๆ นี้ถึงเพิ่งเอามาแขวนน่ะ”
ฟางเจิ้งโกหกไม่ได้ แต่พูดจาหมิ่นเหม่คลุมเครือได้ไม่ใช่ปัญหา ระฆังเป็นของเก่าจริงๆ หากอยู่ที่เขาคุนหลุนก็เป็นของเก่า เพียงแต่ว่าเขาประหยัดคำพูดเท่านั้น
ลุงต๋าดวงตาเปล่งประกายโดยพลัน ไม่ใช่ของโบราณ มูลค่าก็ไม่น้อยแล้ว ถ้าเป็นของโบราณอย่างนั้นก็ล้ำค่ามาก! ลมหายใจของลุงต๋าเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถามว่า “ของเก่า? อายุเท่าไรครับ ”
“อมิตาพุทธ อาตมาไม่รู้ แต่ว่าน่าจะหลายร้อยปีแล้ว” ฟางเจิ้งตอบ
“หลายร้อยปี?!” จางจื่อกับอิงจื่อร้องออกมาพร้อมกัน เรียกสายตาไม่พอใจจากญาติโยมหลายคน วัดเป็นแดนแห่งความเงียบสงบ ไม่ใช่แค่พระโพธิสัตว์ที่ชอบความสงบ ภิกษุก็ด้วย ญาติโยมที่มาเย ยือนก็แสวงหาความสงบเช่นกัน ถ้าเอะอะวุ่นวายจะมาวัดทำไม? สู้ไปเดินห้างเลยไม่ดีกว่าหรือ การรักษาความสงบในวัดคือเนื้อแท้รากฐานสุด ดังนั้นคนพวกนี้จึงถูกมองดูหมิ่นอย่างเหี้ยมโหด
ลุงต๋าถลึงตามองสองคนนั้นทีหนึ่ง สองคนเบะปากไม่พูดอะไร
ลุงต๋ากล่าวว่า “นั่นเป็นของมีอายุจริงๆ ขอบคุณหลวงมากพี่ที่ไขข้อสงสัย กระผมจะไปจุดธูป ไม่รบกวนหลวงพี่แล้ว”
ฟางเจิ้งพยักหน้า นั่งใต้ต้นโพธิ์อีกครั้ง และอ่านพุทธคัมภีร์ไปเงียบๆ
ลุงต๋าพาจางจื่อ อิงจื่อ และเจ้าใบ้เข้าอุโบสถ คนหนึ่งหยิบธูปชั้นดีสามดอกเข้าไปจุดธูป
เมื่อออกประตูวัดมา จางจื่อพูดอย่างไม่พอใจว่า “ลุงต๋า เราไม่เชื่อเรื่องพวกนี้นี่ ทำไมต้องจุดธูปด้วย? แถมยังจุดธูปชั้นดีด้วย จะฟุ่มเฟือยไปรึเปล่าครับ”
“แกจะเข้าใจบ้าอะไร ฉันไม่นับถือพุทธก็จริง แต่ถ้าจะหยาบคายกับเขาก็ต้องให้พุทราหวานด้วยนี่? ถือว่าให้ไปก่อนล่วงหน้า” ลุงต๋าพูดเสียงเบา
จางจื่องุนงง จากนั้นดีใจยกใหญ่ “ลุงต๋า ลุงหมายความว่า…”
“ไม่สน! ไป!” ลุงต๋าพลันขัดคำพูดจางจื่อ สาวเท้ายาวจากไป
จางจื่อถึงค่อยตั้งสติกลับมาได้ มองไปทางวัดด้วยความตื่นตัวแวบหนึ่ง จนมั่นใจว่าไม่มีใครเห็นตนแล้ว จึงตามฝีเท้าลุงต๋าจากไปอย่างว่องไว
เพียงแต่ว่าจางจื่อมองไปข้างหลัง แต่ไม่ได้มองใต้เท้า…
ใต้เท้าจางจื่อมีกระรอกอ้วนตุ้ยนุ้ยตัวหนึ่งนั่งอยู่ กำลังกอดไผ่หนาวพลางกินอย่างมีความสุข รอจนพวกลุงต๋าไปแล้ว ถึงวิ่งกลับไปบนบ่าฟางเจิ้ง “อาจารย์ ศิษย์ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนด ดี พวกเขาพูดจามีลับลมคมใน ต้องคิดไม่ดีแน่”
ฟางเจิ้งวางพุทธคัมภีร์ลง เอ่ยยิ้มๆ ว่า “อ้อ? พวกเขาพูดอะไรถึงทำให้นายคิดแบบนี้”
จากนั้นกระรอกเลียนแบบคำสนทนาของคนพวกนั้น
ฟางเจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาว “เป็นโชคไม่ใช่ภัย เป็นภัย…”
“ยังไง?” กระรอกถามด้วยความแปลกใจ
ฟางเจิ้งตอบอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “ไม่กระทำไม่ตาย”
ขณะเดียวกัน ลุงต๋าพาคนเหล่านี้ลงเขา ร้านอาหารของหมู่บ้านเอกดรรชนีตอนนี้ผุดขึ้นมาทีละร้าน เมื่อธุรกิจดีขึ้น ไม่เพียงแต่จัดการดูแลอาหาร แต่ยังมีที่พักให้ด้วย
ด้วยเหตุนี้พวกลุงต๋าถึงเลือกครอบครัวในหมู่บ้านที่ดูซื่อตรงมาก ปากประตูแขวนป้ายว่าบุคคลตัวอย่างเพื่อเข้าพัก
“ลุงต๋า ทำไมลุงมองเถ้าแก่ตลอดเลย” จางจื่อถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เขาคนนี้ดูไม่เหมือนบุคคลตัวอย่างเลย…จางจื่อ แกไปสืบมาว่าเถ้าแก่ซ่งเป็นคนยังไงกันแน่ ป้ายข้างนอกคงไม่ใช่ของปลอม เรื่องที่เราจะทำน่ะ ต้องพักที่บ้านคนซื่อตรงจะดีที่สุด ส สบายใจ ปัญหาน้อย” ลุงต๋ากล่าว
จางจื่อพยักหน้าแล้วออกไปทันที ไม่นานก็กลับมา
“ลุงต๋า ถามมาแล้ว เถ้าแก่ซ่งเป็นบุคคลตัวอย่างจริงๆ ทำอาสาสมัครเพื่อสังคมทุกวัน เป็นคนดีมาก” จางจื่อพูด
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ลุงต๋าพยักหน้า เพียงแต่ในใจมักรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ไปมาทั่วทุกสารทิศ เขาไม่เคยเจอบุคคลตัวอย่างที่ไหนสวมหมวกเอียง หน้าตาเหมือนคนเสเพลมาก่อน…สุด ดท้ายก็ปลอบใจตัวเองว่า ‘เราอาจจะคิดมากไปเอง’
ตกกลางคืน พวกเขาทานอาหารเสร็จแล้ว ลุงต๋าพูดขึ้นว่า “เตรียมตัว พรุ่งนี้เข้าภูเขาแต่เช้า”
“ลุงต๋าจะเข้าภูเขา? ไม่สนของวัดเอกดรรชนีเหรอคะ” อิงจื่อถามอย่างแปลกใจ
ลุงต๋าส่ายหน้า “ของนั่นมีเจ้าของ ไปไหนไม่ได้ จะไปเมื่อไรมันก็ยังอยู่ที่เดิม แต่ในภูเขาไม่เหมือนกัน นั่นมันของไม่มีเจ้าของ ไปช้าไม่แน่อาจจะถูกใครแย่งเอาไปก่อน แกไปถามเถ้าแก่ ซ่งว่าในหมู่บ้านมีใครเข้าภูเขาไหม? เราต้องการคนนำทาง ส่วนราคาแกก็คุยกับเขา”
“ครับ” จางจื่อออกไปทันที
“อะไรนะ? พวกคุณจะเข้าภูเขาทงเทียน?” ซ่งเอ้อโก่วได้ยินดังนั้น หมวกแทบหล่นลงมา
“ทำไมเหรอครับ? ภูเขาทงเทียนอันตรายมากเหรอ?” จางจื่อถาม
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็อันตรายจริงๆ เรื่องที่ขึ้นชื่อที่สุดของภูเขาทงเทียนคือมีหมูป่าเยอะ หนังหยาบเนื้อหนา วิ่งเพ่นพ่านไปทั่วภูเขา หมูป่าตัวใหญ่หลายร้อยจินพุ่งเข้ามา คุณคิด เอาเองว่าน่ากลัวไหม?” ซ่งเอ้อโก่วถาม
“หมูป่าเยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” จางจื่อตกใจสะดุ้ง สัตว์ป่าที่ดุที่สุดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือหมูป่า ขึ้นเขาไปเจอหมาป่ายังดีกว่าเจอหมูป่าเสียอีก
“ใจเย็นครับ ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าพวกหมูป่าเป็นอะไร หลังลงเขามาก่อเรื่องครั้งหนึ่งแล้ว พอเห็นคนก็จะวิ่งอ้อมไป ไม่ยอมเจอหน้าคน แต่ฝูงหมาป่าบนเขา หมี หรือ งูพิษอะไรพวกนี้ก็มีไม่น้อย หลักๆ คือยังไม่ได้บุกเบิกภูเขาทงเทียน มีเพียงทางเล็กๆ คดเคี้ยวที่ทุกคนย่ำผ่าน การเดินทางลำบากมาก อ้อ พวกคุณขึ้นเขาไปทำอะไรกันล่ะ ข้างบนนั่น นอกจากผักป่ากับสมบัติบนภูเขาแล้วก็ไม่มีอะไรอีก” ซ่งเอ้อโก่วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เราเป็นคนในเมือง อยากจะสัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติในป่าดึกดำบรรพ์ อ้อ เถ้าแก่ซ่ง คุณพอจะหาคนนำทางที่เหมาะสมกับเราได้ไหม” จางจื่อถาม
“คนนำทางน่ะง่าย ผมจะหาให้คุณเอง แต่ว่าราคา…คุณก็รู้นี่ หมู่บ้านเราทำร้านอาหาร ออกไปหนึ่งวันเสียหายไม่น้อยเลย” ซ่งเอ้อโก่วยังคงเจ้าเล่ห์
จางจื่อยิ้มบอก “วางใจได้ พวกคุณไม่ได้น้อยๆ แน่”
ซ่งเอ้อโก่วถึงค่อยพยักหน้าแล้วออกไป
ซ่งเอ้อโก่วออกประตูมาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกๆ คนในเมืองขึ้นเขาใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ไม่มีใครเหมือนคนพวกนี้ การกระทำดูชำนิชำนาญ ทำอะไรรวดเร็ว ที่สำคัญยังแบกของ มากมายไว้บนหลัง นูนๆ ออกมา ดูไม่เบาเลย
‘ช่างเถอะ พวกเขาจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเรา แค่ติดต่อคนนำทางให้พวกเขาพอ…’ ซ่งเอ้อโก่วส่ายหน้า ขี้คร้านจะคิดมาก
“อมิตาพุทธ ประสกซ่ง นี่จะไปไหนเหรอ?” ตอนนี้เองเสียงสวดดังขึ้น ซ่งเอ้อโก่วอึ้งงัน ก่อนพูดด้วยความตกใจ “เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ท่านลงเขามาทำไม?”