บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 519 กลุ่มทัวร์มาหมู่บ้าน
เดินไปได้ไม่นาน มีร่างหนึ่งปรากฏตรงหน้า สวมจีวรสีขาว หัวโล้น ประนมสองมือ ใบหน้ามียิ้มอบอุ่นราวกับสายลมใบไม้ผลิเบาๆ!
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง? ท่านไม่เป็นไร?” อิงจื่อร้องตกใจระคนดีใจ! เธอไม่รู้ทางออกจากภูเขา มีฟางเจิ้งนำทางย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องที่หลอกฟางเจิ้งก่อนหน้านี้ เธอคิดว่าฟางเจิ งไม่รู้ เธอก็ไม่พูดถึงเช่นกัน ย่อมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
ทว่าแววตาลุงต๋ามืดดำลง ประสบการณ์บอกเขาว่าเดินทางกับหลวงจีนนี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างยิ่ง!
ลุงต๋าเอ่ยทันที “หมีล่ะ? จางจื่อล่ะ?”
ฟางเจิ้งแบมือบอก “จางจื่อผลักอาตมาล้มแล้ววิ่งไปเองแล้ว หมีไล่ตามเขาไป อมิตาพุทธ อาตมายังไม่ถึงฆาต พระพุทธองค์ปกป้อง”
“อะไรนะ? จางจื่อทำเรื่องแบบนี้เหรอ?” อิงจื่อพูดด้วยความเหลือเชื่อ
ลุงต๋ากลับยิ้มเยาะ “ทำเรื่องแบบนี้ได้ นี่มันจางจื่อจริงๆ เด็กนี่เป็นลูกหมาป่ามาตลอด เป็นพวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา” พอได้ยินฟางเจิ้งพูดแบบนี้ ลุงต๋าเองก็เชื่อ ลดความ มระแวงต่อฟางเจิ้งลงไม่น้อย แต่ไม่รู้ทำไมหลวงจีนนี่ถึงไม่ให้ความรู้สึกที่ปลอดภัยแม้แต่น้อย
“นี่…” อิงจื่อเองยังยากจะรับไหว แต่ความจริงเป็นแบบนี้ เธอจะพูดอะไรได้? ตอนนี้การออกจากภูเขาต่างหากที่เป็นเรื่องเร่งด่วน อิงจื่อเลยพูดว่า “หลวงพี่ ลุงต๋าบาดเจ็บ เราต้องอ ออกภูเขาแล้วส่งลุงต๋าไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
ฟางเจิ้งตกใจเล็กน้อยเช่นกัน เขาแค่ให้หมีดำขู่ให้กลัว แต่ไม่ได้ให้หักขาคนอื่น ทว่าเกิดเรื่องไปแล้ว เขาเลยโต้เถียงกับหมีดำที่วิ่งไปไหนไม่รู้ไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้เป็นแบบ บนี้ จึงพยักหน้าแล้วตอบกลับว่า “ไม่มีปัญหา เดินตามอาตมามา”
พูดจบ ฟางเจิ้งพาสามคนเลือกเดินไปอีกทาง ส่วนจะไปที่ใดนั้น…ผีเท่านั้นที่รู้!
เป็นอย่างที่ซ่งเอ้อโก่วว่าไว้ ฟางเจิ้งไม่เคยเข้าไปยังส่วนลึกเทือกเขาทงเทียนเลย เข้าภูเขาครั้งนี้ก็อาศัยจีวรขาวจันทร์คุ้มกาย เดินมั่วๆ ไป
ถ้าลุงต๋ารู้ว่าฟางเจิ้งนำทางแบบนี้ เดาว่าคงมีความคิดอยากจะตบเขาให้ตาย
คนเหล่านี้เดินเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปไม่รู้นานเท่าไร เห็นดวงตะวันใกล้จะลาลับภูเขาแล้ว ลุงต๋าจึงพูดขึ้น “ผิดทางรึเปล่า?”
ฟางเจิ้งหน้าแดง แต่ก็ยังตอบไปว่า “ฟ้าจะมืดแล้ว กลางคืนอันตรายมาก หาที่ค้างแรมชั่วคราวก่อนดีกว่า”
ลุงต๋าพยักหน้า เจ้าใบ้วางลุงต๋าลง เดินไปรอบๆ ไม่นานก็หาที่ลมเหนือพบ ก่อนหาฟืนมาจัดแคมป์ ดูชำนาญมาก เห็นได้เลยว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ อิงจื่อก็ช่วยเช่นกัน ฟางเจิ้งนั่งข้าง งลุงต๋า กันไม่ให้ลุงต๋าถูกหมาป่าคาบไป…
ขณะเดียวกัน รถคันใหญ่แล่นมาที่หมู่บ้านเอกดรรชนีส่งเสียงดังสนั่น ไม่ได้จอดที่หมู่บ้าน แต่มาที่ตีนเขา พวกชาวบ้านมองมาด้วยความแปลกใจไม่น้อย แต่บนรถแขวนธงเล็กของมัคคุเทศก์ไว้ ทุกคนจึงคิดว่าเป็นทัวร์ท่องเที่ยว พวกเขาแปลกใจมากที่ที่แบบนี้มีทัวร์ท่องเที่ยวมาเยือน นี่เป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อก่อนมีแต่แขกเดี่ยวๆ ไม่เคยมีกลุ่มทัวร์แบบนี้
เมื่อหวังโอ้วกุ้ยได้ยินข่าวก็รีบวิ่งออกมาถามสถานการณ์
“โอ้ สวัสดีครับผู้ใหญ่บ้าน เราคือกลุ่มทัวร์ป่าหมี ผมหัวหน้าทัวร์ นี่ไกด์ มา สูบบุหรี่กันหน่อย” ผู้ชายร่างอ้วนเตี้ยพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ กับหวังโอ้วกุ้ย ทั้งยังยื่นบุหรี่ให้
หวังโอ้วกุ้ยได้ยินว่าเป็นกลุ่มทัวร์จริงๆ ก็ยิ้มดีใจ เขาหวังมาตลอดว่าหมู่บ้านเอกดรรชนีจะหลุดพ้นจากความยากจนไปสู่ความร่ำรวย ตอนนี้ถือว่าหลุดพ้นแล้ว แต่อาศัยเพียงนักท่องเที่ยว วจากอำเภอซงอู่อย่างเดียวยังไม่พอ ถ้ามีกลุ่มทัวร์ใหญ่มา นั่นต่างหากที่จะทำให้เกิดความมั่งคั่งจริงๆ! ดังนั้นหวังโอ้วกุ้ยจึงรับบุหรี่มา พูดคุยกับชายอ้วนเตี้ยอย่างมีความสุข
ชายอ้วนเตี้ยมีนามว่าซยงเปิ่นซู เป็นชื่อที่สุภาพมาก พูดเก่งมาก คุยสองสามคำทั้งสองคนก็คุยกันอย่างสนิทสนมแล้ว
กล่าวโดยใช้คำพูดของซยงเปิ่นซูคือ ระหว่างทางพวกเขารถติดเลยจะมาแวะพักที่นี่ นี่ก็ช่วยไม่ได้
“ถ้ายังไงพักที่หมู่บ้านสักคืนสิครับ วางใจ ราคาเป็นกันเองมาก” หวังโอ้วกุ้ยพูด
ซยงเปิ่นซูยิ้มเจื่อน “สหาย ผมก็คิดเหมือนกัน แต่บริษัททัวร์จัดตารางเดินทางมาดีแล้ว มาภูเขาเอกดรรชนีแค่ทางผ่านชั่วคราว พูดจริงๆ นะ เราเองก็ไม่รู้ว่าจุดพักชั่วคราวที่นี่จะส สร้างภาพจำที่ดีให้กับทุกคนได้หรือเปล่า ถ้าไม่ดี จากนี้คงไม่มาอีก ครั้งนี้ถึงพวกเราขาดทุน แต่ก็เป็นการสร้างชื่อเสียง พาพวกเขาชมภูเขาเอกดรรชนีเสร็จจะออกเดินทางไปภูเขาฉางไป๋ทันที พรุ่งนี้เช้าถึงขึ้นเขาไปทะเลสาบสวรรค์ เวลาเร่งรีบมากไป…”
หวังโอ้วกุ้ยพูดว่า “อย่างนั้นเอง น่าเสียดายจริงๆ แต่ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว พวกคุณขึ้นเขาไปฟ้าคงมืดพอดี ไม่เห็นอะไรหรอก”
“ฟ้ามืดก็มีข้อดีของฟ้ามืด ดวงจันทร์ลอยสูงยามกลางคืน ได้ดูดาว ดูวัดป่าไผ่ในตอนกลางคืน มันก็มีรสชาติอีกแบบ ไม่แน่อาจดังก็ได้” ซยงเปิ่นซูกล่าว
“ตกลง ถ้าอย่างนั้นให้ผมนำทางให้ไหม” หวังโอ้วกุ้ยเสนอ
“ไม่ต้องหรอก ผมเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว รู้จักที่นี่ดี ไม่รบกวนสหายหรอก ถ้าครั้งนี้สำเร็จ จากนี้จะมีโอกาสรบกวนสหายอีกเยอะ ถึงตอนนั้นสหายอย่าหาว่าพวกเรายุ่งยากก็พอ” ซยงเปิ่น นซูตอบ
“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง ผมยินดีต้อนรับพวกคุณเสมอ” หวังโอ้วกุ้ยพูดต่อ
“ฮ่าๆ สหายตรงไปตรงมาดี! ถือว่าเป็นงาน เอาละ ไม่พูดแล้ว พวกเราขึ้นเขาก่อนเถอะ” ซยงเปิ่นซูพูดจบก็เรียกนักท่องเที่ยวที่ลงจากรถให้เตรียมขึ้นเขา
หวังโอ้วกุ้ยยืนมองอยู่ไม่ไกล พวกซ่งเอ้อโก่วและเฉินจินยืนดูอยู่ข้างๆ
ไม่นาน คนจากกลุ่มทัวร์ด้านนั้นก็ขึ้นเขาไป
หวังโอ้วกุ้ยโบกๆ มือ “เอาละ อย่ามัวแต่ดูเลย ไปทำอะไรก็ทำเถอะ เดี๋ยวกลุ่มทัวร์จะตกใจหนีหมด แล้วผมจะเอาเรื่องพวกคุณ”
ทุกคนหัวเราะเสียงดังก่อนจะแยกย้ายไป
เพียงแต่บางคนนัยน์ตามีความสงสัยเล็กน้อย อย่างเช่นเฉินจิน!
ขณะเดียวกัน ด้านบนยอดเขา
“ศิษย์น้อง ทำไมขึ้นไปบนหลังคาอีกแล้ว? อาจารย์บอกไว้ไม่ใช่เหรอว่าห้ามนายปีนไปฉี่มั่วซั่วบนหลังคา” กระรอกเงยหน้ามองหลังคา
เด็กแดงมองบน “ฉี่ของมหาราชาก็เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์ไม่รู้หรอกว่าอะไรดีไม่ดี อีกอย่าง ครั้งนี้ข้าไม่ได้ฉี่ ข้ากำลังมองดาว อ้อ จิ้งควน ท่านบินได้หรือไม่?”
“บิน?” กระรอกตาเปล่งประกายทันใด ก่อนเอ่ยว่า “ศิษย์น้อง นายพาฉันบินได้เหรอ?”
“ตอนนี้ฤทธิ์ข้ากลับมาแล้ว ท่านอยากบินก็ง่ายไม่ใช่รึ? ขอเพียงท่านต้องการ มหาราชาจะพาท่านหลอกคน พาท่านบินไป! พาท่านพุ่งเข้ากอง…อะแฮ่มๆ กองเมฆขาว” เด็กแดงเกือบจะหลุดคำพูด ดจากในอินเทอร์เน็ตมาแล้ว จึงรีบแก้คำ
“ศิษย์น้อง ฉันก็อยากบิน!” หมาป่าเดียวดายได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้นจากพื้น พูดด้วยความตื่นเต้น
“ไม่มีปัญหา! ศิษย์พี่จิ้งเจิน ท่านไปด้วยกันหรือไม่?” เด็กแดงถามลิงที่นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ กำลังเงยหน้ามองต้นโพธ์ดั่งนักบวชชราเข้าฌาน
ลิงส่ายหน้าบอก “อมิตาพุทธ อาตมาไม่ไป อาตมาจะตระหนักรู้ในสัจธรรม”
“ท่านมั่นใจ?” เด็กแดงถาม
“ถ้าไปก็ไม่มีคนเฝ้าวัด ตอนอาจารย์ไปยังบอกว่าอาจจะมีคนมาขโมยของ” แม้นัยน์ตาเจ้าลิงมีความปรารถนาที่จะบินไปด้วยกัน แต่ก็ยังปฏิเสธ